ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 713 ซือคงเจี้ยนส่งของขวัญ
ตอนที่ 713 ซือคงเจี้ยนส่งของขวัญ
ฉินเหยาหยิบยาขี้ผึ้งที่เพิ่งเก็บกลับเข้าห้องออกมาอีกครั้ง
มองดูมือเล็กๆ ที่บวมแดงจนม่วงคล้ำทั้งสองข้างที่ซานหลางยื่นส่งมาให้ ฉินเหยาก็เข้าใจในที่สุดว่าอาจารย์ฟ่านที่พวกเด็กๆ กล่าวถึงนั้นเข้มงวดเพียงใด
ในสายตาของนาง นี่มันคือการลงโทษนักเรียนทางกายด้วยเจตนาร้ายชัดๆ
แต่พอถามหลิวจี้ เขาบอกว่าเมื่อก่อนอาจารย์ในอำเภอไคหยางโหดกว่านี้อีก ไม้เรียว เถาหนาม ฟาดลงบนตัวตรงๆ ซานหลางโดนตีกลางฝ่ามือแค่นี้นับว่าอาจารย์เมตตายิ่งแล้ว
แต่พอนึกถึงคำสั่งสอนที่อาจารย์ฟ่านมีต่อตนเอง หลิวจี้ก็ถ่มน้ำลายออกมาอย่างเหลืออด “ตาเฒ่านั่น สำคัญตัวผิดไปแล้วกระมัง นักเรียนเรียนไม่รู้เรื่องเป็นความผิดใครกัน จะเป็นความผิดพ่อแม่ได้อย่างไร เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นเพราะอาจารย์อย่างเขาสอนไม่เป็นต่างหาก!”
จุดนี้ เอ้อร์หลางเห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาพยักหน้าหงึกๆ อย่างหนักแน่นไปพลางกินข้าวไปพลาง
“ทำไม เจ้าลูกชายเองก็คิดอย่างนั้นหรือ” หลิวจี้ถามอย่างประหลาดใจระคนดีใจ
ฉินเหยาจัดการทำแผลที่มือเล็กๆ ของซานหลางเรียบร้อยแล้วก็ถามเขาว่ายังกินข้าวเองได้หรือไม่
ซานหลางสะอื้นไห้ส่ายหน้า เขาเจ็บมือจนถือตะเกียบไม่ไหวแล้ว
ฉินเหยามองมือที่น่าสงสารของลูกด้วยความเห็นใจ อุ้มเขาไปนั่งข้างหลิวจี้เพื่อให้ผู้เป็นพ่อป้อนข้าวให้
แสงเทียนที่อบอุ่น อาหารที่ส่งกลิ่นหอมฉุย ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ที่บอบช้ำของซานหลางได้รับการปลอบประโลมอย่างยิ่ง ค่อยๆ หลุดพ้นจากอารมณ์ขุ่นมัว
ต้าหลางถอนหายใจกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ฟ่านเข้มงวดเกินไปบ้างจริงๆ ขอรับ นักเรียนถามเขาจะไม่ยอมตอบเลย ต้องให้นักเรียนไปหาคำตอบในหนังสือเอาเอง ทรมานคนนัก”
นักเรียนที่ตั้งใจเรียนอย่างเอ้อร์หลาง ตอนอยู่สำนักศึกษาตระกูลติงเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์เหลือจะกล่าว เหล่าอาจารย์ต่างก็ยินดีที่จะไขข้อข้องใจให้เขา
แต่พอมาถึงสำนักศึกษาเอกชนของตระกูลฟ่านกลับไม่เป็นเช่นนั้น อาจารย์คร่ำครึเข้มงวด ยึดหลักการเรียนรู้ด้วยตนเอง
หากเรียนรู้ด้วยตนเองไม่ได้ก็จบลงด้วยการใช้ไม้ดีและด่าว่าไร้ค่า โง่เขลา โง่เง่าเต่าตุ่น นี่กลายเป็นคำติดปากของเขาไปแล้ว วันหนึ่งไม่รู้บ่นไปกี่รอบ
ซานหลางทำหน้าจริงจัง “ข้านับแล้ว วันนี้อาจารย์ฟ่านพูดคำว่าเจ้าคนโง่เง่าหกสิบเจ็ดครั้ง!”
หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้น กล่าวอย่างลำพองใจอยู่บ้างว่า “หากอาจารย์ฟ่านผู้นี้ยังเปิดสำนักศึกษาเอกชนได้ ข้าก็ดูเหมือนว่าจะทำได้เหมือนกัน”
เอ้อร์หลาง “แต่ท่านอาจารย์ฟ่านเป็นจิ้นซื่อนะขอรับ”
ส่วนท่านพ่อของเขาเพิ่งจะเป็นแค่จวี่เหริน แถมยังเป็นจวี่เหรินที่สอบได้เพราะโชคช่วย อยู่ในเมืองหลวงแทบจะไม่มีค่าอะไรเลย
ความคิดของฉินเหยากลับเรียบง่ายและหยาบกระด้างกว่ามาก เห็นเด็กชายทั้งสามล้วนมีคำบ่นต่ออาจารย์ฟ่านจึงเสนอว่า “ในเมื่อไม่ดี เช่นนั้นก็เปลี่ยนสำนักศึกษาเอกชนใหม่”
สามพี่น้องกลับรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
ซานหลางเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ฟ่านวาดภาพเก่งมาก ภาพลูกไก่จิกข้าวเหมือนมีชีวิตเลย”
ดวงตากลมโตเหลือบมองไปทางหลิวจี้แวบหนึ่ง เก่งกาจกว่าภาพลูกไก่จิกข้าวของท่านพ่อเขาไม่รู้กี่เท่า
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็กล่าวเช่นกันว่า อาจารย์ฟ่านดุไปหน่อยและไม่ชอบตอบคำถามของนักเรียน แต่ฝีมือการวาดภาพ ลายมือ และความรู้ของเขายังคงทำให้พวกเขาเลื่อมใส
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างจนใจ พวกชอบความเจ็บปวดเอ๋ย
“ในเมื่อพวกเจ้าไม่เต็มใจก็ช่างเถิด” ฉินเหยามองซานหลางที่มือบวมเป่งทั้งสองข้าง “แต่เจ้าท่องหนังสือไม่ได้ แล้วท่านอาจารย์จะลงโทษเจ้าต่อ เจ้าจะทำอย่างไร”
ซานหลางหยุดเคี้ยวข้าว ดวงตากลมโตกลอกไปกลอกมา สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่ซื่อเหนียง ถามอย่างยินดีปรีดาว่า “ท่านแม่ ถ้าอย่างนั้นข้าไปเรียนที่สำนักศึกษาสตรีกับน้องสาวได้หรือไม่ขอรับ”
เมื่อกี้นี้เขาได้ยินซื่อเหนียงเล่าเรื่องของนางกับสวีเจียเจียในสำนักศึกษาสตรีด้วยตัวเอ ทั้งสองคนทำผิดใหญ่โตขนาดนั้น ท่านอาจารย์ใหญ่ยังไม่ลงโทษทางกายกับพวกนาง แค่สั่งลงโทษให้ไปกวาดขี้ม้า
เขาเต็มใจไปกวาดขี้ม้า!
ฉินเหยาสัมผัสได้ถึงความคาดหวังในแววตาของลูกพลันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
หลิวจี้เคาะโต๊ะ มองซานหลางอย่างหงุดหงิด “นั่นมันสำนักศึกษาสตรี สำนักศึกษาสตรีเจ้าเข้าใจหรือไม่ เจ้าเป็นเด็กผู้ชายจะไปยุ่งอะไรด้วย! อ้าปาก กินข้าว!”
“กินเยอะๆ กินให้อิ่มๆ บำรุงสมองหน่อย คืนนี้พ่ออย่างข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าท่องหนังสือเอง”
หลิวจี้ยัดข้าวคำโตเข้าปากที่อ้ากว้างของซานหลางแล้วพูดอย่างเจ็บใจว่า “บิดาไม่เชื่อหรอกว่าเชื้อของบิดาจะโง่เง่า”
ตาเฒ่าฟ่านบอกว่าเขาสอนลูกไม่ดี ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะสอนให้ตาเฒ่านั่นดู! เอาให้ตกใจตายไปเลย!
ฉินเหยา…อืม ก็ เรื่องนี้พูดยากอยู่
กินมื้อเย็นเสร็จ หลิวจี้ก็ถลกแขนเสื้อขึ้น พาลูกๆ ไปยังห้องหนังสือของตัวเองจริงๆ ซื่อเหนียงเองก็ไปด้วย
สี่พี่น้อง ครบองค์ประชุม ไม่ขาดแม้แต่คนเดียว
เนื่องด้วยความเข้มงวดของอาจารย์ฟ่านสร้างปมในใจให้เด็กอย่างมหาศาล ซานหลางพอเห็นบิดาบังเกิดเกล้าเปลี่ยนสีหน้าไปก็ทำตัวไม่ถูก
หลิวจี้เปลี่ยนนิสัยอารมณ์ร้อนยามสอนการบ้านเมื่อก่อน จงใจข่มอารมณ์แล้วสอนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สอนจนได้ผลลัพธ์ออกมาจริงๆ เสียด้วย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ถึงแม้ทั้งคืนจะได้นอนไปไม่ถึงสองชั่วยาม แต่ซานหลางก็สามารถพิชิตหนังสือที่เมื่อวานท่องไม่ได้จนสำเร็จ
หลังกินมื้อเช้า สี่พี่น้องก็ไปสำนักศึกษาพร้อมกับลูกของเพื่อนบ้านด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
หลิวจี้หาวติดต่อกันไม่หยุด
สารถีของจวนราชครูมารับ เขาเห็นสารถีผู้นั้นอุ้มกองของขวัญลงจากรถเดินตรงเข้ามาในประตูบ้านกับตาตัวเองก็ขยี้ตา ยังนึกว่าตัวเองตาฝาดไป
“เจ้าทำอะไรน่ะ” หลิวจี้ที่ตั้งสติได้รีบตามเข้าไปแล้วถามอย่างหงุดหงิด “เจ้าถือของพวกนี้เข้ามาในบ้านข้าทำไมกัน”
สารถีไม่ได้หยุดฝีเท้า พูดไปเดินไปว่า “นายท่านหลิว ของพวกนี้ล้วนเป็นของขวัญที่ใต้เท้าบ้านข้าต้องการมอบให้ฮูหยินขอรับ ไม่ทราบว่าตอนนี้ฮูหยินอยู่ที่ใด ข้าต้องส่งมอบของขวัญถึงมือฮูหยินด้วยตัวเอง”
หลิวจี้หรี่ตาลงอย่างระแวง ราชครูมอบของขวัญให้เมียจ๋าของเขา?
“เพราะเหตุใด” หลิวจี้คิดตามสัญชาตญาณ คงไม่ใช่ว่าอยากจะมาตามเมียจ๋าของเขาไปทำเรื่องอันตรายอะไรหรอกใช่หรือไม่
สารถีส่ายหน้า เขามีหน้าที่แค่ส่ง ส่วนเรื่องอื่นใต้เท้าไม่ได้พูดอะไร
เช่นนั้นก็ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่เลย การมอบของขวัญให้โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ นี่มันเรื่องอะไรกัน
ดวงตาดอกท้อของหลิวจี้กวาดมองของขวัญในมือคนเลี้ยงม้า ห่อเล็กห่อใหญ่กองสูงลิบ แทบจะท่วมหัวสารถีอยู่แล้ว แถมยังดูออกว่าหนักอึ้งมีน้ำหนักไม่เบา
จวนราชครูอันยิ่งใหญ่ ลงมือทั้งทีคงไม่ขี้ริ้วขี้เหร่นักหรอก
ในเมื่อเป็นของขวัญที่ไม่มีเหตุผล เช่นนั้นไม่เอาก็เสียของน่ะสิ ใครจะสนว่าเป็นอะไร รับไว้ก่อนค่อยว่ากัน
ความคิดของหลิวจี้แล่นพล่าน “มาๆๆ ข้าช่วยเจ้าขน ตอนนี้เมียจ๋าของข้ายังไม่ตื่น เจ้ามอบของขวัญให้ข้าก็เหมือนกัน เดี๋ยวข้าบอกนางให้ ขอบคุณในความหวังดีของใต้เท้าของพวกเจ้าด้วย”
ปากพูดพลาง สองมือก็ยื่นไปที่ของขวัญแล้ว รวบเข้ามากอดทีเดียว สารถียังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเขาแย่งของไปแล้ว
“นายท่านหลิว ใต้เท้ากำชับข้าว่าต้องเห็นฮูหยินรับของขวัญด้วยตัวเองถึงจะถือว่าใช้ได้ ท่านทำแบบนี้ไม่ค่อยดีกระมัง” สารถีทำหน้าย่นพลางกล่าวอย่างลังเล
“เฮ้ย!” หลิวจี้ค้อนใส่เขาทีหนึ่ง “ไม่ต้องไปยึดติดกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก ข้ากับฮูหยินเป็นคนคนเดียวกัน ให้ข้าก็คือให้นาง เหมือนกันนั่นแหละ เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด ใต้เท้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าส่งมอบให้ข้าหรือเมียจ๋าของข้ากันแน่”
สารถีลองคิดดูก็เหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง
หลิวจี้วางของขวัญลงบนโต๊ะแปดเซียนในห้องโถงใหญ่ดัง “ปัง” ทำท่าจุ๊ปากบอกใบ้สารถีอย่างมีลับลมคมในแล้วชี้ไปทางสวนหลังบ้าน “เมียจ๋าของข้าอารมณ์ร้ายกาจยิ่งนัก หากไปรบกวนฝันหวานของนางในเวลานี้ เจ้าตายแน่”
สารถีได้ฟังก็นึกถึงข่าวลือในจวนวันนี้เกี่ยวกับสิงโตหินสองตัวที่หน้าประตูขึ้นมาได้ฉับพลัน ตกใจจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก รีบหุบปากทันที ประสานมือคารวะหลิวจี้ด้วยความซาบซึ้ง ขอบคุณที่เขาช่วยเตือนตัวเอง
หลิวจี้ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางเรียกอาวั่งเบาๆ ให้มาขนของขวัญเหล่านี้ไปเก็บ อีกด้านหนึ่งก็โอบไหล่สารถี สองคนเดินออกจากประตูไปราวกับพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียว