ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 715 เมียจ๋ามีเสน่ห์จริงๆ
ตอนที่ 715 เมียจ๋ามีเสน่ห์จริงๆ
ฉินเหยาตื่นจากการนอนกลางวัน ข้างหูก็ได้ยินเสียงถุงเงินเขย่าดังกรุ๊งกริ๊ง
อินเยว่หมอบอยู่ข้างเตียงนางแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ท่านอาจารย์ ของที่ท่านยกให้ข้า ข้าขายได้เงินมาตั้งสิบห้าตำลึงแน่ะเจ้าค่ะ!”
ฉินเหยายิ้มอย่างเกียจคร้าน ชูนิ้วโป้งให้ลูกศิษย์ “ทำได้เยี่ยม ยกให้เจ้าหมดเลย”
อินเยว่ขอบคุณท่านอาจารย์อย่างเปิดเผย เก็บถุงเงินไว้ในอกเสื้อพลางพูดว่านางจะเอาเงินก้อนนี้ไปใช้อย่างไรดี
ซื้อของอร่อยให้คนในครอบครัวคนละชุด แล้วก็…แล้วก็…อินเยว่ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม “ท่านอาจารย์ ตอนนี้ข้าไม่ขาดแคลนอะไรเลย มีเงินก็ไม่รู้จะใช้อย่างไรเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาบีบคางที่เริ่มกลมมนของลูกศิษย์อย่างเอ็นดู หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ คิด”
ยามพลบค่ำ
หลิวจี้กลับมาถึงบ้าน มองดูกล่องของขวัญที่ว่างเปล่า ดวงตากลมโตก็เต็มไปด้วยความงุนงง
“ของที่จวนราชครูส่งมาพวกนั้นเล่า ทำไมเหลือแต่กล่อง”
อาวั่ง “พวกนางเอาไปเผาแล้วก็ขายไปแล้วขอรับ”
“อะไรนะ? เผาแล้วก็ขายไปแล้ว?”
เมื่อเห็นอาวั่งพยักหน้าอย่างจริงจังไม่เหมือนโกหก หลิวจี้ก็รีบถามว่าขายได้เงินมาเท่าไหร่
พอรู้ว่าอินเยว่ดันเอาดอกไม้ผ้าที่ส่งเข้าวัง แม่กุญแจคล้องใจจากช่างใหญ่ร้านเครื่องเงินเหลาเจี้ยงที่ต้องต่อคิวนานนับปีกว่าจะได้และชาดกับแป้งผัดหน้าจากร้านเถาฮวาฟางกล่องละสิบกว่าตำลึง ไปขายรวมกันได้แค่สิบห้าตำลึงหลิวจี้ก็ถึงกับทรุดฮวบลงนั่งบนเก้าอี้ราชครู เจ็บปวดใจจนหายใจไม่ออก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงเริ่มหายใจคล่องขึ้น ชี้หน้าอาวั่งแล้วถามอย่างคาดคั้น “ทำไมเจ้าถึงไม่รู้จักห้ามปรามไว้บ้าง”
อาวั่งผายมือออกสื่อนัยว่า นายท่านใหญ่ ท่านดูสภาพข้าเหมือนจะห้ามพวกนางได้หรือขอรับ
หลิวจี้ “…” ก็จริง พวกเขาสองคนไม่มีสถานะอะไรในบ้านนี้เลย!
อาวั่งมองเจ้านายใหญ่ของตัวเองอย่างเห็นใจ เตือนด้วยความหวังดีว่า
“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ขายได้แค่สิบห้าตำลึงนะขอรับ แต่อยู่ที่ของพวกนั้น แม่กุญแจคล้องใจ นกเป็ดน้ำทองคำ ผลมู่กวา กิ่งท้อ ท่านไม่รู้สึกว่ามันดูจะคลุมเครือเกินไปหน่อยหรือขอรับ”
หลิวจี้ตบที่วางแขนฉาด นั่นสิ
ซือคงเจี้ยนส่งของพวกนี้ให้เมียจ๋าของเขา หรือว่าไอ้คนสารเลวนี่จะประทับใจในท่าทางอันห้าวหาญตอนยกสิงโตหินของเมียจ๋าของเขาจนเกิดหลงรักเมียจ๋าของเขาเข้าแล้ว อยากจะมาเป็นบ้านเล็กให้เมียจ๋าของเขา?
มองดูสีหน้าของหลิวจี้เริ่มแปลกไป ในตอนที่อาวั่งคิดว่าเขากำลังจะสติแตกและอาละวาดออกมานั้น
หลิวจี้กลับยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม “เมียจ๋าของข้าช่างมีเสน่ห์จริงๆ~” แม้แต่ราชครูก็ยังหนีไม่พ้นเงื้อมมือของนาง
แต่แล้วจะอย่างไรเล่า
ของขวัญที่ซือคงคนถ่อยส่งมาสุดท้ายก็ถูกเมียจ๋าของเขาเอาไปเผาทิ้งขายทิ้งไม่ใช่หรือ
หลิวจี้แค่นเสียงอย่างดูแคลน สะบัดหน้าอย่างมั่นใจ พวกเขาสองสามีภรรยารักกันมั่นคงดุจทองคำแท้ เป็นคู่สร้างคู่สม ไม่มีใคร! ไม่มีใครหน้าไหนเข้ามาแทรกกลางได้!
เขายิ้มมุมปากอย่างลึกลับให้อาวั่งเป็นเชิงว่า ‘เจ้าหนู เจ้ายังอ่อนประสบการณ์นัก’ แล้วลุกขึ้นไพล่มือเดินทอดน่องไปรับลูกที่สำนักศึกษาเอกชนของตระกูลฟ่าน
อาวั่งเกาหัว ไม่เข้าใจว่าทำไมนายท่านใหญ่ของเขาถึงมั่นใจขนาดนี้ได้เสมอเลย
คิดไม่ตกก็เลิกคิด หันหลังกลับไปทำมื้อเย็นดีกว่า
อ้อ ถือโอกาสเอากล่องของขวัญเปล่าพวกนี้ไปเป็นเชื้อเพลิงเสียเลย บางทีไฟอาจจะลุกโชนแรงขึ้นก็ได้
……
เรื่องจวนราชครูส่งของขวัญ หลิวจี้ก้าวขาออกจากประตูบ้านก็ลืมไปจนสิ้น
เขาเดินทอดน่องมาถึงสำนักศึกษาเอกชนของตระกูลฟ่าน ชะโงกหน้าเข้าไปดู ตาเฒ่าฟ่านกะจะกักตัวนักเรียนให้ท่องหนังสืออีกแล้ว ท่องไม่ได้ก็ห้ามกลับ
แต่ขอโทษที ลูกชายของเขาหลิวจี้ไม่มีคนไหนท่องไม่ได้สักคน
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าความพยายามเมื่อคืนไม่เสียเปล่า วันนี้ซานหลางท่องหนังสือได้สำเร็จ ไม่นานก็เดินตามต้าหลางและเอ้อร์หลางออกมาจากห้องเรียน
กลับเป็นอาจารย์ฟ่านที่ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อราวกับไม่เชื่อว่าซานหลางจะจู่ๆ ก็ฉลาดขึ้นมา ตกตะลึงจนตั้งสติไม่ได้อยู่นาน
หลิวจี้ตบศีรษะลูกชายทั้งสามอย่างภูมิใจ ยังไม่ลืมตะโกนใส่อาจารย์ฟ่านในสำนักศึกษาเอกชนเสียงดังว่า
“ท่านอาจารย์ วันนี้พวกเราไปก่อนนะขอรับ! เชิญท่านผู้เฒ่าค่อยๆ กักตัวนักเรียนตามสบายเลย เพื่อไม่ให้ดึกดื่นจนท้องหิว ทางที่ดีตอนนี้ท่านผู้เฒ่ารีบหาอะไรกินรองท้องก่อนดีกว่า”
พูดจบก็โบกมือใหญ่ พาลูกทั้งสามเดินเชิดหน้าจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
ท่าทางได้ทีขี่แพะไล่แบบคนถ่อยนั้นทำเอาอาจารย์ฟ่านคันยุบยิบที่รากฟัน อยากจะกัดเขาสักคำ อ้าปากแล้วก็หุบอยู่อย่างนั้น โกรธจนพูดไม่ออก
สุดท้ายพอเงาร่างลับตาไปแล้ว ถึงได้ตะโกน “อ๊าก!” ระบายความโกรธออกมาอย่างหมดหนทาง ทำเอานักเรียนอยากขำแต่ไม่กล้าขำ หน้าแดงก่ำกันเป็นแถว
สี่พ่อลูกกลับถึงบ้านอย่างมีความสุข ซื่อเหนียงก็กลับมาแล้ว ทั้งห้าคนผลัดกันเล่าเรื่องตลกที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาวันนี้ เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ บรรยากาศกลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง
ฉินเหยานั่งอยู่ในลานบ้าน ฟังห้าพ่อลูกหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน แหงนมองตะวันตกดินสีส้มแดงบนท้องฟ้าแล้วค่อยๆ พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา
อารมณ์ที่ขุ่นมัวจากการกระทำบ้าบอของซือคงเจี้ยนที่ส่งของขวัญมากลับมาดีขึ้นอีกครั้ง
ตกค่ำ อินเยว่ใช้เงินที่ได้จากการขายของในวันนี้เลี้ยงน้ำแข็งไสราดนมเปรี้ยวจากเหลาเทียนเซียงโหลวร้านดังที่หัวถนนให้ทุกคนในบ้านคนละถ้วย
เกล็ดน้ำแข็งขาวโพลนราดด้วยนมเปรี้ยวหมัก โรยหน้าด้วยถั่วลิสง ลำไยแห้ง พุทราจีนแห้งหั่นแว่นและผลไม้แห้งอื่นๆ ในฤดูร้อนได้กินสักคำก็เย็นฉ่ำชื่นใจ หวานหอม กรุบกรอบ รสสัมผัสหลากหลาย อย่าว่าแต่พวกเด็กๆ เลย แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างพวกฉินเหยาก็กินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความพึงพอใจ
น้ำแข็งไสราดนมเปรี้ยวนี้ยังมีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร
ยามเย็นของฤดูร้อน ไอร้อนที่ระเหยขึ้นมาจากพื้นดินหลังพระอาทิตย์ตกดินทำเอาคนเหงื่อตก มื้อเย็นส่วนใหญ่ก็เป็นกับข้าวร้อนๆ ครอบครัวทั้งแปดชีวิตเดิมทีไม่ค่อยเจริญอาหารนัก แต่พอกินน้ำแข็งไสราดนมเปรี้ยวถ้วยนี้หมด จู่ๆ ก็รู้สึกว่ากับข้าวเต็มโต๊ะส่งกลิ่นหอมฉุย ยั่วน้ำลายยิ่งนัก
เต้าหู้ทอดต้นหอม แกงเผ็ดกุ้งฝอย เนื้อตุ๋นแดงขาว หัวใจไก่ผัดฉ่า แป้งจินฮวาจี่ไฟ เนื้อวัวแล่ซอสแดง ยกขึ้นโต๊ะพร้อมด้วยน้ำจิ้มสูตรพิเศษคนละถ้วย มีทั้งเนื้อทั้งผัก มีทั้งร้อนทั้งเย็น
อาหารหลักคือหมั่นโถวแป้งขาวนุ่มฟูและข้าวสวยที่หุงจากข้าวเจ้า อยากกินอะไรก็กินอันนั้น
อาหารการกินในเมืองหลวงประณีตกว่าทางจังหวัดจื่อจิงมากนัก กินข้าวสวยบ่อยเข้า ฉินเหยาก็คิดถึงหมั่นโถวลูกใหญ่ขึ้นมา
นางหยิบมาวางในชามลูกหนึ่ง บิดออกเป็นสองซีก ตรงกลางคีบเนื้อวัวแล่จุ่มน้ำจิ้มและเต้าหู้ทอดกับต้นหอมชุ่มฉ่ำใส่ลงไป กัดลงไปหนึ่งคำ ความหวานของแป้งผสมผสานเข้ากับความหอมของน้ำแกง รสชาติหลากหลายระเบิดในปาก อิ่มเอมใจอย่าบอกใคร
หลิวจี้คีบกับข้าวให้ฉินเหยาอย่างเอาใจ “เมียจ๋า เจ้ากินเยอะๆ ข้าเห็นช่วงนี้เจ้าซูบลงไปนะ”
ฉินเหยาก้มลงมองกล้ามเนื้อแน่นปั๋งบนตัว นางซูบลงหรือ
หนึ่งในสิบภาพลวงตาในชีวิตของหลิวจี้นั่นก็คือ…เมียจ๋าของข้าผอมเกินไปแล้วจริงๆ!
…
ในขณะเดียวกัน ณ จวนราชครู
ซุนเจียงเหลือบมองใต้เท้าราชครูที่กำลังกินมื้อเย็นอยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างระมัดระวังแล้วรายงานข่าวที่เพิ่งไปสืบมาจากตรอกควานเจิ้งให้ฟัง
“ของที่ใต้เท้าให้สารถีนำไปส่งเมื่อเช้าถูกลูกศิษย์ของฮูหยินฉินนำไปขายแล้วขอรับ ขายเลหลัง” ซุนเจียงเน้นเสียงคำว่า “ขายเลหลัง” ในตอนท้ายเป็นพิเศษ
คิ้วของซือคงเจี้ยนขมวดมุ่น ยังคงมีความคาดหวังอยู่สายหนึ่ง “ขายได้เท่าไหร่”
ซุนเจียงตอบทันควัน “สิบห้าตำลึงขอรับ”
ซือคงเจี้ยนสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเห็นได้ชัด
ของที่เขาใช้เงินซื้อไปตั้งร้อยกว่าตำลึง ขายได้แค่สิบห้าตำลึงเท่านั้น?
นี่ยังไม่นับรวมหนี้น้ำใจที่เขาเสียไป ไม่อย่างนั้นงานฝีมือของช่างใหญ่ร้านเครื่องเงินที่ต้องรอเป็นปีจะได้มาในทันทีได้อย่างไรเล่า
ต่อให้มีฐานะร่ำรวย ซือคงเจี้ยนก็อดไม่ได้ที่จะโกรธจนปวดกระเพาะ
พอมองดูอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะตรงหน้าพลันหมดความอยากอาหารไปทันที
“แล้วหลิวจี้มีปฏิกิริยาอย่างไร” ซือคงเจี้ยนถามด้วยความอยากรู้
ตามความคิดของเขา บุรุษเจอเรื่องแบบนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่หึงหวง
พอหึงหวงก็จะบ้าคลั่งแล้วก็จะถูกฉินเหยารังเกียจ
ซุนเจียงกลับส่ายหน้า “เรียนใต้เท้า ไม่มีเลยขอรับ แถมเขายังดูดีใจมากอีกต่างหาก”
ดวงตาของซือคงเจี้ยนเต็มไปด้วยความสงสัย ยังดีใจอีกหรือ
ตอนแรกซุนเจียงก็ไม่เชื่อ แต่บ่าวรับใช้ของเขาเห็นกับตาว่าหลิวจี้ฮัมเพลง เดินทอดน่องออกไปรับลูกเลิกเรียน แถมยังยั่วโมโหอาจารย์ทางฝั่งนั้นจนแทบกระอักเลือดตายด้วย
เห็นได้ชัดว่าไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องหึงหวงจนบ้าคลั่งเลย
ภายในห้องมีเสียงดังกรอดๆ แผ่วเบาดังขึ้น เหมือนมีคนกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ซุนเจียงถามหยั่งเชิง “ใต้เท้า ยังจะส่งของไปอีกหรือไม่ขอรับ”
ซือคงเจี้ยนกัดฟัน “ส่ง”
เขาจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่ให้หลิวจี้โดยเฉพาะ!