ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 716 องค์หญิงแห่งเป่ยหมาน
ตอนที่ 716 องค์หญิงแห่งเป่ยหมาน
กลางเดือนเจ็ด ม้าเร็วแปดร้อยลี้ก็ส่งข่าวเร่งด่วนเข้าสู่เมืองหลวงอีกครั้ง
ครั้งนี้ คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้กันทั่วว่า คณะทูตจากเป่ยหมานกำลังจะมาเยือนแล้ว
หัวข้อสนทนาที่เพื่อนบ้านละแวกบ้านของฉินเหยาพูดคุยกันมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเรื่องคณะทูตเข้าเมืองหลวง
บัดนี้องค์รัชทายาทถูกกักบริเวณ การต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างองค์หญิงใหญ่และองค์รัชทายาทก็ไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้ติดตาม ราษฎรในเมืองหลวงกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่พอดี คณะทูตเป่ยหมานกลุ่มนี้มาได้จังหวะเหมาะเจาะ พวกชาวบ้านจะได้เปลี่ยนหัวข้อใหม่คุยกันเสียที
ดังนั้น เมื่อข่าวที่ว่าคณะทูตเป่ยหมานใกล้จะถึงเมืองหลวงถูกส่งตรงมาจากด่านเป่ยโหลว ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่
ฉินเหยาเพียงแค่ไปยืนปะปนกับกลุ่มพี่สาวน้องสาวที่จับกลุ่มคุยกันหน้าบ้านตัวเองนิดหน่อยก็จะได้ยินทุกคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอยู่
ตระกูลชิวทางทิศตะวันตก ทั้งครอบครัวทำงานอยู่ที่กรมควบคุมการค้าชายแดนตลาดทิศตะวันตก สถานที่แห่งนั้นดูแลเรื่องการค้าขายกับพ่อค้าต่างแดน ข่าวสารภายในแคว้นเซิ่งพวกเขาอาจจะไม่ได้รับรู้เป็นคนแรก แต่เรื่องราวภายนอกแคว้นเซิ่ง ทั่วทั้งตรอกควานเจิ้งไม่มีใครรู้ข่าวที่สดใหม่ไปกว่าพวกเขาอีกแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าชิวเย็บพื้นรองเท้าไปพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าคงยังไม่รู้กระมัง หัวหน้าคณะทูตที่เป่ยหมานส่งมาเยือนแคว้นเซิ่งของเราในครั้งนี้ คืออาแท้ๆ ของอ๋องหมาน หรือก็คือท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแห่งเป่ยหมานที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อ๋องฮูเหยียนฉ่านผู้นั้นนั่นแหละ”
พอชื่อของผู้สำเร็จราชการผู้นี้หลุดออกมา หญิงรับใช้ฝ่ายจัดซื้อของบ้านหวังจิ่นก็เผยแววตาเคียดแค้นออกมาทันที “อ๋องฉ่านผู้นี้สังหารคนต้าเซิ่งของเราไปตั้งเท่าไหร่ เขายังกล้ามาอีกหรือ”
คนใกล้เคียงต่างก็รู้ว่าบุรุษตระกูลหวังล้วนตายในสนามรบและไม่ใช่ตายในสงครามกลางเมืองที่แตกแยก แต่ตายในกองทัพชายแดนทางตอนเหนือตอนที่แคว้นเซิ่งกำลังจะรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นแล้วเป่ยหมานฉวยโอกาสรุกรานเข้ามา
ท่านป้าอวี๋จึงตบไหล่หญิงรับใช้ฝ่ายจัดซื้อของตระกูลหวังคนนั้น ปลอบโยนว่า “ความแค้นของชาติและความแค้นของตระกูลนั้นมิอาจลืมเลือน แต่ในยามนี้สองแคว้นสงบศึก พวกเราต้องเห็นแก่คนรุ่นหลัง ต้องเห็นแก่สถานการณ์โดยรวมเป็นสำคัญ”
หญิงรับใช้ฝ่ายจัดซื้อผู้นั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง คงจะนึกถึงนายน้อยที่บ้านจึงได้แต่กลืนคำด่าลงคอไป
แต่พอมองไปทางอื่นก็ยังถุยน้ำลายลงพื้นหนึ่งที นึกอยากจะถ่มน้ำลายใส่หน้าอ๋องฉ่านผู้นั้นเสียเหลือเกิน!
ทุกคนเห็นดังนั้นก็พากันเข้ามาปลอบใจ พอปลอบจนอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ทุกคนก็หันไปซักถามฮูหยินผู้เฒ่าชิวต่อว่ายังมีข่าวอะไรอีกหรือไม่
อ๋องหมานไม่เพียงแต่มีท่านป้ามากมาย ยังมีพี่สาวน้องสาวอีกเพียบ แม้แต่ลูกสาว ตอนที่ท่านหญิงฮุ่ยหยางของพวกนางแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไปก็มีอยู่ถึงสองคนแล้ว
เพียงแต่ยังไม่มีบุตรชาย มิเช่นนั้นท่านหญิงของพวกนางคงยิ่งได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งกว่านี้
ฮูหยินผู้เฒ่าชิวกล่าวว่า “เป็นน้องสาวร่วมอุทรของอ๋องหมาน ชื่อว่าถีอะไรเซียงอะไรสักอย่างนี่แหละ”
ช่างลำบากความจำของหญิงชราอย่างนางเสียจริง ชื่อของพวกคนหมานนี่ยาวจะตาย นึกอยู่นานสองนานถึงนึกขึ้นได้ ตบต้นขาฉาดใหญ่แล้วกล่าวว่า “หูเหอถีเซียง!”
