ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 704 ผลิตภัณฑ์ใหม่
ตอนที่ 704 ผลิตภัณฑ์ใหม่
หลิวจี้ลุกขึ้นไปเปิดประตู พอประตูเปิดออก ปรากฏว่าเป็นหลิวเฝย
“เจ้ามาทำอะไร” หลิวจี้ใช้ดวงตาดอกท้อกวาดมองไปที่หลิวเฝย เห็นในมือถือเพียงกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นพื้นฐานกล่องเดียว นอกนั้นไม่ได้ถืออะไรมาอีก สายตาก็เต็มไปด้วยความรังเกียจ
หลิวเฝยค้อนพี่สามของตนทีหนึ่ง ถือกล่องกางร่มเบียดเข้ามาในประตู “ข้าไม่ได้มาหาท่าน ข้ามาหาพี่สะใภ้ของข้า”
เงยหน้าขึ้นเห็นบนโต๊ะในห้องโถงยังมีอาหารวางอยู่ หลิวเฝยก็ยิ้มทักทาย “กำลังกินข้าวกันอยู่หรือ!”
พวกเด็กๆ ยืนขึ้นอย่างดีใจ ตะโกนเรียกพร้อมกัน “ท่านอาเล็ก!”
ฉินเหยาก็เดินออกมารับที่ระเบียงหน้าห้องโถง ถามเขาว่า “เจ้ากินอะไรมาหรือยัง”
“ยังเลยขอรับ!” หลิวเฝยยิ้มร่า วางร่มไว้ที่ระเบียง และเป็นไปตามคาด เขาได้ยินพี่สะใภ้สามบอกให้อาวั่งไปหยิบชามตะเกียบมาให้จึงหันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้หลิวจี้อย่างผู้ชนะ
หลิวจี้เดาะลิ้น เห็นหลิวเฝยจะเดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องโถงใหญ่ก็รีบดึงตัวไว้ “ตัวเปียกโชกขนาดนี้จะเข้าไปทั้งอย่างนี้เลยหรือ เหยียบพรมในห้องเปื้อน เจ้าจะซักหรือไร!”
ลากตัวน้องชายเข้าไปในห้องของตัวเองก่อน ให้เขาจัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วหยิบรองเท้าเก่าแต่ซักสะอาดของตัวเองมาให้หลิวเฝยเปลี่ยน ถึงได้พาเขาเข้าไปในห้องอาหาร
หลิวเฝยบ่นอุบอิบเสียงเบา “จู้จี้จุกจิกเสียจริง”
แต่พอได้สวมรองเท้าสะอาด เช็ดน้ำฝนบนตัวจนแห้ง ทั้งตัวก็รู้สึกสบายขึ้นมากจริงๆ
ที่โต๊ะอาหารได้เพิ่มที่นั่งของหลิวเฝยเข้ามาเรียบร้อยแล้ว คนกันเองไม่ต้องเกรงใจ พอนั่งลงก็หยิบชามและตะเกียบขึ้นกินทันที
หลิวจี้ชนไหล่หลิวเฝยแล้วเอ่ยถาม “คืนนี้นอนค้างบ้านข้าหรือ”
ฉินเหยาถลึงตาใส่หลิวจี้อย่างเอือมระอา ฟ้ามืดขนาดนี้แล้ว แถมฝนยังตกหนัก จะไล่หลิวเฝยกลับไปนอนบ้านก็ดูจะใจจืดใจดำเกินไป
“คืนนี้เจ้านอนที่เรือนรับรองด้านหลังนะ” ฉินเหยาบอกกับหลิวเฝยแล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้กินข้าว ห้ามปฏิเสธ
หลิวเฝยขานรับคำแล้วขยับเก้าอี้ของตนไปทางอาวั่ง หมายจะขีดเส้นแบ่งเขตกับพี่ชายแท้ๆ ให้ชัดเจน
หลิวจี้ “…”
เวลากินข้าวไม่คุยเรื่องงาน พอกินข้าวเย็นเสร็จ หลิวเฝยถึงได้หิ้วกล่องตามฉินเหยาไปคุยที่ห้องโถงด้านข้าง
คนอื่นๆ ในบ้านก็หลบเลี่ยงไปอย่างรู้ความ ไม่ไปรบกวน
เรื่องที่หลิวจี้ไปสมัครเป็นบ่าวชายที่จวนราชครู หลิวเฝยรู้แล้ว เขาถามไถ่ด้วยความห่วงใยพอเป็นพิธี พอรู้ว่าหลิวจี้ปรับตัวได้ดีก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก
เขาเปิดกล่องที่นำมา วางจดหมายและธนบัตรปึกหนึ่งที่ห่อด้วยกระดาษเคลือบน้ำมันไว้บนโต๊ะเล็กข้างมือฉินเหยา
“พี่สะใภ้สาม นี่คือรายได้ของร้านในช่วงสามเดือนที่ผ่านมานี้และจดหมายที่ซ่งอวี้ส่งมาจากหมู่บ้าน ท่านลองอ่านดู”
ตั้งแต่มาเมืองหลวง ฉินเหยายังไม่ได้รับข่าวจากทางบ้านเลย พอเห็นมีจดหมายจากซ่งอวี้ก็รีบเปิดอ่านด้วยความยินดี
ในจดหมายบอกว่า ที่บ้านทุกอย่างเรียบร้อยดี โรงงานเครื่องเขียนเปลี่ยนคนงานขี้เกียจออกไปไม่กี่คนแล้วรับคนใหม่เข้ามาแทน
พร้อมแนบข้อมูลพื้นฐานส่วนตัวของคนงานที่รับเข้ามาใหม่
ฉินเหยากวาดตาดูข้อมูลนั้น เห็นมีการบันทึกชื่อ อายุ ภูมิลำเนาครบถ้วน ส่วนใหญ่เป็นคนอำเภอไคหยาง มีเพียงคนเดียวที่เป็นคนต่างถิ่น
ทั้งหมดมีแปดคน หญิงสี่ชายสี่
ฉินเหยายิ้ม ดูท่าพวกเขาจะปฏิบัติตามหลักการ ‘สตรีมาก่อน’ ที่นางบอกไว้เป็นอย่างดี
ซ่งอวี้ยังบอกในจดหมายอีกว่า แผนกออกแบบของโรงงานเครื่องเขียน ได้รับเด็กฝึกงานด้านการออกแบบเข้ามาใหม่สองคนตามความเห็นชอบของเฉียวอวิ๋น
และเด็กฝึกงานสองคนนี้ก็คือบัณฑิตที่เช่าบ้านอยู่ในหมู่บ้านนั่นเอง
ทั้งสองคนต่างเป็นซิ่วไฉ มีฝีมือด้านการวาดภาพที่ยอดเยี่ยม
อิงตามคำพูดของเฉียวอวิ๋นก็คือ รสนิยมความงามมีเอกลักษณ์ สามารถเพิ่มแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่แตกต่างให้กับแผนกออกแบบได้
