ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 717 หน้าตาของแคว้นเซิ่ง
ตอนที่ 717 หน้าตาของแคว้นเซิ่ง
หากอิงตามประสิทธิภาพการทำงานของหวังจิ่น ป่านนี้หลักฐานความผิดของอ๋องเฟิงเขาคงรวบรวมเสร็จสิ้นแล้วและกำลังอยู่ระหว่างทางกลับเมืองหลวง
คณะทูตเดินทางเข้าเมืองหลวงในช่วงเวลานี้พอดี เรื่องไหนเบาเรื่องไหนหนัก ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจน
ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นย่อมต้องมาก่อนเรื่องของอ๋องเฟิง ในช่วงเวลานี้ ภายในเมืองหลวงจะเกิดอุบัติเหตุใดๆ ขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด คดีอ๋องเฟิงคงต้องรอให้ทูตเดินทางกลับไปก่อนค่อยหยิบยกขึ้นมาว่ากันใหม่
พอยืดเยื้อไปแบบนี้ ความเปลี่ยนแปลงก็ย่อมมีมาก
ในยามนี้เพราะเรื่องคณะทูตเป่ยหมาน ในราชสำนักไม่มีใครสามารถรับหน้าได้ ซือคงเจี้ยนที่เป็นราชครูจึงถูกเรียกตัวออกมาให้เป็นผู้ดูแลสถานการณ์ภาพรวม หากเป็นเช่นนั้น วันที่องค์รัชทายาทจะพ้นโทษกักบริเวณยังจะไกลอีกหรือ
แม้ตนเองจะไม่ใช่หวังจิ่น แต่ตอนนี้ฉินเหยาก็อดสูดลมหายใจหนาวเหน็บแทนเขาไม่ได้
ยากลำบาก เขาช่างยากลำบากเหลือเกิน
เสียงล้อรถม้าบดถนนดัง “ครืดๆ” แว่วมา จนในที่สุดก็มาหยุดลงที่หน้าประตูบ้านฉินเหยา
อินเยว่เงยหน้าชะโงกออกไปมอง ยิ้มแล้วหันกลับมาบอกฉินเหยาที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดว่า “ท่านอาจารย์ สามีท่านอาจารย์กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม” กลับมาก็กลับมาสิ ฉินเหยาชินชากับเรื่องนี้ไปนานแล้ว
“ท่านอาจารย์ๆ ดูเหมือนสามีท่านอาจารย์จะขนของกลับมาเยอะเลย เขากวักมือเรียกให้ข้าเข้าไปหาเจ้าค่ะ” อินเยว่สอบถามความเห็น
ฉินเหยาถึงได้เงยหน้ามองไปทางประตูแวบหนึ่ง
“อาเยว่ เจ้ารีบมานี่เร็วเข้า!” หลิวจี้ยิ้มร่าตะโกนเรียก
เมื่อเห็นฉินเหยามองมาด้วย เขาก็ฉีกยิ้มยิงฟันให้นาง สีหน้าท่าทางเบิกบานราวกับมีเรื่องน่ายินดีเป็นพิเศษเกิดขึ้น
อินเยว่ยังไม่ทันได้รับคำอนุญาตจากอาจารย์ก็ถือเสียว่านางอนุญาตแล้วจึงรีบวิ่งเหยาะๆ ไปที่ประตู ช่วยรับหีบไม้ใบใหญ่ใบหนึ่งมาจากมือสารถี
พอมีคนช่วยถือของ หลิวจี้ก็ทนรออยู่หน้าประตูไม่ได้แม้เพียงครึ่งลมหายใจ ตะโกนเสียงดังลั่นว่า “เมียจ๋า เมียจ๋า! เรื่องมงคลใหญ่เลยนะเมียจ๋า!”