ทุกคนส่ายหน้า ไม่รู้ ไม่รู้จัก แต่การสามารถติดตามคณะทูตเข้าเมืองหลวงได้ องค์หญิงหูเหอถีเซียงผู้นี้น่าจะมีฐานะในเป่ยหมานไม่น้อย
“อายุเท่าไหร่แล้ว พาองค์หญิงมาด้วย อย่าบอกนะว่าอยากจะมาหาราชบุตรเขยที่แคว้นเซิ่งของเรา คิดจะผูกสัมพันธ์เกี่ยวดองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นน่ะ”
พอพูดถึงเรื่องนี้ จิตวิญญาณแห่งความอยากรู้อยากเห็นของฉินเหยาก็ลุกโชนขึ้นมา ยื่นเมล็ดฟักทองในมือส่งไปแบ่งปันกับทุกคนพลางเงี่ยหูฟัง
ฮูหยินผู้เฒ่าชิวส่ายหน้า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่องค์หญิงท่านนี้อายุยังน้อย เพิ่งจะสิบหกปี ตามธรรมเนียมของเป่ยหมาน สตรีในราชวงศ์ต้องอายุสิบแปดก่อนถึงจะออกเรือนได้ น่าจะยังไม่ได้แต่งงาน”
ท่านป้าอวี๋ตบมือฉาด “เช่นนั้นต้องใช่แน่แล้ว! องค์หญิงเป่ยหมานจะมาเลือกราชบุตรเขยที่แคว้นเรานี่เอง!”
เมื่อเสียงสนั่นของนางดังขึ้น ผู้คนทั่วทั้งตรอกควานเจิ้งก็รู้กันหมดว่าจะมีองค์หญิงเป่ยหมานมาและจะมาเลือกราชบุตรเขยในเมืองหลวง
จากหนึ่งปากเป็นสิบปาก สิบปากไปเป็นร้อย ไม่รู้ว่าข่าวแพร่ไปอีท่าไหนถึงไปเข้าหูบรรดาคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงที่ยังไม่ได้แต่งงาน ทำเอาพวกเขาตกใจจนอยากจะหลบหนี
ใครบ้างจะไม่รู้ว่าที่กันดารอย่างเป่ยหมานนั้นลำบากเพียงใด หนาวจะตายชัก ได้ยินว่าพักอาศัยกันในกระโจม ยังสู้คอกม้าในจวนของพวกเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
เรื่องกินยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทุกมื้อถ้าไม่ใช่นมแพะก็เป็นเนื้อแพะ แม้แต่ผักสักใบยังไม่มีให้กิน
อยากจะกินผลไม้สักลูกก็ไม่มี เวลาจะถ่ายหนักยังถ่ายไม่คล่อง
ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น หูเหอถีเซียงผู้นั้นจะหน้าตาสะสวยได้หรือ
เกรงว่าจะทั้งดำทั้งล่ำสัน พอยิ้มทีก็เห็นฟันเหลืองเต็มปาก แค่จินตนาการดู เหล่านายน้อยผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว
แต่ ‘เรื่องดีๆ’ แบบนี้ คนชาติตระกูลทั่วไปคงเอื้อมไม่ถึงกลับเป็นพวกท่านอ๋อง ซื่อจื่อและขุนนางชั้นสูงต่างหากที่ต้องระมัดระวังตัวให้มาก
แน่นอนว่ายังมีลูกหลานเสเพลที่รู้สึกว่าตนเองทนลำบากได้ ไม่กลัวมีเมียอัปลักษณ์และไปต่อในเมืองหลวงไม่ไหว คิดว่าตนเองสามารถอาศัยโอกาสนี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงเสียดฟ้าได้อย่างรวดเร็วจึงแอบวางแผนกันเงียบๆ ว่าถึงตอนนั้นจะสร้างสถานการณ์บังเอิญเกิดรักแรกพบกับองค์หญิงหูเหอถีเซียงได้อย่างไร
ฉินเหยายืนอยู่หน้าบ้านตลอดทั้งบ่าย เสพข่าวซุบซิบจนอิ่ม พอเห็นอาวั่งและอินเยว่ซื้อผลไม้สดกองโตกลับมาก็เดินกลับเข้าบ้านไปด้วยความพึงพอใจ
พอเห็นฉินเหยาเดินเข้ามา อินเยว่ก็พูดขึ้นอย่างตื่นเต้นทันทีว่า “ท่านอาจารย์ ที่แท้เมืองหลวงก็มีไร่แตง
“วันนี้พวกเราไปที่ตลาดทิศเหนือ เห็นคนขนแตงหูมาขายเต็มไปหมด ข้าก็นึกว่าเป็นของแปลกใหม่อะไร พอเข้าไปดูใกล้ๆ นี่มันแตงเย็นในหมู่บ้านเราชัดๆ!”
