ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 709 เสด็จแม่ของนางก็เคยตรัสเช่นนี้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 709 เสด็จแม่ของนางก็เคยตรัสเช่นนี้
ตอนที่ 709 เสด็จแม่ของนางก็เคยตรัสเช่นนี้
บนระเบียงกลางแจ้ง บรรยากาศกลับมาครึกครื้นเบิกบานอีกครั้ง
องค์หญิงใหญ่เอ่ยว่า “ทำให้เจ้าต้องน้อยเนื้อต่ำใจในจวนของข้า ในใจข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก เอาไว้ข้าจะสั่งให้ห้างการค้าฟู่หลงมอบอำนาจดูแลร้านค้าเฉพาะทางในเมืองหลวงให้เจ้าดูแลจัดการเองทั้งหมด เป็นอย่างไร”
“ไม่ต้องหรอกเพคะ ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว หม่อมฉันไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร” ฉินเหยาอมยิ้มมุมปาก บอกอวิ๋นนั่วเสียงเบาให้เน้นนวดไปที่ท้ายทอย
อวิ๋นนั่วรีบเปลี่ยนตำแหน่งนวดทันที
ข้อเสนอถูกปฏิเสธ แต่องค์หญิงใหญ่ก็ไม่ได้ละทิ้งความตั้งใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอีกว่า
“ชานเมืองทางใต้มีไร่อยู่แห่งหนึ่ง เป็นที่พำนักหลบร้อนของเสด็จแม่ข้าเมื่อก่อน ตอนนี้ทรงยกให้ข้าแล้ว ถึงจะไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็ติดแม่น้ำ แถมยังมีทุ่งดอกไม้หลายสิบหมู่ มีบรรยากาศป่าเขาที่เป็นธรรมชาติสุดๆ”
ฉินเหยาหัวเราะ “องค์หญิงทรงลืมไปแล้วหรือเพคะว่าหม่อมฉันมาจากบ้านนอก? บรรยากาศธรรมชาติหม่อมฉันเห็นมาจนเบื่อแล้ว ตอนนี้อยากจะดูความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงเท่านั้น”
องค์หญิงใหญ่ “…”
ฉินเหยาเริ่มคอแห้งนิดหน่อย “อวิ๋นนั่ว เจ้าช่วยรินน้ำให้ข้าสักถ้วย”
“ขอรับ” อวิ๋นนั่วล้างฟองสบู่ออกจากมือในถังไม้ทรงสูงข้างๆ แล้วเดินอ้อมมาข้างตั่ง รินน้ำชาให้ฉินเหยาหนึ่งถ้วย ใช้มือประคองถ้วยชาร้อนๆ ไว้เพื่อลดอุณหภูมิ พออุ่นได้ที่ก็ส่งให้นาง
ฉินเหยาตะแคงตัวเล็กน้อยกำลังจะยื่นมือไปรับ ถ้วยชาก็ถูกจ่อมาที่ริมฝีปากของนางแล้ว
ฉินเหยาเอ่ย “ขอบใจ”
นางยกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกใหญ่รวดเดียวด้วยตนเอง
องค์หญิงใหญ่เย้าแหย่ว่า “ถ้าอย่างนั้นข้ายกอวิ๋นนั่วให้เจ้า…”
ฉินเหยาพ่นน้ำชา “พรวด!” ออกมา อวิ๋นนั่วก็โดนเข้าเต็มๆ เขาไม่กล้าแม้แต่จะหลบจึงรับน้ำชาเข้าไปเต็มหน้า
ฉินเหยา “…”
องค์หญิงใหญ่ “…”
อวิ๋นนั่วกะพริบตาปริบๆ ใบชาใบหนึ่งร่วงลงมาจากขนตายาว
เขารีบดึงสติกลับมาจากคำขอบคุณของฉินเหยาคำนั้น รีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำบนหน้าตัวเองแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดบนโต๊ะเล็กข้างตั่งขึ้นมาจะเช็ดปากให้ฉินเหยา
“ไม่ต้อง ข้าทำเองได้” ฉินเหยาไหนเลยจะกล้าให้เขาปรนนิบัติอีก นางแย่งผ้าเช็ดหน้ามาอย่างไม่อนุญาตให้ปฏิเสธแล้วเช็ดปากตัวเองลวกๆ ก่อนจะคืนผ้าให้อวิ๋นนั่ว
“ขอโทษที เจ้าไม่เป็นไรนะ” ฉินเหยาถามด้วยความเป็นห่วง
ดวงตาที่เป็นประกายของอวิ๋นนั่วเหม่อลอยไปครู่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
เขาทรุดตัวลงคุกเข่าดังตุบ “บ่าวปรนนิบัติไม่ดี ขอฮูหยินโปรดลงโทษด้วย”
ฉินเหยาหันกลับไปมององค์หญิงใหญ่ที่มีสีหน้าหยอกเย้าแล้วหันมามองอวิ๋นนั่ว นางแสร้งกระแอมไอแก้เก้อสองที พูดเสียงนุ่มว่า
“เจ้าลุกขึ้นเถอะ หัวข้าเย็นหมดแล้ว”
ช่วงนี้อากาศร้อนก็จริง แต่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน สระผมกลางแจ้งแบบนี้ ถ้าน้ำร้อนไม่พอ ลมพัดมาวูบหนึ่งก็หนาวเหมือนกัน
แน่นอนว่าความหนาวแค่นี้ทำอะไรฉินเหยาไม่ได้ นางแค่หาข้ออ้างทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนนี้ลงเท่านั้น
องค์หญิงใหญ่ยังคงสนุกกับการออกความคิดเห็นให้ฉินเหยา
“ข้ารู้ว่าที่บ้านเจ้ายังมีสามีอีกคน ถ้าพาเขากลับไปด้วยคงไม่สะดวกก็ให้เขาพักอยู่ที่จวนของข้าก็ได้ ข้ามีเรือนว่างเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง เก็บกวาดสักหน่อยก็เข้าอยู่ได้แล้ว”
“ถ้าเจ้ายังกลัวอยู่ ข้าช่วยปิดบังให้”
พูดจบก็หันมามองฉินเหยาแวบหนึ่ง เอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงกำกวม “เจ้าอย่าเห็นว่าขันทีทำเรื่องอย่างว่าไม่ได้ แต่สตรีอย่างเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของสิ่งนั้นเสมอไป วิธีการอื่นก็มอบความสุขให้ได้เช่นกัน”
เห็นฉินเหยาหลับตาลง ลมหายใจค่อยๆ สม่ำเสมอ องค์หญิงใหญ่เลิกคิ้ว “ฮูหยินฉิน? ฉินเหยา?”
ไม่มีเสียงตอบรับ นางหลับไปเสียแล้ว
องค์หญิงใหญ่เงยหน้าขึ้นมองฟ้า สตรีที่ไร้ความปรารถนานี่ช่างน่ากลัวจริงๆ!
องครักษ์ด้านหลังถามเสียงเบาว่าต้องปลุกแขกผู้สูงศักดิ์หรือไม่ องค์หญิงใหญ่ก็ปรายตามองเขา “ไปสิ อยากตายก็ไป ข้าไม่ห้ามเจ้าหรอก”
ต้องขอบคุณที่นางคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนราชครูเป็นกิจวัตร ทำให้นางรู้เรื่องที่มีคนย้ายสิงโตหินหน้าจวนราชครูออกไปได้อย่างง่ายดายเข้าโดยบังเอิญ
นั่นมันสิงโตหินหนักหกพันจินเลยนะ!
องครักษ์ของนางเป็นแค่มนุษย์เดินดินธรรมดา เกรงว่าจะทนนิ้วเดียวของฉินเหยาไม่ได้ด้วยซ้ำ
เมื่อวานนางยังคิดอยู่เลยว่าจะข่มขวัญฉินเหยาก่อนแล้วค่อยปลอบโยนทีหลัง
แต่พอข่าวเรื่องย้ายสิงโตหินแพร่ออกมา อย่างนั้นก็ช่างมันเถิด ขอแค่เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ไม่หวังให้เจ้าเข้ามาเป็นพวกเดียวกับข้า ขอเพียงไม่ไปเข้าพวกกับศัตรูก็นับว่าบุญโขแล้ว
ยังมีมู่หลิงอีกคน หนีเร็วจริงๆ คอยดูเถอะกลับมาจะจัดการเสียให้น่วม!
ให้เงินก็ไม่เอา ให้คนก็ไม่สน หรือว่าฉินเหยาอยากได้อำนาจ?
ไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะหลับจริงหรือหลอก องค์หญิงใหญ่ลองหยั่งเชิงดูอีกครั้ง “ฉินเหยา ที่ตำหนักพักร้อนนอกเมืองของข้ามีตำแหน่งงานว่างอยู่ตำแหน่งหนึ่ง ยศไม่ใหญ่ แค่ขั้นหก แต่เบี้ยหวัดเดือนละแสนตำลึง แถมยังมีจวนประจำตำแหน่ง พร้อมบ่าวไพร่คอยปรนนิบัติรับใช้ยี่สิบคน…”
พูดถึงตรงนี้ นางก็ชะงักไปนิดหนึ่ง มองดูอวิ๋นนั่วที่สระผมให้ฉินเหยาเสร็จแล้วและกำลังใช้ผ้าแห้งเช็ดผมให้นางแล้วเสริมว่า
“อวิ๋นนั่วก็รวมอยู่ในนั้นด้วย หากเจ้าถูกใจใครอีกในจวนข้าก็สามารถพาไปที่จวนนั้นได้เลย”
เหลือบเห็นเปลือกตาฉินเหยาขยับไหวเหมือนจะตื่น มุมปากองค์หญิงใหญ่ก็ยกยิ้มอย่างมั่นใจทันที
ทว่า ในวินาทีถัดมากลับได้ยินฉินเหยาพูดว่า “ใครก็ได้หรือเพคะ? ถ้าอย่างนั้นขอองครักษ์ข้างกายองค์หญิงได้หรือไม่”
องค์หญิงใหญ่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว องครักษ์ผู้นั้นก็ร้อนรนขึ้นมาก่อน เขากุมกระบี่แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
นักรบฆ่าได้หยามไม่ได้ ถ้าจะส่งเขาให้คนอื่น เขาจะเชือดคอตัวเองตายเดี๋ยวนี้ ไม่ยอมให้องค์หญิงขายหน้าเด็ดขาด
องครักษ์จ้องมองฉินเหยาด้วยความเคียดแค้น คนผู้นี้แม้จะมีฝีมือสูงส่ง แต่ก็เย่อหยิ่งจองหองจนเกินไป
คนแบบนี้ ถ้าเขาเป็นองค์หญิง จะไม่มีวันคบค้าสมาคมด้วยเด็ดขาด
“ตกใจสินะ” ฉินเหยายิ้มร้าย ลุกขึ้นนั่งบนตั่งนุ่ม ขอผ้าแห้งจากอวิ๋นนั่วมาเช็ดผมเอง
นางมองใบหน้าเรียบเฉยขององค์หญิงใหญ่แล้วกล่าวว่า “ข้อเสนอขององค์หญิงช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก แต่หม่อมฉันเกรงว่าตัวเองจะไม่คู่ควร คงต้องทำให้องค์หญิงผิดหวังแล้วเพคะ”
เช็ดผมแห้งแล้วก็หยิบปิ่นทองของตัวเองมารวบผมไว้หลวมๆ ลุกขึ้นเดินไปที่ริมสระน้ำ มองดูปลาจินหลี่ตัวอ้วนกลมในสระแล้วกล่าวเสียงเรียบว่า
“หม่อมฉันรู้สึกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว ที่เมื่อครู่นี้องค์หญิงตรัสว่ารู้สึกถูกชะตากับหม่อมฉันเหมือนรู้จักกันมานาน หม่อมฉันก็เชื่ออยู่นิดหน่อย แต่ว่า…”
นางเท้าแขนกับระเบียง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางหันกลับมามอง กวาดสายตามองเหล่านางกำนัลและนักดนตรีจนทั่วตำหนักแล้วขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ เอ่ยเสียงเบาอย่างทอดถอนใจ “หม่อมฉันทนพวกชนชั้นสูงอย่างพวกท่านไม่ได้เลยสักนิด”
“สามหาว!” องครักษ์ชักกระบี่ลุกขึ้นทันที ชี้หน้าฉินเหยาด้วยความโกรธเกรี้ยว ปกป้ององค์หญิงใหญ่ของตนด้วยความจงรักภักดี
เขาตะโกนด่าฉินเหยาเสียงดังลั่น “ข้ารู้ว่าเจ้ามีฝีมือสูงส่ง แต่ผู้ที่ดูหมิ่นองค์หญิง ข้าจะฆ่ามันให้สิ้น!”