เขากางแขนออกทั้งสองข้างแล้วกระโจนเข้าใส่ฉินเหยาอย่างตื่นเต้นดีใจราวกับผีเสื้อเจ้าสำราญ
ฉินเหยายืดกายนั่งตรง ยกมือขึ้นใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่กลางอกของหลิวจี้ที่กำลังพุ่งเข้ามาก็สามารถตรึงร่างเขาไว้ได้สำเร็จ
“มีอะไรก็ไปนั่งคุยดีๆ” นางบุ้ยใบ้ไปทางเก้าอี้ด้านข้าง
หลิวจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ยังอยากจะลองอีกสักครั้ง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถระบายความรู้สึกตื่นเต้นของวันนี้ออกมาได้หมด
น่าเสียดาย สำหรับฉินเหยาแล้ว การจัดการเขานั้นใช้นิ้วเดียวก็เกินพอ
ปล่อยให้เขาหน้าแดงก่ำพยายามจะพุ่งตัวไปข้างหน้า แต่นิ้วมือนุ่มนิ่มเรียวยาวนั้นกลับตรึงเขาไว้อย่างมั่นคง ให้อยู่ห่างจากตัวนางหนึ่งช่วงแขนจนขยับเขยื้อนไม่ได้
ช่างเถอะ ช่างเถอะ
หลิวจี้ลดมือทั้งสองข้างลง นัยน์ตาดอกท้อฉายแววเจ้าเล่ห์ ทันใดนั้นก็ก้มหน้าลงจูบที่นิ้วมือบนหน้าอกนั้นเร็วๆ ราวกับไก่จิกข้าวสารแล้วรีบหลบฉากไปนั่งบนเก้าอี้ก่อนที่นางจะทันได้ยกเท้าถีบ รอยยิ้มที่มุมปากนั้นหุบไม่ลงเลย มันยกสูงขึ้นเรื่อยๆ
ฉินเหยายกเท้าถีบใส่อากาศ นางขมวดคิ้วจ้องเขม็งไปยังปลายนิ้วที่ถูกจิกของตัวเองเขม็ง จิตสังหารที่มีต่อคนคนหนึ่งไม่อาจปกปิดไว้ได้อีกต่อไป
“หลิวจี้ เจ้ารนหา…” คำว่า ‘ที่ตาย’ ยังไม่ทันได้เอ่ยออกมา คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ อย่างหลิวจี้ก็ชิงทิ้งตัวลงคุกเข่าที่แทบเท้านางเสียก่อนดังตุบ กุมมือทั้งสองข้างของนางไว้แน่น เงยหน้าขึ้นแล้วบอกนางด้วยความตื่นเต้นว่า
“ราชครูส่งข้าไปต้อนรับคณะทูต!”
เห็นฉินเหราชะงักไป กลัวว่านางจะฟังไม่ชัด หลิวจี้จึงเอ่ยซ้ำอีกรอบ “เมียจ๋า ราชครูเขาส่งข้าไปต้อนรับคณะทูต ไปต้อนรับคณะทูตเชียวนะ งานนี้ไไม่ใช่ว่าใครก็มีคุณสมบัติไปได้!”
อินเยว่ที่ขนของเข้ามาได้ยินประโยคนี้เข้าก็ตะลึงจนตาค้าง “ท่านราชครูส่งสามีท่านอาจารย์ไปต้อนรับคณะทูตหรือเจ้าคะ”
หลิวจี้ปรายตามองนาง “สีหน้าแบบนี้หมายความว่าอย่างไร หรืออาจารย์ชายอย่างข้าไม่คู่ควร อย่างน้อยๆ บิดาก็เป็นถึงศิษย์ของมหาบัณฑิต มีตำแหน่งจวี่เหริน หน้าตาหล่อเหลาเจ้าสำราญปานนี้ ไม่ว่าจะดูมุมไหนก็ดีกว่าคนอื่นตั้งเยอะ!”
“การเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้นในครานี้ อาจารย์ชายของเจ้าเป็นตัวแทนหน้าตาของแคว้นเซิ่งเราเชียวนะ” หลิวจี้เชิดหน้าของตัวเองขึ้นอย่างภาคภูมิใจ นี่แหละคือหน้าตาของแคว้นเซิ่งนับจากนี้ไป!
เรื่องความมั่นใจในตัวเองของสามีท่านอาจารย์นั้น อินเยว่ยอมศิโรราบให้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องแย่
หลิวจี้หันไปหาฉินเหยาแล้วกล่าวต่อว่า “ข้ารู้ว่าเมียจ๋าเจ้าต้องสงสัยแน่ ตอนที่ข้ารับงานนี้มาทีแรกก็ไม่เชื่อเหมือนกัน คิดว่าเจ้าซือคงเจี้ยนคนถ่อยนั่นจะต้องหาเรื่องแกล้งข้าเป็นแน่ แต่พอมาลองคิดดูอีกที ก็แค่ไปรับคณะทูตกลุ่มหนึ่ง จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้เล่า”
“อีกอย่างในขบวนต้อนรับ คนแบบข้าก็มีอีกตั้งเยอะแยะ ครั้งนี้ราชครูตั้งใจเฟ้นหาบัณฑิตมากความสามารถของแคว้นเซิ่งเดินทางไปยังด่านเป่ยโหลวเพื่อต้อนรับคณะทูตเป่ยหมานจำนวนยี่สิบคน บอกว่าจะให้คณะทูตเป่ยหมานได้ประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งของวงการวรรณกรรมแคว้นเซิ่งของเรา”
ไม่ต้องรอให้ฉินเหยาสั่งให้ลุก หลิวจี้ก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นเอง เขานั่งไม่ติดที่เลยสักนิดเดียว
เขาเอามือไพล่หลังเดินวนไปวนมาในห้องโถง เดินไปพลางหัวเราะไปพลาง “เจ้าซือคงเจี้ยนนั่นจะต้องเล็งเห็นความสามารถของข้าแล้วเป็นแน่ แม้ก่อนหน้านี้พวกเราสองคนจะมีเรื่องหมางใจกันอยู่บ้าง ต่างฝ่ายต่างเหม็นขี้หน้ากัน แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็นับว่ามาจากสำนักเดียวกัน นับดูแล้วก็ยังเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน”
“อาจจะคิดว่าส่งเสริมคนนอกสู้ส่งเสริมคนกันเองไม่ได้ บวกกับข้าเองก็พอมีความสามารถอยู่บ้าง ถึงได้เลือกข้า”
ดูสิ เช่นนี้ทุกอย่างก็ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาแล้วไม่ใช่หรือ
ศิษย์พี่จะทำร้ายศิษย์น้องได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ฉินเหยากับอินเยว่สบตากัน พวกนางถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว
แม้จะดูไม่ออกว่าในการเดินทางครั้งนี้ ซือคงเจี้ยนมีจุดประสงค์ใดแอบแฝงอยู่ แต่ในเมื่อรับงานมาแล้ว ไม่ไปก็ต้องไป
ดูจากความตื่นเต้นของหลิวจี้ ในชั่วครู่นี้เกรงว่าคงจะสงบลงไม่ได้ง่ายๆ ฉินเหยาหันไปมองหีบไม้ที่อินเยว่ขนเข้ามา นางลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะแล้วเปิดมันออก
ด้านในเป็นชุดหรูหราสีม่วงชุดหนึ่ง เป็นเครื่องแบบที่จัดเตรียมไว้ครบชุดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ไม่ต้องให้ฉินเหยาเอ่ยถาม หลิวจี้ก็อธิบายให้นางฟังเองว่า “นี่คือเครื่องแบบคณะทูตแคว้นเซิ่งของเรา ตัดเย็บขึ้นเป็นพิเศษเพื่อพวกเราที่เป็นตัวแทนวงการวรรณกรรมแคว้นเซิ่ง”
เขาหยิบเสื้อสีม่วงที่มีตราสัญลักษณ์คณะทูตแคว้นเซิ่งรูปดอกบัวสีทองบานสะพรั่งซึ่งปักอยู่ที่ปลายแขนเสื้อขึ้นมาทาบกับตัวแล้วมองฉินเหยาอย่างคาดหวัง “หล่อเหลาหรือไม่”
เสียงร้อง “ว้าว!” ดังมาจากในลานบ้าน
สองสามีภรรยาในห้องโถงหันไปมอง ที่แท้ก็เป็นพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่เลิกเรียนกลับมาแล้ว พอเดินเข้าประตูมาเห็นท่านพ่อถือชุดสีม่วงหรูหราทาบกับตัว ซานหลางกับซื่อเหนียงก็ร้องว้าวออกมาด้วยความตกตะลึง
“ท่านพ่อ ชุดนี้สวยเหลือเกินเจ้าค่ะ!” ซื่อเหนียงวิ่งเข้ามาหา เดินวนดูท่านพ่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ในหีบใบนี้ยังมีรองเท้าหุ้มข้อสีม่วงกับเข็มขัดหยกแล้วก็กวานหยกด้วย ทั้งหมดนี้เป็นของท่านพ่อหรือเจ้าคะ”
หลิวจี้ตอบรับอย่างขอไปที “ใช่ๆๆ ถูกต้องๆๆ พรุ่งนี้พ่อของพวกเจ้าจะต้องติดตามท่านราชครูออกไปนอกเมืองเพื่อไปต้อนรับคณะทูตเป่ยหมานแล้ว”
พูดจบก็ไม่สนใจเสียงร้องโวยวายด้วยความยินดีปรีดาของสี่พี่น้อง สองตายังคงจับจ้องฉินเหยา ดื้อดึงจะเอาคำตอบให้ได้
คำถามที่เขาถามไปเมื่อครู่ เมียจ๋ายังไม่ได้ตอบเลยนะ
ฉินเหยาชำเลืองมองกวานหยกและเข็มขัดหยกที่สี่พี่น้องหยิบออกมาจากหีบไม้แล้วโบกมือให้หลิวจี้ “ดูดีหรือไม่ต้องใส่ดูก่อนถึงจะรู้ เจ้าไปลองใส่มาทั้งชุดเลยเถอะ”
หลิวจี้รอประโยคนี้ของนางอยู่แล้วจึงรีบเรียกแรงงานตัวน้อยทั้งสี่ ให้พวกเขาช่วยขนชุดคณะทูตไปที่ห้องของตัวเองแล้วเปลี่ยนมาสวมชุดคณะทูตแคว้นเซิ่งแบบเต็มยศด้วยความเร็วสูงสุด
“อะแฮ่ม!” หลิวจี้กระแอมไอเสียงหนักๆ สองทีอยู่ภายในห้อง เพื่อเตือนให้ทุกคนรู้ว่าเขาเตรียมจะออกมาแล้ว
ฉินเหยายิ้ม “ออกมาเถอะ”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะออกไปแล้วนะ” หลิวจี้หันกลับไปส่องกระจกอีกครั้ง เพื่อความมั่นใจว่าสวมกวานได้ตรงดีแล้ว ถึงได้เปิดประตูห้องออกมา