ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 710 ม้าเร็วแปดร้อยลี้
ตอนที่ 710 ม้าเร็วแปดร้อยลี้
ฉินเหยาปฏิเสธความหวังดีของจินหยวนเหนียงที่จะเตรียมรถม้าไปส่ง สวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าแล้วเดินออกจากประตูหลังจวนองค์หญิงตามทางเดิมที่เข้ามา
ผลลัพธ์ของการมาเยือนครั้งนี้ดีกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มาก แม้จะรู้ว่าองค์หญิงใหญ่คงไม่ล้มเลิกความคิดที่จะดึงนางไปเป็นพวก แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ องค์หญิงผู้นี้ก็ไม่ได้คิดจะใช้ไม้แข็งกับนาง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ต่างฝ่ายต่างรักษาระดับความสัมพันธ์เดิมไว้ก็พอ
ตอนนี้ฉินเหยาไม่ได้ขาดแคลนเวลา เงินทองก็มีเหลือเฟือ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉินเหยาเป็นห่วงคือพี่ชายแท้ๆ ที่เมืองวั่งเฉิงทางตะวันตกเฉียงเหนือ
นางไม่ได้รังเกียจที่จะช่วยทำงาน เพียงแต่ไม่อยากเลือกข้าง
ภายใต้เงื่อนไขของการวางตัวเป็นกลาง หากองค์หญิงใหญ่จ่ายค่าตอบแทนตามที่นางต้องการได้ นางก็ไม่ขัดข้องที่จะรับงานพิเศษบ้างเป็นครั้งคราว
แต่ตอนนี้พูดเรื่องนี้ยังเร็วเกินไป
ฉินเหยาแวะไปที่ร้านเฉพาะทางที่ตลาดทิศใต้ก่อน บอกกับหลิวเฝยว่าจัดการธุระเรียบร้อยแล้ว ให้เขาวางใจ
และบอกเขาอีกว่า ต่อไปเรื่องไปจวนองค์หญิงนางจะเป็นคนจัดการเอง เขาไม่ต้องกังวลอีก
“จริงสิ” ก่อนจะไป จู่ๆ ฉินเหยาก็นึกถึงความสบายตอนสระผมในจวนองค์หญิงใหญ่ขึ้นมาได้จึงยิ้มแล้วแนะนำหลิวเฝยว่า
“เจ้ายังคิดไม่ออกไม่ใช่หรือว่าจะทำการค้าอะไร ข้ามีความคิดหนึ่งมาเสนอ”
หลิวเฝยดีใจ รีบถามต่อทันที “พี่สะใภ้สาม ความคิดอะไรหรือขอรับ ท่านว่ามาเลย”
พี่สะใภ้สามของเขาเป็นคนฉลาด แถมยังหัวการค้า วิธีการทั่วไปนางคงไม่พูดออกมาแน่
แต่ในเมื่อนางเอ่ยปาก ย่อมต้องเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง! หลิวเฝยคิดอย่างมั่นใจ
ฉินเหยาเห็นเขาเชื่อใจขนาดนี้ก็อดขำไม่ได้ นางพาเขาไปที่มุมปลอดคนข้างร้านเฉพาะทางแล้วกล่าวว่า
“ร้านสระผม ทำกิจการรับสระผมให้คนโดยเฉพาะ คิดราคาถูกหน่อย ทำเตียงสักหลายเตียง ให้ลูกค้านอนแล้วเราก็สระผมให้พวกเขา บวกกับวิธีการนวดศีรษะ ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ผ่อนคลายสักครั้ง…”
ฉินเหยาพูดรวดเดียวจบ ตอนแรกหลิวเฝยฟังด้วยแววตาสงสัย แต่ยิ่งฟังดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย
พอฉินเหยาพูดจบ ในหัวของเขาก็เหมือนมีความคิดแปลกใหม่มากมายแล่นพล่านจนยืนอึ้งตะลึงงันไปนานสองนาน
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างขบขัน ทักทายเถ้าแก่ในร้านแล้วเดินกลับบ้านไป
ขณะเดินผ่านถนนสายหลักที่มุ่งตรงเข้าสู่พระราชวังจื่อเวย จู่ๆ ก็เห็นม้าเร็วสองตัวควบตะบึงมาจากประตูเมืองทิศเหนือ
ทหารส่งสารควบม้าพลางตะโกนก้อง “ม้าเร็วแปดร้อยลี้ คนที่ไม่เกี่ยวข้องรีบหลีกทาง!”
