ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 712 เด็กน้อยที่บ้านร้องไห้จ้า
ตอนที่ 712 เด็กน้อยที่บ้านร้องไห้จ้า
ซื่อเหนียงเหลือบมองท่านแม่ไปพลาง สะอึกสะอื้นส่ายหน้าแล้วกระซิบกระซาบกับท่านพ่อของนางว่า
“สวีเจียเจียน่าสังเวชยิ่งกว่าข้าอีกเจ้าค่ะ สร้อยปะการังของรักของหวงของนางถูกม้าเหยียบจนขาด ร้องไห้หนักกว่าข้าเสียอีก”
หลิวจี้เข้าใจได้ในทันที นี่คือมีแค้นก็ชำระกันเดี๋ยวนั้นเลยสินะ
แต่สภาพลูกสาวตัวน้อยตอนนี้ดูแล้วก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ ทั้งเนื้อทั้งตัวยุ่งเหยิง ชุดศิษย์สำนักศึกษาสตรีที่เพิ่งตัดใหม่ก็ขาดเป็นรูเบ้อเริ่ม
นึกถึงที่ไฉ่เวยเพิ่งบอกเมื่อครู่ว่าเด็กหญิงตัวน้อยสองคนควบม้าห้อตะบึง หลิวจี้ก็โมโหจนตบลงที่กลางหลังของนางทีหนึ่ง “นังหนูตัวดี ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาหรือไง ถึงได้กล้าควบม้าเร็วปานนั้น!”
ซื่อเหนียงร้องจ๊าก ถอยหลังกรูดไปสองก้าว มองท่านพ่อของนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ เมื่อกี้ยังบอกว่าจะไปทวงความยุติธรรมให้นางอยู่เลยไม่ใช่หรือ
หลิวจี้พยักพเยิดหน้าไปทางฉินเหยา สองพ่อลูกก็สบตากันอย่างรู้ใจ เข้าใจแล้ว
ดังนั้นคนตัวโตจึงชี้หน้าด่าทอคนตัวเล็กเสียงขรม แต่ก็ไม่ได้ลงไม้ลงมือ
ส่วนคนตัวเล็กก็ทำท่าทางน้อยอกน้อยใจร้องไห้โฮแบบไร้น้ำตา ดูน่าสงสารจับใจ
อินเยว่และอาวั่งต่างก็วิ่งเข้ามาปลอบโยนนาง เห็นสภาพอันทุลักทุเลของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วก็แอบเดาะลิ้นส่งเสียงจิ๊จิ๊ยกนิ้วโป้งให้นางอย่างลับๆ ช่างกล้าหาเรื่องใส่ตัวเสียจริง
ทางฝั่งฉินเหยายังไม่ทันได้เอ่ยปากว่าจะเอาอย่างไร คนที่บ้านหลายคนก็เริ่มช่วยกันพูดไกล่เกลี่ย บอกว่าเด็กมีสภาพเช่นนี้แล้ว สำนึกผิดแล้ว อาจารย์ใหญ่ก็ลงโทษแล้ว อย่าได้ตีนางซ้ำอีกเลย
ฉินเหยาพูดไม่ออกล้วนเป็นภาพจำฝังใจทั้งนั้น!