ฉินเหยารู้สึกประหลาดใจระคนยินดียิ่งนัก รีบเดินเข้าไปในโถง บนโต๊ะมีแตงเปลือกเขียวลูกกลมดิกวางอยู่สองลูก นางหัวเราะลั่น “ในที่สุดก็มีแตงกินแล้ว!”
นางก็ว่าอยู่ ฤดูร้อนปีนี้มักจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง วันนี้พอได้เห็นแตงสองลูกนี้ก็เข้าใจทันที ฤดูร้อนที่ไม่ได้กินแตงโม จะสมบูรณ์แบบได้อย่างไร
ฉินเหยารินน้ำเย็นดื่มดับความอยากก่อนแล้วให้อาวั่งวางของกินในมือลง อุ้มแตงโมลูกใหญ่สองลูกที่ซื้อมาไปไว้ที่สวนหลังบ้าน
เอาไปแช่ไว้ในบ่อน้ำให้เย็นฉ่ำก่อน เดี๋ยวรอคนในบ้านกลับมาครบแล้วค่อยผ่ากิน เย็นเจี๊ยบชื่นใจ แค่คิดก็แทบทนรอไม่ไหวแล้ว
อาวั่งขานรับ อุ้มแตงโมลูกใหญ่สองลูกเดินไปทางสวนหลังบ้าน
อินเยว่จัดแจงเก็บข้าวของที่ซื้อมาอย่างคล่องแคล่ว วัตถุดิบอาหารนำไปเก็บในห้องครัว ขนมขบเคี้ยวก็แยกประเภทใส่ลงในกล่องอาหาร
ขนมเปี๊ยะที่ซื้อมาใหม่ๆ ยังร้อนๆ อยู่เลย กรอบร่วนน่าทาน เอาไปให้ท่านอาจารย์ชิมก่อน
วันนี้ยังซื้อข้าวเหนียวมาหนึ่งถุง ถั่วเขียวหนึ่งถุง อาวั่งบอกว่าเขาเตรียมจะทำขนมข้าวเหนียวเย็นกินคู่กับถั่วเขียวต้มน้ำตาลเพื่อคลายร้อน
อินเยว่เทข้าวและถั่วเขียวลงในโอ่งดินเผาสำหรับใส่ของที่แยกไว้ จากนั้นค่อยใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดเช็ดเหงื่อบนใบหน้าพลางเดินกลับไปที่ห้องโถงใหญ่ พูดกับฉินเหยาด้วยความตื่นเต้นว่า
“ท่านอาจารย์ ท่านได้ยินเรื่องทูตเป่ยหมานจะมาแล้วหรือยังเจ้าคะ”
ฉินเหยากำลังเคี้ยวขนมเปี๊ยะหน้าแตก อ้าปากไม่ได้จึงพยักหน้า ส่งสายตาถามว่านางมีข่าวอะไรใหม่ๆ หรือ
อินเยว่นั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายนาง ขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบอย่างมีลับลมคมในว่า “ท่านลองทายดูสิเจ้าคะว่าฮ่องเต้ส่งใครไปรับคณะทูต”
ฉินเหยาส่ายหน้าแสดงออกว่าไม่รู้ แต่เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นปิดไม่มิดของอินเยว่จึงลองเดาดู “หรือว่าจะเป็นราชครู?”
อินเยว่ที่เดิมทีตั้งใจจะอุบไว้ก่อนรู้สึกหมดท่าทันที นางดึงผ้าเช็ดหน้าที่โปะอยู่บนหน้าผากเพื่อซับเหงื่อออกแล้วพยักหน้าอย่างหมดอารมณ์ “ใช่เจ้าค่ะ คือราชครูนั่นแหละ เพิ่งได้ยินคนในตลาดพูดกัน”
ฉินเหยาแปลกใจเล็กน้อย ตามหลักการแล้ว เพราะเรื่องอู่เซิง รัชทายาทจึงถูกกักบริเวณ ในฐานะบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังรัชทายาท ซือคงเจี้ยนสมควรจะเก็บตัวเงียบๆ อยู่ในจวนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาถึงจะถูก
ทว่ารัชทายาทเพิ่งถูกกักบริเวณไปได้เพียงเดือนเดียว ซือคงเจี้ยนก็กลายเป็นคนที่รับรองคณะทูตเสียแล้ว
หรือว่าเรื่องอ๋องเฟิงนี้ ฮ่องเต้ไม่อยากจะสืบสาวราวเรื่องให้ถึงที่สุด?
“ซี้ด~” ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง นางพลันนึกถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาได้