ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 714 ล่วงเกินกันเกินไปแล้วกระมัง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 714 ล่วงเกินกันเกินไปแล้วกระมัง
ตอนที่ 714 ล่วงเกินกันเกินไปแล้วกระมัง
เพราะจะสายแล้ว หลิวจี้จึงไม่มีเวลาไปดูว่าของขวัญเหล่านั้นคืออะไรกันแน่
แต่เขาก็ไม่ได้ร้อนใจ อย่างไรเสียเขากับเมียจ๋าก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ของของเมียจ๋าก็คือของของเขา
บางทีเห็นแก่ที่เขาไม่ให้สารถีไปรบกวนฝันดี ภายหลังเมียจ๋าอาจจะมอบรางวัลให้เขาสักส่วนหนึ่งก็ได้
ณ เวลานี้ หลิวจี้ได้ลืมคำประกาศอันเกรี้ยวกราดเมื่อวานที่ว่า จะไม่ขอใช้ชีวิตร่วมกับฉินเหยาเพราะเส้นผมเพียงเส้นเดียวไปจนหมดสิ้นแล้ว
เจ้าซือคงเจี้ยนผู้นี้ เอาอกเอาใจโดยไม่มีเหตุผล ไม่ประสงค์ร้ายก็ต้องมีแผนชั่ว!
หลิวจี้พยายามเลียบเคียงถามสารถีตลอดทาง น่าเสียดายที่สารถีเป็นเพียงคนวิ่งส่งของจึงถามอะไรไม่ได้ความเลย
บอกเพียงว่านายท่านให้ความสำคัญกับการส่งของขวัญครั้งนี้มาก กำชับเขาเป็นพิเศษว่าต้องเห็นฉินเหยารับของขวัญด้วยมือตัวเองถึงจะใช้ได้
แน่นอนว่า พูดถึงตรงนี้สารถียังไม่ลืมที่จะบอกใบ้หลิวจี้ว่า ถึงเวลาอย่าลืมช่วยปิดบังให้ด้วย
“วางใจเถอะ วางใจเถอะ ข้าหลิวจี้รักษาคำพูดที่สุด ย่อมไม่มีทางขายเจ้าแน่” หลิวจี้ตบไหล่สารถี กล่าวอย่างสนิทสนมกลมเกลียว
สารถีลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ดังนั้น พอฉินเหยาตื่นนอน เปิดประตูห้องออกมาก็ถูกกองของขวัญขวางทางไว้
อินเยว่เฝ้าอยู่หน้าประตู เห็นดังนั้นก็ร้องทักด้วยความยินดีว่า “ท่านอาจารย์ ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าจะไปอุ่นมื้อเช้ามาให้นะเจ้าคะ”
“ช้าก่อน!” ฉินเหยาเรียกคนไว้ ชี้ไปที่กล่องของขวัญสีแดงสีเขียวหน้าประตูแล้วถามอย่างสงสัยว่า “นี่คืออะไรน่ะ”
อินเยว่ตบหน้าผาก “ดูข้าสิ มัวแต่ยืนท่าทหารจนลืมไปเลย นี่เป็นของที่สารถีจวนราชครูส่งมาเมื่อเช้า บอกว่าเป็นของขวัญที่นายท่านของเขามอบให้ท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว “จู่ๆ ก็ส่งมา? ไม่มีคำอธิบายอะไรเลยหรือ”
อินเยว่ส่ายหน้า ดูเหมือนจะไม่มีจริงๆ แฮะ
ฉินเหยาโบกมือ ส่งสัญญาณให้นางไปทำงานต่อ
ส่วนตัวเองก็นั่งยองๆ ลง มองดูกล่องของขวัญที่ห่ออย่างประณีตเหล่านี้ มีทั้งหมดแปดกล่อง หยิบกล่องเล็กเท่าฝ่ามือด้านบนสุดขึ้นมาเขย่าก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร ของข้างในน่าจะถูกยึดไว้แน่น
ยึดถือคติที่ว่าไม่เอาก็เสียของเปล่าๆ ฉินเหยาไปยกม้านั่งตัวเล็กมา นั่งลงที่หน้าประตู อาศัยแสงแดดที่หาได้ยากแกะกล่องของขวัญไปพลาง
บนโลกนี้คงมีไม่กี่คนที่ไม่ชอบแกะของขวัญ โดยเฉพาะที่ห่อมาเช่นนี้ มักจะคาดหวังว่าจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอ
ทว่า กล่องเล็กกล่องแรกแกะออกมาเจอนกเป็ดน้ำทองคำขนาดเท่าหัวแม่มือสองตัว กล่องที่สองแกะออกมาเจอกุญเงินคล้องใจคู่หนึ่ง กล่องที่สามแกะออกมาเจอดอกไม้ผ้าสิบสองดอก ผลมู่กวาหนึ่งผล ชาดและแป้งผัดหน้าจำนวนหนึ่ง…
“นี่มันของบ้าบออะไรกัน!” ฉินเหยาวางกิ่งท้อยาวๆ ที่แกะออกมาเป็นชิ้นสุดท้ายลงอย่างพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนตัวเองโดนปั่นหัวเข้าให้แล้ว
บอกตามตรง นางผิดหวังกับกองของขวัญพวกนี้มาก!