อีกทั้งยังแนบต้นฉบับแบบร่างกระเป๋าหนังมาด้วยอีกสองแผ่น
หลังจากผ่านการลงมติของเหล่าผู้จัดการแห่งโรงงานเครื่องเขียนก็ได้ตัดสินใจกำหนดให้กระเป๋าหนังสองแบบในภาพนี้เป็นสินค้าใหม่ประจำฤดูใบไม้ร่วงที่จะวางจำหน่ายจึงมาสอบถามความเห็นสุดท้ายจากฉินเหยา ว่าเห็นชอบหรือไม่
หลิวเฝยกล่าวว่า “ข้าดูแบบร่างนี้แล้ว รู้สึกว่าดีทีเดียว เถ้าแก่ของห้างการค้าฟู่หลงก็เห็นว่าไม่เลว ร้านเราวางขายแต่กล่องไม้มาโดยตลอด กระเป๋าหนังนี่ยังเป็นครั้งแรกเลยนะ”
“อีกอย่างกระเป๋าหนังเบากว่ากล่องไม้ตั้งเยอะ…เพียงแต่เรื่องการตั้งราคา ยังต้องให้เป็นหน้าที่ของพี่สะใภ้สาม”
ฉินเหยากำลังดูแบบร่างใหม่สองแผ่นนั้น พอได้ยินคำพูดของหลิวเฝยก็พยักหน้า “รอข้าดูต้นทุนก่อน”
ซ่งอวี้ทำงานรอบคอบ ผลิตภัณฑ์ใหม่จะวางจำหน่ายก็เตรียมข้อมูลไว้ปึกหนึ่ง ให้เฉียนวั่งและหลิวจ้งเขียนแจกแจงรายละเอียดการจัดซื้อและผู้ส่งขายวัตถุดิบไว้อย่างละเอียด
ต้นทุนเห็นชัดเจนในปราดเดียว
แม้หนังจะไม่ใช่ของถูก แต่ก็ไม่ต้องประดับประดาด้วยหยกและอัญมณีต่างๆ ราคารวมเมื่อคำนวณออกมาแล้วจึงถูกกว่ากล่องเครื่องใช้สตรีถึงสองส่วน
หนังนั้นหาได้ไม่ง่าย หลิวจ้งจึงดั้นด้นไปถึงเมืองทางเหนือ ในที่สุดก็หาผู้ส่งขายหนังแกะที่มั่นคงได้
กระเป๋าหนังแบบใหม่มีสองใบ ใบหนึ่งใหญ่ใบหนึ่งเล็ก
ใบที่เล็กนั้นมีขนาดเล็กกว่ากล่องเครื่องใช้สตรีเล็กน้อย ใช้ไม้ทำเป็นโครงสร้างหลัก ใช้หนังกรุผิวหน้าและทำชั้นแบ่งด้านใน
เนื่องจากหนังแกะมีความอ่อนนุ่ม ดังนั้นการแบ่งช่องด้านในของกระเป๋าหนังใบเล็กในครั้งนี้จึงทำได้อย่างประณีตยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่มีช่องสำหรับวางของใช้ประจำวัน แต่ยังเพิ่มช่องสำหรับใส่เครื่องประดับอีกด้วย
ใบที่ใหญ่นั้นมีขนาดใหญ่กว่าหีบหนังสือพลังเซียนเล็กน้อย ใกล้เคียงกับหีบตู้ที่ชาวบ้านใช้กัน แต่ได้เพิ่มล้อเลื่อนและคันชักของหีบหนังสือพลังเซียนเข้าไป
ฉินเหยาคิดในใจ นี่มันกระเป๋าเดินทางแบบลากในยุคปัจจุบันชัดๆ!
ยิ่งเมื่อดูการแบ่งชั้นในภาพก็ยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่
แถมการแบ่งช่องยังดูหรูหรากว่ากระเป๋าเดินทางในยุคปัจจุบันเสียอีก
ภายในหีบแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนสำหรับใส่เสื้อผ้า ส่วนสำหรับใส่รองเท้าและถุงเท้า ส่วนสำหรับใส่เครื่องประดับ และยังมีส่วนสำหรับใส่พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก กระดาษและตำราอีกด้วย
ทุกสัดส่วนล้วนจัดเก็บแยกประเภทได้อย่างละเอียด พู่กันมีถุงพู่กัน หมึกมีตลับหมึก สายรัดเอวยังมีช่องยาวสำหรับใส่สายรัดเอวโดยเฉพาะ ในส่วนของรองเท้ายังมีแผ่นกั้นแบ่งชั้นสูงต่ำ
ฉินเหยาอ่านจดหมายที่ซ่งอวี้เขียนอีกรอบ
ในจดหมายกล่าวว่า กระเป๋าหนังใบใหญ่นี้ออกแบบโดยบัณฑิตหน้าใหม่สองคนนั้น โดยกล่าวว่ายามเดินทางไปสอบ หากเหล่าบัณฑิตจากทั่วสารทิศได้ใช้หีบเดินทางเช่นนี้สักใบ จะต้องเดินทางไปถึงสนามสอบได้อย่างราบรื่นตลอดเส้นทางแน่นอน
การสอบชุนเหวยกำหนดจัดขึ้นในต้นเดือนสามปีหน้า หากเหล่าผู้เข้าสอบต้องการเข้าเมืองหลวงไปสอบ อย่างช้าที่สุดฤดูหนาวปีนี้ก็ต้องออกเดินทางแล้ว
และเพื่อหลีกเลี่ยงความหนาวเหน็บในฤดูหนาว คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเข้าเมืองหลวงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบชุนเหวยล่วงหน้า
กระเป๋าหนังใส่สัมภาระใบใหญ่นี้ วางจำหน่ายในช่วงเวลานี้ก็จะทันเกาะกระแสการเดินทางเข้าเมืองหลวงไปสอบของเหล่าบัณฑิตนับพันนับหมื่นพอดี
ติดอยู่ที่หนังมีจำกัด สินค้าชุดแรกจึงผลิตประเป๋าเดินทางได้เพียงสองพันใบและหีบขุนนางสามร้อยใบ
ใช่แล้ว กระเป๋าหนังใบเล็กและกระเป๋าหนังใบใหญ่ต่างก็มีชื่อเรียกแล้ว
สาเหตุที่หีบขุนนางได้ชื่อว่าหีบขุนนางก็เพราะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเจาะจงไปที่ขุนนางทั้งหลายในเมืองหลวงที่ต้องเข้าเฝ้า
ส่วนกระเป๋าเดินทางนั้น ยิ่งง่ายดายกว่า เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก เอาไว้ใส่สัมภาระก็ย่อมต้องเรียกว่ากระเป๋าเดินทาง
“พวกเขาทำได้ดีมาก” ฉินเหยาเอ่ยชมพลางวางจดหมายของซ่งอวี้ลง นางหยิบแบบร่างสองแผ่นนั้นขึ้นมา ใช้พู่กันจุ่มชาดขีดเครื่องหมายถูกขนาดใหญ่ลงบนภาพ พร้อมกับเขียนตัวเลขสองชุดลงไปอย่างฉับไว
ชุดหนึ่งหกหก ชุดหนึ่งแปดแปด
หลิวเฝยอดตื่นเต้นไม่ได้ รีบเก็บแบบร่างไว้อย่างระมัดระวัง พรุ่งนี้เช้าตรู่เขาจะให้สำนักคุ้มภัยส่งข่าวผ่านพิราบสื่อสารไปยังอำเภอไคหยางอย่างเร่งด่วน
จัดการเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่เสร็จสิ้น ฉินเหยาก็มองดูธนบัตรปึกหนานั้นด้วยความแปลกใจ
รายได้ครั้งนี้มีมากถึงหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง หลังจากแบ่งสามส่วนส่งไปยังจวนองค์หญิงใหญ่แล้ว ควรจะเหลืออยู่หนึ่งหมื่นห้าร้อย
เศษห้าร้อยให้หลิวเฝย ดังนั้นยอดที่ส่งมาถึงมือนางควรจะเป็นหนึ่งหมื่นตำลึง
แต่ว่า!
ธนบัตรที่ห่ออยู่ในกระดาษเคลือบน้ำมันกลับมีถึงหนึ่งหมื่นสี่พันห้าร้อยตำลึง
ฉินเหยาขมวดคิ้วทันที “เกิดอะไรขึ้น ไม่ได้ส่งเงินออกไปหรือ”
หลิวเฝยลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน พยักหน้าให้ฉินเหยาอย่างประหม่า