ฉินเหยารีบถอยไปชิดแผงลอยข้างทางพร้อมกับฝูงชนพื่อเปิดทางให้ มองส่งทหารส่งสารสองนายนั้นควบม้าพุ่งตรงเข้าสู่พระราชวังจื่อเวย
“หรือว่าชายแดนจะมีสงครามอีกแล้ว” ชาวบ้านอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกและวิพากษ์วิจารณ์
เพราะข่าวที่ต้องใช้ม้าเร็วระดับแปดร้อยลี้ นอกจากคำสั่งพิเศษจากผู้สูงศักดิ์ในวังแล้วก็เหลือแค่เรื่องสงครามชายแดนเท่านั้น
แต่ไม่นานก็มีคนโบกมือแย้งว่า “ไม่น่าจะใช่ พวกเราสงบศึกกับเป่ยหมานแล้ว ปีที่แล้วพวกเขายังส่งทูตมาถวายเครื่องบรรณาการอยู่เลย”
“เฮ้อ~ ปากก็บอกว่ามาถวายเครื่องบรรณาการ แต่ใครบ้างไม่รู้ว่าความจริงมาขอส่วนบุญ ช่างน่าสงสารท่านหญิงของพวกเราจริงๆ ต้องแต่งงานไปอยู่ไกลถึงดินแดนรกร้างป่าเถื่อนพรรค์นั้น ไม่รู้ป่านนี้ความเป็นอยู่เป็นอย่างไรบ้าง…”
หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปคุยเรื่องท่านหญิงฮุ่ยหยาง พูดถึงสามีของนาง น้องสามีของนางและท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการ รวมไปถึงพวกเยียนซื่อคนอื่นๆ (สนมคนอื่นๆ ของอ๋องเป่ยหมาน) ในวังเป่ยหมานเหล่านั้น
เรื่องทหารส่งสารเข้าวังแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาเดินฟังชาวบ้านคาดเดาไปต่างๆ นานาจนกลับถึงบ้าน กำลังจะก้าวเข้าประตูก็เห็นประตูใหญ่บ้านผู้ตรวจการฉีข้างบ้านเปิดออก
ผู้ตรวจการฉีแต่งกายเต็มยศ รีบร้อนขึ้นรถม้า มุ่งหน้าตรงเข้าวังไป
ที่บ้านเขาเพิ่งได้รับราชโองการจากในวัง เรียกขุนนางจากหงหลูซื่อ กรมพิธีการและสำนักผู้ตรวจการเข้าวังไปหารือราชกิจ
พ่อบ้านตระกูลฉีตอนปิดประตูเห็นฉินเหยายืนอยู่ที่หน้าประตูก็ข่มความไม่ชอบใจ ฝืนพยักหน้าให้นางอย่างมีมารยาท
ตรอกควานเจิ้งไม่ได้ใหญ่นัก รถม้ากระจกสีเจ็ดสีของจวนราชครูโผล่มาให้เห็นบ่อยๆ เรื่องที่หลิวจี้เข้าไปเป็นบ่าวชายคนสนิทของมหาบัณฑิตในจวนราชครูนั้นรู้กันไปทั่วทั้งย่านแล้ว
แม้จะเป็นแค่บ่าวชาย แต่บ่าวชายที่ปรนนิบัติมหาบัณฑิตจะเป็นคนธรรมดาได้หรือ
ก่อนหน้านี้รู้แค่ว่าหลิวจี้เป็นนายท่านจวี่เหริน แต่ในเมืองหลวงนี้มีจวี่เหรินอยู่มากมายย่อมไม่มีใครใส่ใจ
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว มหาบัณฑิตระดับกงเหลียงเหลียว ต่อให้เป็นทาสล้างเท้าให้เขาก็ไม่ใช่คนที่คนทั่วไปจะกล้าดูแคลน
ยิ่งไปกว่านั้นจวนราชครูยังจัดรถรับส่ง บวกกับสถานะจวี่เหรินที่มีอยู่ หากการสอบชุนเหวยปีหน้าไม่มีชื่อหลิวจี้ พ่อบ้านตระกูลฉีคงสงสัยว่าสมองของคนตรวจข้อสอบนั้นมีปัญหาแน่
ดังนั้น เรื่องอู่เซิงก่อนหน้านี้จึงถือว่าให้แล้วกันไป ทั้งสองบ้านเจอกัน พ่อบ้านตระกูลฉีก็จะทักทายถามไถ่อย่างมีมารยาท
ฉินเหยาจึงถือโอกาสถามไถ่ว่าผู้ตรวจการฉีเข้าวังไปทำอะไรในเวลานี้
พ่อบ้านฉีส่ายหน้า ความจริงเขาเองก็ไม่รู้ เพียงแต่ได้ยินว่ามีจดหมายมาจากชายแดน เกี่ยวข้องกับคณะทูตที่จะเข้าเมืองหลวง ในวังจึงเรียกตัวคนกรมพิธีการไปหารือเรื่องการต้อนรับเร่งด่วน
“แล้วเกี่ยวอะไรกับสำนักผู้ตรวจการด้วยเล่า” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย
พ่อบ้านฉีข่มความอยากจะกลอกตามองบน เดินออกมาอธิบายเกร็ดความรู้เรื่องกระบวนการเข้าเฝ้าของคณะทูตให้ฉินเหยาฟัง
การเข้าเฝ้าของคณะทูตมีอยู่สองแบบ
แบบแรกคือแคว้นเล็กๆ ที่เป็นเมืองขึ้นรอบข้างแคว้นเซิ่ง เดินทางมาเพื่อถวายเครื่องบรรณาการตามกำหนดเวลาทุกปี
อีกแบบคือพวกที่เสนอหน้าอยากจะมาเอง เช่นแคว้นรอบๆ แคว้นเซิ่งเหล่านั้นที่ไม่ได้สวามิภักดิ์ แต่อยู่ในสถานะคานอำนาจกัน
แบบแรกจัดการง่าย กรมพิธีการรับผิดชอบทั้งหมดก็พอ รับของบรรณาการ เลี้ยงดูปูเสื่อให้กินดีอยู่ดีสักสองสามวันแล้วสั่งสอนตักเตือนสักรอบ จากนั้นก็ส่งตัวกลับไป
แบบที่สองจัดการยากหน่อย เพราะการที่แคว้นอื่นส่งคณะทูตมา ย่อมมีเจตนาจะมาสืบเรื่องราวของแคว้นเซิ่ง
ตอนจะเข้าชายแดน กองทัพรักษาการณ์ชายแดนจะต้องส่งม้าเร็วแปดร้อยลี้แจ้งมายังเมืองหลวง ให้ฝ่าบาททรงอนุมัติด้วยพระองค์เองว่าจะอนุญาตให้เข้าเมืองหรือไม่
โดยทั่วไปก็มักจะอนุญาต เพราะการที่แคว้นอื่นส่งทูตมาเองก็ถือเป็นการยอมรับในความเข้มแข็งของแคว้นเซิ่งทางหนึ่ง
แต่ปัญหาอยู่ที่การต้อนรับหลังจากอนุญาตนี่สิที่ค่อนข้างจะยุ่งยาก
นี่คือการงัดข้อกันระหว่างสองแคว้น นอกจากหงหลูซื่อที่ดูแลการทูตและกรมพิธีการที่ดูแลเรื่องการต้อนรับแล้ว สำนักผู้ตรวจการยังต้องคอยสอดส่องดูแลขุนนางและราษฎรในเมืองหลวงอย่างเข้มงวดในช่วงนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับของแคว้นเซิ่งรั่วไหล
สรุปง่ายๆ ก็คือ การปล่อยคนนอกเข้ามาในบ้านตัวเอง ทั้งต้องแสดงความใจกว้างของเจ้าบ้านในการต้อนรับและยังต้องระแวดระวังป้องกันไม่ให้คนอื่นมาล้วงไส้พุงที่บ้านไปจนหมด
ฉินเหยาพยักหน้าแสดงออกว่าได้ความรู้เพิ่มเติมอีกแล้ว
“จริงสิ คราวนี้เป็นแคว้นไหนที่ส่งทูตมาหรือ” จู่ๆ ฉินเหยาก็นึกขึ้นได้ ขาที่กำลังจะก้าวเข้าประตูชักกลับออกมา ยื่นหน้าไปถามจวนข้างๆ
พ่อบ้านตระกูลฉีสะดุ้งโหยง ร้องโอดโอยแล้วส่ายหน้า “ต้องรอนายท่านข้ากลับมาก่อนถึงจะรู้”
แต่ความจริงก็เดาได้ไม่ยาก
นับตั้งแต่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเป่ยหมาน ทางเป่ยหมานยังไม่เคยส่งทูตมาเมืองหลวงเลย หักลบเวลาเดินทางตอนไปแต่งงาน ท่านหญิงไปอยู่เป่ยหมานก็นานถึงปีกว่าแล้ว
ต่อให้เป่ยหมานเตรียมการมาตลอด เวลานี้ก็ควรจะเข้าเมืองหลวงมาขอบคุณพ่อตาแม่ยายได้แล้วกระมัง
แต่ก็เป็นแค่การคาดเดา ทุกอย่างต้องรอคนที่เข้าวังไปออกมาก่อนถึงจะรู้แน่ชัด
เพราะคำพูดทิ้งท้ายของฉินเหยาก่อนไปจวนองค์หญิง ทั้งวันนี้หลิวจี้จึงทำงานด้วยความหวาดผวาราวกับญาติเสียก็ไม่ปาน!
ไม่ง่ายเลยกว่าจะทนมาถึงช่วงบ่าย พอทำอาหารเย็นเสร็จเขาก็โยนผ้ากันเปื้อนทิ้งแล้วรีบบึ่งกลับบ้านทันที
ทำเอากงเหลียงเหลียวด่าไล่หลัง “เจ้าศิษย์อกตัญญู มีเมียแล้วลืมอาจารย์!”
หลิวจี้ไม่สนใจหรอก โดนด่าสองสามคำเนื้อไม่แหว่งสักหน่อย
ตอนนี้เขาแค่อยากจะรีบกลับบ้าน ไปดูว่าเมียจ๋าสุดที่รักของเขากำลังนอนเอนกายบนเก้าอี้โยกในลานบ้าน กินขนมเต็มโต๊ะตากลมเย็นๆ อยู่หรือเปล่าก็เท่านั้นเอง