นอกจากนกเป็ดน้ำทองคำขนาดเท่าหัวแม่มือคู่นั้นที่อย่างน้อยก็เป็นทองคำแท้ๆ เมื่อลองชั่งน้ำหนักดูก็น่าจะหนักสักเจ็ดแปดตำลึง
อินเยว่ยกมื้อเช้าเข้ามาก็เห็นข้าวของเกลื่อนพื้น นางไม่เคยคาดหวังจึงไม่รู้สึกผิดหวัง เพียงแต่รู้สึกว่ามันทะแม่งๆ พิกล
“ท่านอาจารย์ ของพวกนี้คือของขวัญที่ราชครูส่งมาหรือเจ้าคะ” อินเยว่วางถาดลงบนโต๊ะเล็กในห้อง เดินไปที่หน้าประตูแล้วนั่งยองๆ ตามลงไป
นางมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เมื่อได้รับอนุญาตจึงหยิบกิ่งท้อเอย ผลมู่กวาเอยที่อยู่บนพื้นขึ้นมา มองซ้ายมองขวา ยิ่งมองก็ยิ่งแปลก
“ท่านอาจารย์ ข้าไม่เคยร่ำเรียนหนังสือมาก่อน แต่กิ่งท้อกับผลมู่กวานี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ของที่ส่งให้คนอื่นส่งเดชได้นะเจ้าคะ ยังมีดอกไม้ผ้าและกุญแจคล้องใจพวกนั้น ทำไมยิ่งดูก็ยิ่งเหมือน…ส่งให้คนรักเลยเล่าเจ้าคะ”
พอคำว่าคนรักหลุดออกมา อินเยว่ก็รู้เสียทีว่าแปลกตรงไหน
ราชครูผู้ยิ่งใหญ่ ส่งของที่มีความหมายคลุมเครือชวนให้คิดลึกเหล่านี้มาให้หญิงที่มีสามีแล้วเหมือนกับกำลังส่งของแทนใจ นี่มันชักนำให้คนเข้าใจผิดชัดๆ!
ล่วงเกินกันเกินไปแล้วกระมัง!
อินเยว่เงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของผู้เป็นอาจารย์ก็เห็นใบหน้านางมืดครึ้มลงจริงๆ
นางกล่าวเสียงเย็น “เอาไปเผาเป็นเชื้อเพลิง!”
พูดจบก็หยิบเอาแค่นกเป็ดน้ำทองคำแท้คู่นั้นแล้วลุกขึ้นเข้าห้องไปกินมื้อเช้า
อินเยว่มองดูดอกไม้ผ้าสวยงามกล่องนั้นและกุญแจคล้องใจคู่นั้น ถามอย่างลังเลว่า “อันนี้ก็เผาหรือเจ้าคะ”
ฉินเหยาซดโจ๊กเนื้อ กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ถ้าเจ้าชอบเจ้าก็เอาไปจัดการเถอะ”
อินเยว่รีบย่อกายคารวะด้วยความดีใจทันที “ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ!”
นางเก็บของทั้งหมดยกเว้นผลมู่กวาและกิ่งท้อ ตั้งใจว่าอีกเดี๋ยวจะเอาออกไปตั้งแผงขายให้พวกท่านป้าอวี๋และจางกุ้ยจือ
แม่กุญแจคล้องใจคู่นั้นตีออกมาได้งดงามมาก ดอกไม้ผ้าก็ใช้ผ้าไหมเนื้อดี รูปทรงงดงาม ยังมีพวกชาดและแป้งผัดหน้า ดูแล้วล้วนเป็นของดี ต้องขายดีแน่นอน
คิดแล้วก็ทำเลย อินเยว่เอากิ่งท้อและผลมู่กวาโยนเข้าเตาไฟก่อน จากนั้นไปหาผ้าปูโต๊ะผืนหนึ่งมาคลุมโต๊ะเตี้ยตัวเล็ก หอบโต๊ะเตี้ยกับของขวัญเหล่านั้นออกจากประตูไป
ปากซอยมีต้นอวี่เฉียนแก่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นอวี่เฉียนเป็นแผงขายผลไม้ บรรดาสะใภ้น้อยใหญ่ในตรอกควานเจิ้งชอบมารวมตัวดูเรื่องสนุกกันตรงนี้ ดวงดีหน่อยก็ได้ผลไม้ไม่สวยติดไม้ติดมือกลับไปกิน
นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ตรอกควานเจิ้ง อินเยว่ก็ไม่มีอะไรให้ทำ ทุกวันก็แค่ไปจ่ายตลาด ซักผ้า เช็ดถูทำความสะอาดบ้าน
เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือล้วนมานั่งตัดเย็บเสื้อผ้าปักผ้าคุยเรื่องชาวบ้านกับกลุ่มท่านป้าอวี๋
ความเข้าใจเกี่ยวกับเพื่อนบ้านของฉินเหยาล้วนมาจากปากของอินเยว่ ตอนนี้บ้านไหนมีความเคลื่อนไหวอะไร ไม่มีใครในบ้านรู้ดีไปกว่าอินเยว่อีกแล้ว
นั่นปะไร พอเห็นอินเยว่เทินโต๊ะเตี้ย ถือห่อผ้าเดินเข้ามา ท่านป้าอวี๋และกลุ่มสตรีที่เพิ่งคุยเรื่องชาวบ้านจบไปรอบหนึ่งและกำลังพักครึ่งยกก็ตาไวเพ่งมองมาทันที
“อาเยว่ ห่อผ้าใหญ่ในมือเจ้านั่นคืออะไรกันน่ะ” จางกุ้ยจืออายุน้อย เข้ากับอินเยว่ได้ดีที่สุดจึงถูกทุกคนดันหลังให้ออกมาสืบข่าว
อินเยว่ยิ้มอย่างมีเลศนัยให้นาง โบกมือให้ทุกคนเว้นที่ว่าง วางโต๊ะเตี้ยลงข้างแผงผลไม้แล้วหยิบของในห่อผ้าออกมาวางเรียงทีละชิ้น
วางไปพลางปากก็พูดไปพลางว่า “วันนี้เก็บกวาดห้องเก็บของที่บ้าน รื้อเจอของพวกนี้ ท่านอาจารย์บ้านข้าพวกท่านก็รู้ดี ไม่ชอบแต่งเนื้อแต่งตัวก็เลยยกให้ข้าทั้งหมด ข้าคิดดูแล้วข้าคนเดียวก็คงใช้ไม่หมดเยอะขนาดนี้ เลยเอาออกมาแบ่งปันให้พวกพี่ๆ น้องๆ”
“ข้าวของเหล่านี้เป็นของใหม่ทั้งหมด หากทุกคนใจชิ้นไหน ให้เงินมาสักนิดหน่อยพอเป็นพิธีก็พอ ถือเสียว่าช่วยบ้านข้าเก็บกวาดห้องเก็บของ”
ของถูกวางเรียงรายจนครบ ดอกไม้ผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีตสีสันสดใสทำเอาพวกจางกุ้ยจือใจเต้น
ของดีจริงๆ ด้วย ดอกไม้ผ้าแบบนี้ข้างนอกเกรงว่าจะหาซื้อได้ยาก
ยังมีชาดและแป้งผัดหน้าพวกนั้นล้วนเป็นสินค้าจาก ‘ร้านเถาฮวาฟาง’ หอชาดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง เนื้อแป้งละเอียด สีติดทนนานสม่ำเสมอ ทั้งยังมีการปรุงกลิ่นหอมพิเศษล้วนเป็นของดีที่พวกนางในยามปกติได้แต่อิจฉาแต่ตัดใจซื้อไม่ลง
“แม่กุญแจคล้องใจคู่นี้ยังเป็นงานฝีมือของช่างใหญ่ร้านเครื่องเงินเหลาเจี้ยงประทับสลักลายของช่างใหญ่อยู่ด้วย ก่อนหน้านี้ข้ายังอยากจะซื้อสักคู่ไปเป็นสินเดิมให้หลานสาวไว้ประดับบารมี นึกไม่ถึงว่าอาจารย์บ้านเจ้าก็มีด้วย ทั้งยังใหม่ขนาดนี้ จะไม่เอาแล้วจริงๆ หรือ”
อินเยว่บอกราคาดอกไม้ผ้ากับพวกจางกุ้ยจือ ดอกละสองร้อยเหวินพลางหันไปตอบฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังตกตะลึง “ใช่เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์บ้านข้าไม่ชอบของนอกกายพวกนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าท่านจะเอาหรือไม่ จ่ายส่วนต่างตามน้ำหนักเงินก็พอเจ้าค่ะ พ้นหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีร้านนี้แล้วนะเจ้าคะ!”
“จะดีหรือ…” ปากบอกว่าเกรงใจ แต่มือของฮูหยินผู้เฒ่ากลับกำกุญแจเงินไว้ไม่ยอมปล่อยแล้ววิ่งปรู๊ดกลับบ้านไปเอาเงินมาให้อินเยว่อย่างกระฉับกระเฉงราวกับมังกรคะนองเสือคำราม
เพียงไม่นาน ของกองนี้ก็ขายหมดเกลี้ยง…เพราะเดิมทีก็มีอยู่แค่ไม่กี่ชิ้น