นางยกถาดในมือขึ้น ในนั้นมียาขี้ผึ้งแก้ฟกช้ำ ท่าทางแบบนี้นางเหมือนคนจะตีคนหรือ
ใช้ไหล่กระแทกอินเยว่และอาวั่งที่ขวางอยู่ตรงหน้าออกไป ฉินเหยาก็ใช้มือเดียวหิ้วเด็กหญิงตัวน้อยที่ซ่อนอยู่ข้างหลังหลิวจี้ขึ้นมาวางบนเก้าอี้ราชครูตัวสูง
ซื่อเหนียงส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางผู้ใหญ่ทั้งสามอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่นานก็รู้สึกว่ารองเท้าและถุงเท้าของตัวเองถูกถอดออก ท่านแม่กดนิ้วลงบนข้อเท้าซ้ายที่บวมเป่งของนางเบาๆ ทำเอานางเจ็บจนสูดปาก
“อย่าขยับมั่วซั่ว” ฉินเหยาตบขาของนางเบาๆ เพื่อเตือน น้ำเสียงถือได้ว่าอ่อนโยน
ซื่อเหนียงชะงัก ยาขี้ผึ้งเย็นเฉียบถูกทาลงมาแล้ว ความเจ็บปวดพลันก็ทุเลาลงไปไม่น้อย
“รู้ว่าเจ็บยังจะฝืนเดินกลับมาเองอีก?” ฉินเหยาไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่ปากกลับเอ่ยถามเชิงตำหนิ
ซื่อเหนียงเบะปาก คราวนี้ในดวงตามีหยาดน้ำตาคลอหน่วยอยู่จริงๆ
ไม่เหมือนการร้องไห้หลอกๆ ก่อนหน้านี้ คราวนี้อยากจะร้องไห้จริงๆ แล้ว
นางรีบยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตาอย่างห้าวหาญแล้วเล่าถึงบุญคุณความแค้นระหว่างนางกับสวีเจียเจีย
ซื่อเหนียงมีนิสัยค่อนข้างร่าเริง อีกทั้งที่บ้านยังมีท่านพ่อท่านแม่ พี่ชาย ท่านอาและศิษย์พี่หญิงคอยตามใจ นอกเหนือจากความยากลำบากก่อนอายุสี่ขวบแล้ว หลังอายุสี่ขวบมานางก็ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรักมาโดยตลอด
เด็กหญิงที่มีความรักเปี่ยมล้นมักจะเป็นที่รักใคร่เอ็นดู ซื่อเหนียงเพิ่งไปถึงสำนักศึกษาสตรีได้ไม่นานก็หาเพื่อนได้มากมาย
อีกทั้งเพราะนางเป็นเด็กใหม่ ทุกคนจึงดูแลเอาใจใส่นางเป็นพิเศษ ไปไหนก็เรียกนางไปด้วย
ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อสวีเจียเจีย เดิมทีเป็นขวัญใจของสำนักศึกษาสตรี พอเห็นสถานะของตนเองถูกซื่อเหนียงคุกคามอย่างหนัก ลับหลังย่อมอดไม่ได้ที่จะจงใจกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ
เด็กหญิงอายุแปดเก้าขวบ วิธีการที่ร้ายกาจที่สุดก็คือการเอาคางคกหรือตะขาบไปใส่ไว้ในโต๊ะเรียนของผู้อื่น
หลังจากที่ซื่อเหนียงถูกทำให้ตกใจไปสองครั้งก็ตัดสินใจว่าจะไม่ทนอีกต่อไป ทั้งสองจึงแอบขับเคี่ยวกันอย่างลับๆ ในวิชาเรียนกลางแจ้ง
วันนี้เพื่อชิงความเป็นหนึ่งในวิชาขี่ม้าของห้องเด็กเล็ก ซื่อเหนียงก็เลียนแบบท่านแม่ส่งสาส์นท้าดวลให้อีกฝ่าย ทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะตัดสินแพ้ชนะในรอบเดียว
สวีเจียเจียก็ตอบรับทันทีในตอนนั้น
แม่หนูน้อยผู้ไม่ยอมแพ้ใครทั้งสอง ขี่ลูกม้าที่ครูฝึกเตรียมไว้ ใช้ทักษะการขี่ม้าขั้นพื้นฐานแบบงูๆ ปลาๆ ที่เพิ่งเรียนมาแล้วควบม้าห้อตะบึงออกไป
ระหว่างทางยังมีการที่เจ้าขัดขาข้า ข้าเตะเจ้าจนกระทั่งรู้สึกว่าม้าเสียการควบคุม ทั้งสองจึงตกจากหลังม้าด้วยความตกใจ…
เหตุการณ์หลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่ฉินเหยาเห็น
หลิวจี้ฟังจบก็อดไม่ได้ที่จะดีดหน้าผากซื่อเหนียง “เจ้ายังรู้จักส่งสาส์นท้าดวลอีกนะ ข้าบอกแล้วไงว่าพวกเราอยู่บ้านก็เพลาๆ เรื่องตีรันฟันแทงพวกนั้นลงหน่อย ดูสิทำเอาลูกเรียนรู้จนนิสัยเสียหมดแล้ว”
ประโยคหลังนั้นหันไปพูดกับอาวั่งและอินเยว่ แต่ใครๆ ก็รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาหมายถึงฉินเหยา
ซื่อเหนียงร้องอุทานลั่นทันที “ท่านพ่อ ท่านไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วหรือ!”
ไม่ผิดจากที่คาด วินาทีถัดมาท่านพ่อของนางก็ถูกท่านแม่ที่ลุกขึ้นยืนถีบกระเด็นออกไป
“ไสหัวไปดูสิว่าพวกต้าหลางสามคนกลับมากันหรือยัง!”
ฟ้าจะมืดอยู่แล้ว ขืนยังไม่กลับมากันอีก เกรงว่าคงจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่สำนักศึกษาแล้ว
หลิวจี้คลึงก้นป้อยๆ ยังไม่วายทำหน้าทะเล้นใส่ลูกสาว ทำเอาซื่อเหนียงเกือบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่
แต่บรรยากาศในตอนนี้เห็นทีจะหัวเราะไม่ได้ ไม่อย่างนั้นท่านแม่คงโกรธจริงๆ แน่
เมื่อเห็นหลิวจี้ออกจากบ้านไปแล้ว ฉินเหยาก็หันมาเก็บยาขี้ผึ้ง สั่งให้ซื่อเหนียงนั่งนิ่งๆ อย่าลงไปเดินเพ่นพ่าน
นึกถึงคำพูดของหลิวจี้เมื่อครู่ก็ปรายตามองนางแวบหนึ่ง “ส่งสาส์นท้าดวลอะไรกัน คราวหน้าให้บุกเข้าไปซัดเลย!”
ชนะหรือไม่ค่อยว่ากัน อย่างไรเสียก็ห้ามยอมให้คนอื่นรังแกอย่างโง่งม
ซื่อเหนียงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “ท่านแม่ ท่านไม่คิดจะดุด่าข้าหรือเจ้าคะ”
“ด่าเจ้าทำไม” ฉินเหยาเอ่ยอย่างราบเรียบ “ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นผู้ใหญ่ ไปทุบตีเด็กก็ดูจะเป็นการรังแกกันเกินไป เพราะงั้นยังคงต้องให้พวกเจ้าที่เป็นเด็กเล็กจัดการปัญหาด้วยตัวเอง”
“แต่เจ้าต้องจำไว้ ผู้อื่นไม่ล่วงเกินข้า ข้าก็ไม่ล่วงเกินผู้อื่นและห้ามทำร้ายใครถึงแก่ชีวิต” ฉินเหยาตบศีรษะที่ยุ่งเหยิงของเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ “เข้าใจหรือไม่”
ซื่อเหนียงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว ท่านวางใจเถิด ข้าปกป้องตัวเองได้แล้ว!”
นางชูแขนเล็กๆ ของตนขึ้น ตบดังป้าบๆ สองที แสดงให้เห็นว่าตอนนี้นางเก่งกาจยิ่งนัก
“แต่สวีเจียเจียคงลุกจากเตียงไม่ได้ไปหลายวัน นางไม่มีท่านพ่อท่านแม่ ท่านปู่ท่านย่าก็อยู่ข้างนอก อาศัยอยู่กับย่าทวดของนาง”
“ท่านแม่ ข้าได้ยินสหายร่วมชั้นเรียนบอกว่า ย่าทวดของนางเป็นคนที่เก่งกาจทีเดียว ก่อนหน้านี้เคยมาส่งสวีเจียเจียที่สำนักศึกษาสตรี ยืนอยู่ห่างๆ ใครๆ ก็บอกว่าดูน่าเกรงขามสุดๆ ไม่รู้ว่าย่าทวดของนางจะโกรธจนไปฟ้องอาจารย์ใหญ่หรือไม่” ซื่อเหนียงไม่กลัวสวีเจียเจีย แต่นางกลัวอาจารย์ใหญ่
อาจารย์ใหญ่ปกติจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ยามที่ในมือถือไม้เรียวหวดลงมานั้น เจ็บจนพวกนางอยากจะร้องไห้
ฉินเหยามองซื่อเหนียงที่มีสีหน้ากังวลอย่างปลอบโยน “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องของพวกเจ้าเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พักผ่อนให้ดีเถอะ อีกเดี๋ยวก็ได้กินมื้อเย็นแล้ว”
พอพูดถึงมื้อเย็น ซื่อเหนียงถึงเพิ่งรู้ตัวว่าท้องร้องจ๊อกๆ มาตั้งนานแล้วจึงรีบคว้าขนมมากินรองท้องไปก่อน
กินไปกินมา นึกถึงสภาพหน้าแตกของสวีเจียเจียในวันนี้ก็อดขำออกมาไม่ได้
แต่ก็กลัวจะถูกจับได้จึงรีบสงบปากสงบคำ ใช้การกินมากลบเกลื่อน เผลอแกว่งขาไปมา ซี้ดปากเบาๆ เกือบจะร้องโอดโอยออกมาเพราะความเจ็บเสียแล้ว
ทว่าพอคิดว่าสวีเจียเจียมีสภาพน่าสังเวชกว่าตน อารมณ์ก็เบิกบานขึ้นมาทันที
อาวั่งยกมื้อเย็นขึ้นโต๊ะแล้ว หลิวจี้ถึงได้พาซานหลางที่ร้องไห้โฮกับต้าหลางและเอ้อร์หลางกลับมาถึงบ้าน
ก่อนหน้านี้เขารอแล้วรอเล่าอยู่ที่หน้าประตู แต่ก็ไม่เห็นมาเสียทีจนกระทั่งเด็กน้อยตระกูลชิวบ้านข้างๆ บอกเขาว่าซานหลางถูกสั่งทำโทษให้คัดหนังสือ ถึงได้ตรงไปหาที่สำนักศึกษาเอกชนของตระกูลฟ่าน
พอไปถึงสำนักศึกษาเอกชน ให้ตายเถอะ ทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นไห้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจของซานหลาง
อาจารย์ตระกูลฟ่านลั่นวาจาไว้ วันนี้ใครท่องหนังสือไม่ได้ห้ามกลับบ้าน
เมื่อเห็นเด็กคนอื่นกลับบ้านไปกันหมดแล้ว ซานหลางพบว่าเหลือแค่ตัวเองคนเดียวก็ยิ่งตื่นตระหนก ยิ่งตื่นตระหนกก็ยิ่งร้อนรน ยิ่งร้อนรนก็ยิ่งท่องไม่ออก
จนสุดท้าย กลายเป็นอาจารย์เฉิงเฝ้าเขาท่องหนังสืออยู่คนเดียว ท่องไม่ได้หนึ่งรอบก็โดนหวดไม้เรียวไปหนึ่งที มือเล็กๆ ถูกตีจนบวมเป่ง
ต้าหลางและเอ้อร์หลางได้แต่รออยู่ด้านนอก ร้อนใจอยู่ลึกๆ แต่ก็จนปัญญา
เพราะเรื่องการท่องตำรานี้ต้องทำด้วยตัวเอง อาจารย์ไม่อนุญาตให้คนอื่นช่วย
การมาถึงอย่างกะทันหันของหลิวจี้ สำหรับพี่น้องทั้งสามคนแล้วเปรียบเสมือนเทพยดาลงมาจุติ ช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากความทุกข์ยาก
หลิวจี้พูดจาหว่านล้อมอาจารย์สารพัด ถึงได้รับลูกกลับมาได้
ก่อนกลับยังโดนอาจารย์ฟ่านว่ามาประโยคหนึ่งว่า…ก็เพราะมีพ่อแม่ที่คอยให้ท้ายลูกอย่างพวกเจ้า เด็กถึงได้โง่เขลาเบาปัญญาจนเรียนรู้อะไรไม่ได้เช่นนี้!
คำว่าโง่เขลาเบาปัญญานี้ พอหลุดออกมา สำหรับซานหลางที่จิตใจบอบช้ำอยู่แล้วแทบจะเป็นการโจมตีที่ถึงแก่ชีวิต เขาฝืนกลั้นไว้จนพ้นประตูตระกูลฟ่านแล้วถึงร้องไห้จ้ามาตลอดทางกลับบ้าน