ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 711 ตามใจเจ้าจนเหลิง
ตอนที่ 711 ตามใจเจ้าจนเหลิง
โชคดีนัก!
หลิวจี้ยกชายเสื้อขึ้นแล้ววิ่งพุ่งเข้าประตูบ้านก็ได้เห็นเงาร่างที่กำลังสบายอกสบายใจนั้น
“เมียจ๋า ข้ารู้อยู่แล้วว่าวันนี้เจ้าต้องกลับมากินมื้อเย็นทันแน่!”
ใบหน้าที่ตึงเครียดมาทั้งวันของหลิวจี้พลันเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มสดใสเจิดจ้าดั่งแสงตะวัน
เขาผ่อนลมหายใจออกยาวๆ สองเฮือก ปรับลมหายใจที่หอบถี่เพราะวิ่งมาอย่างรีบร้อนให้สงบลง ก่อนจะมานั่งยองๆ ตรงหน้าเก้าอี้โยกของฉินเหยา พลางทุบขาให้อย่างประจบประแจงพร้อมกับกระซิบถามหยั่งเชิงว่า
“องค์หญิงใหญ่ไม่ได้ทำอะไรเจ้าใช่หรือไม่ ทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่”
จมูกฟุดฟิดดมกลิ่น แปลกแฮะ
“เมียจ๋า ทำไมตัวเจ้าถึงมีกลิ่นหอมๆ ด้วยล่ะ นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่เครื่องหอมที่ข้าซื้อให้เจ้านะ….”
หลิวจี้ถามด้วยความสงสัยพลางก้มหน้าลงไปดมกลิ่นบนตัวนาง ไม่พบที่มาของกลิ่นหอม แต่กลับทำให้เขาเห็นเส้นผมเส้นหนึ่งติดอยู่ที่ชายกระโปรงของนาง
ในใจของหลิวจี้พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาวูบหนึ่ง
สัญชาตญาณบอกเขาว่า เส้นผมเส้นนี้ต้องไม่ใช่ของสตรีใจร้ายแน่ๆ!
เขาใช้นิ้วสองนิ้วคีบเส้นผมเส้นนั้นขึ้นมา ไม่ถือว่ายาวนัก ราวครึ่งฉื่อ สีดำสนิทและเส้นใหญ่ ไม่ใช่ผมยาวเส้นเล็กนุ่มของนาง และไม่ใช่ผมดำขลับนุ่มสลวยของตัวเขาเองที่ดูแลรักษาเป็นอย่างดี
เช่นนั้น ตกลงว่านี่มันเป็นเส้นผมของใคร
ฉินเหยากำลังนอนอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าสายตาของคนที่อยู่ข้างกายร้อนแรงจนดูร้ายกาจอยู่บ้าง
นางค่อยๆ ยกเปลือกตาที่ปิดพริ้มอย่างเกียจคร้านขึ้น สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งของใครบางคนที่เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจอย่างยิ่ง
หลิวจี้คีบเส้นผมเส้นนั้นยื่นไปตรงหน้านาง ถามว่า “นี่มันมาจากเจ้าคนแพศยาคนไหน”
ฉินเหยาถูกคำพูดหยาบคายของเขาทำเอาระคายหูจึงขมวดคิ้ว พินิจดูเส้นผมที่ถูกหลิวจี้ถือเป็นหลักฐานความผิดเส้นนั้นแล้วเลิกคิ้วขึ้นอย่างอันตราย
“เจ้าพูดจาระวังปากกับมารดาผู้นี้หน่อย วันนี้ข้าเจอผู้คนตั้งมากมาย แถมยังไปตลาดทิศใต้มา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นของหลิวเฝยหรือพ่อบ้านคนใดคนหนึ่งก็ได้ เจ้าอย่ามาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่นะ”
นางถึงกับกำลังอธิบายที่มาของเส้นผมเส้นนี้กับเขา?
นางถึงกับตอบข้อสงสัยของเขา
ความหวังลมๆ แล้งๆ ของหลิวจี้ดับวูบลงในทันที!
หากเป็นเมื่อก่อน ทันทีที่เขาเอ่ยปาก หมัดเหล็กของนางคงเหวี่ยงเข้ามาด้วยความโกรธแล้ว
ตอนนี้หมายความว่าอย่างไร
การแก้ตัวก็คือการปกปิด การปกปิดก็คือความจริง
ฉินเหยาอ้าปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง
หลิวจี้ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมา จ้องมองเส้นผมที่น่าจะเป็นของชายอื่นเส้นนั้น ไหน้ำส้มพลันคว่ำระเนระนาด!
เขาโยนเส้นผมเส้นนั้นทิ้งลงพื้น ยังกระทืบซ้ำแรงๆ อีกสองที บดขยี้อีกหลายหนแล้วตวัดสายตามองนางอย่างเจ็บแค้นแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าวิ่งเข้าไปในห้องหนังสือ
ได้ยินเพียงเสียงปิดประตูดังปังสนั่นหวั่นไหวและเสียงตะโกนร้องอย่างสติแตกของชายหนุ่ม
“ฉินเหยา! บิดาบอกเจ้าไว้เลยนะ วันนี้ถ้าเจ้าไม่ให้คำอธิบายแก่บิดา ชีวิตนี้บิดาก็ทนอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วสักวัน! เจ้าอยากจะไปอยู่กับใครก็เชิญไปอยู่เลย!”
อาวั่งและอินเยว่ต่างก็วิ่งออกมาด้วยความตกตะลึง มองดูประตูห้องหนังสือที่ถูกกระแทกจนสั่นโคลงเคลงแล้วหันมามองฉินเหยาที่นั่งทำหน้างุนงงอยู่บนเก้าอี้โยก ทั้งสามคนต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
จากนั้นอาวั่งและอินเยว่ก็เห็นฉินเหยาเขี่ยเส้นผมเส้นนั้นที่ถูกหลิวจี้เหยียบย่ำจนดูไม่ได้ขึ้นมา นางยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เผยสีหน้าอันยอดเยี่ยมที่ไล่เรียงตั้งแต่ครุ่นคิด เข้าใจกระจ่าง ค่อยๆ รู้สึกผิดไปจนถึงไม่แยแส
อินเยว่และอาวั่งสบตากันแวบหนึ่ง
อาวั่ง ดูเหมือนจะค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่อะไรเข้าให้เสียแล้ว
อินเยว่ส่งสัญญาณบอกเขาว่าอย่าได้ถูกสามีท่านอาจารย์ชักนำให้คิดเพ้อเจ้อไปไกล
เพื่อค้นหาความจริง อินเยว่วิ่งไปตรงหน้าฉินเหยา กลืนน้ำลายลงคอ มองดูห้องหนังสือที่เกิดเสียงดังตึงตังโครมครามแล้วถามอย่างประหม่าว่า
“ท่านอาจารย์ นี่มันเรื่องอะไรกันเจ้าคะ”
เวลานั้นเอง ในห้องหนังสือพลันก็เงียบเสียงลง ดูเหมือนใครบางคนก็กำลังเงี่ยหูฟังอยู่เช่นกัน
ฉินเหยาทิ้งเส้นผมเส้นนั้นไป ตบชายกระโปรงสะบัดฝุ่นที่ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นเหล่านั้นออก ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “ไม่มีอะไร วันนี้ข้าแค่สระผมพร้อมกับองค์หญิงที่จวนองค์หญิง”
“น่าจะเป็นผมของขันทีน้อยที่ช่วยสระผมให้ข้าไม่ระวังทำร่วงไว้น่ะ”
เพราะตอนนั้นอวิ๋นนั่วเอะอะก็คุกเข่าขอขมาแทบเท้าของนาง เส้นผมจึงร่วงแล้วถูกชายกระโปรงปัดโดน เกิดไฟฟ้าสถิตจากการเสียดสีจนติดหนึบอยู่ทั้งวันไม่หลุดร่วงก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ทำไมฉินเหยาถึงมั่นใจนักน่ะหรือ
เพราะนางยังจำผมที่ปล่อยสยายครึ่งหนึ่งบนบ่าภายใต้หมวกขุนนางของอวิ๋นนั่วได้ ความยาว ความหนาและสี ล้วนเหมือนกับเส้นที่หลิวจี้เจอเปี๊ยบ
เพราะขันทีไม่อนุญาตให้ไว้ผมยาวจนเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อการปรนนิบัติเจ้านาย ดังนั้นเส้นผมจึงไม่ยาวนัก
ฉินเหยายักไหล่ ส่งสัญญาณให้อินเยว่เก็บเก้าอี้โยกและของว่าง นางไพล่มือไว้ด้านหลังเดินไปที่ประตูใหญ่ เหลียวซ้ายมองขวา “วันนี้เลิกเรียนช้าขนาดนี้เลยหรือ ทำไมสี่พี่น้องยังไม่กลับมากันอีก”
อินเยว่พึมพำ “สงสัยจะถูกท่านอาจารย์กักตัวทำโทษกระมังเจ้าคะ” หลายวันมานี้สี่พี่น้องต่างบ่นว่าท่านอาจารย์เข้มงวด ชอบกักตัวทำโทษหลังเลิกเรียนอยู่เรื่อย
สองศิษย์อาจารย์คุยกันเรื่อยเปื่อย ลืมใครบางคนที่กำลังร้อนใจจนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงในห้องหนังสือไปเสียสนิท
หลิวจี้ที่ได้ยินคำอธิบายของฉินเหยาจากในลานบ้านก็คิดในใจว่า ทำไมนางยังไม่มาง้อบิดาอีก บิดาหายโกรธแล้วนะ ให้ทางลงหน่อยก็จะรีบลงทันทีเลย!
ฉินเหยาที่ยืนรอเด็กๆ เลิกเรียนอยู่หน้าประตูยกยิ้มเย็นชา มารดาผู้นี้ตามใจเจ้าจนเหลิง!
สองสามีภรรยากำลังปะทะคารมกันอย่างลับๆ แต่เห็นได้ชัดว่าฉินเหยายังคงเป็นฝ่ายเหนือกว่า
“ท่านแม่!”
เสียงตะโกนด้วยความดีใจของซื่อเหนียงดังมาจากหน้าประตู ฉินเหยาละสายตาที่แอบชำเลืองมองห้องหนังสือแล้วมองตรงออกไป
หัวใจกระตุกวูบ
ในมือซื่อเหนียงลากหีบหนังสือพลังเซียนที่ล้อหลุดหายไป มวยผมที่อินเยว่หวีให้เมื่อเช้าก็ยุ่งเหยิง บนหน้ายังมีรอยแดงปื้นหนึ่งกำลังเดินกะเผลกๆ ตรงมาหานางโดยมีไฉ่เวยนำทางมา
เด็กหญิงที่เข้มแข็งมาตลอดทาง เมื่อได้เห็นท่านแม่ที่ตนสนิทสนมและเชื่อใจที่สุดก็กลั้นไว้ไม่อยู่อีกต่อไป โผเข้าสู่อ้อมอกของนางแล้วสะอื้นไห้ด้วยความน้อยใจ
ฉินเหยาจ้องมองไฉ่เวยด้วยสายตาไม่เป็นมิตรพลางตรวจสอบบาดแผลของลูกสาวอย่างรวดเร็ว
เป็นแค่แผลถลอกภายนอก บนหน้าดูแดงเถือก แต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรร้ายแรงจึงโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
ไฉ่เวยกลับถูกสายตาอันเฉียบคมของฉินเหยามองจนอกสั่นขวัญแขวน รีบกล่าวว่า “ชั่วโมงเรียนขี่ม้าตอนบ่าย หลิวผิงหลิงทะเลาะกับสหายร่วมชั้นเรียน ควบม้าแข่งกัน ม้าตัวน้อยเสียการควบคุม ทั้งสองคนจึงตกลงมาจากหลังม้าพร้อมกันเจ้าค่ะ”
พูดถึงตรงนี้ เห็นฉินเหยาลมหายใจสะดุด ไฉ่เวยก็กล่าวด้วยความโล่งใจอีกว่า “โชคดีที่ครั้งนี้มีอาจารย์สอนขี่ม้าอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเด็กหญิงทั้งสองคงขาหักไปแล้ว”
“ตอนนี้เป็นแค่การบาดเจ็บเล็กน้อย ฮูหยินฉินรีบพาเด็กไปหาหมอจัดยาลดรอยฟกช้ำเถิดเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องที่ทั้งสองทะเลาะกัน ท่านอาจารย์ใหญ่สั่งการลงมาแล้วว่า รอให้แผลหายดี ให้ทั้งสองคนไปกวาดโรงม้าด้วยกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน”
ศีรษะของซื่อเหนียงที่ซุกอยู่ในอ้อมอกท่านแม่เงยขึ้นมาทันควัน “ท่านแม่ ฮือๆๆ ข้าเจ็บเท้า~”
เมื่อกี้ยังเดินตามไฉ่เวยกลับมาได้อยู่เลย เห็นได้ว่าไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้กลับมาร้องว่าเจ็บเท้าเสียแล้ว
ฉินเหยามองทะลุความคิดของเจ้าตัวเล็กได้ในปราดเดียว ไม่พ้นแสร้งทำตัวน่าสงสารเพื่อที่พอไฉ่เวยกลับไปแล้วจะได้หลบเลี่ยงจากการถูกนางดุด่า
หน้าตาของเด็กก็ถือเป็นหน้าตาเหมือนกัน ฉินเหยาไม่ได้ดุว่าลูกต่อหน้าอาจารย์ เพียงแค่ดึงเด็กออกมาจากอ้อมอก ขอบคุณไฉ่เวยที่พาเด็กกลับมาส่งให้แล้วจูงมือเด็กน้อยส่งอาจารย์กลับไป
พอไฉ่เวยไปแล้ว ฉินเหยายังไม่ทันเอ่ยปาก หลิวจี้ที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวตั้งนานแล้วก็พุ่งตัวออกมาจากห้องหนังสือทันที ถามด้วยความเป็นห่วงว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมใบหน้าเล็กๆ นี่ถึงได้เป็นแบบนี้ ใครข่วนเจ้าบอกพ่อมา พ่อจะไปทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง!”
เขาทำราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หาทางลงให้ตัวเองแล้วรีบกระโดดลงมาทันที
ฉินเหยาแค่นเสียงฮึในลำคอ หิ้วหีบหนังสือขาเป๋ของลูกสาวเดินเข้าบ้านไป
สองพ่อลูกรีบเดินตามไป