เผชิญหน้ากับคมกระบี่ที่จ่อคอหอย ฉินเหยากลับยืนทอดอารมณ์อย่างเกียจคร้าน แววตาเลื่อนลอยราวกับไม่ได้เห็นคำขู่ของเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
นางยังถามเขากลับด้วยความอยากรู้ “เจ้าชื่ออะไร”
หน้าอกขององครักษ์กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง โกรธฮึดฮัดจนไม่ยอมตอบคำถามนาง
“สวีจง”
องค์หญิงใหญ่สยายผมยาวที่แห้งหมาดๆ กระชับชุดนอนตัวโคร่งบนร่างแล้วลงจากตั่ง เดินไปข้างกายองครักษ์ที่โกรธจนอยากจะฆ่าฉินเหยาให้ตายแล้วกล่าวกับฉินเหยาว่า “สวีคือแซ่ของเสด็จแม่ข้า จง จากคำว่าจงรักภักดี”
“เขาติดตามข้ามาตั้งแต่อายุสิบสามจนถึงตอนนี้ก็อยู่ข้างกายข้ามายี่สิบปีแล้ว ข้าไม่อาจยกเขาให้เจ้าได้”
ฉินเหยาพยักหน้าแสดงความเข้าใจ ยี่สิบปีเชียวนะ ชีวิตคนเราจะมีสักกี่ยี่สิบปีกัน?
ความผูกพันเช่นนี้ไม่ใช่เป็นแค่เจ้านายกับลูกน้อง แต่เป็นคนในครอบครัว
มีที่ไหนยกคนในครอบครัวตนให้คนอื่นกัน
ฉินเหยามองสีท้องฟ้า ใกล้จะเที่ยงแล้ว นางควรกลับบ้านได้แล้ว
มองดูปลาจินหลี่ตัวอ้วนท้วนในสระน้ำอีกครั้ง ฉินเหยาก็เก็บข้าวของของตนเองแล้วยิ้มบางๆ ให้องค์หญิงใหญ่
“วันนี้องค์หญิงเสียเวลากับหม่อมฉันมามากแล้ว หม่อมฉันไม่กล้ารบกวนต่อ หญิงชาวบ้านขอทูลลาเพคะ!”
องค์หญิงใหญ่ก็ไม่ได้รั้งตัวนางไว้อีก แม้วันนี้จะเจรจาไม่สำเร็จ แต่ก็ไม่ได้แตกหัก ผลลัพธ์นับว่าไม่เลว
นางพยักหน้าเล็กน้อย ถึงกับจะเดินไปส่งฉินเหยาออกจากตำหนักด้วยตัวเอง
ฉินเหยาขอให้นางไม่ต้องไป แต่อีกฝ่ายก็ไม่ฟัง
รอจนกระทั่งฉินเหยาใกล้ก้าวพ้นประตูตำหนัก จู่ๆ องค์หญิงใหญ่ก็เอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าทนพวกชนชั้นสูงไม่ได้ตรงไหนหรือ”
ฉินเหยาหันกลับมามองนางด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าจะอยากรู้จริงๆ
นางจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดเน้นทีละคำ “ชนชั้นสูงไม่เห็นคนเป็นคน”
ในหัวขององค์หญิงใหญ่เกิดเสียงดัง ‘เปรี้ยง’ ราวกับถูกฟ้าผ่า!
เพราะประโยคนี้ เสด็จแม่ของนางก็เคยตรัสไว้เช่นกัน!