ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 718 รูปโฉมของสามี คือเกียรติยศของภรรยา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 718 รูปโฉมของสามี คือเกียรติยศของภรรยา
ตอนที่ 718 รูปโฉมของสามี คือเกียรติยศของภรรยา
ประตูค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า
พวกฉินเหยาที่รออยู่หน้าประตูเงยหน้ามองด้วยความคาดหวัง เห็นเพียงเงาร่างสูงโปร่งย่างเท้าออกมาอย่างมั่นคง
ชุดสีม่วงเข้มสดใสอิ่มเอิบถึงขีดสุด ขับเน้นให้ผู้สวมใส่ดูสว่างไสวขึ้นมา สรรพสิ่งรอบกายเมื่ออยู่ภายใต้สีสันอันฉูดฉาดนี้ต่างก็ดูหมองหม่นไร้ประกายไปถนัดตา
สีสันที่ฉูดฉาดเช่นนี้ ตามหลักแล้วมีแต่จะข่มผู้สวมใส่ให้จมลง ทำให้คนกับเสื้อผ้าดูแปลกแยกไม่เข้ากัน
แต่ว่าเข็มขัดสีหยกกลับรั้งสีม่วงอันวิจิตรตระการตานี้ลงมาจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า สู่โลกมนุษย์ที่อึกทึกจอแจได้อย่างแยบคาย เชื่อมโยงเข้ากับความสงบหนักแน่นอันเป็นเอกลักษณ์ของผืนปฐพี
ท่ามกลางแสงสนธยาที่สลัวสลาง หลิวจี้ในชุดหยกม่วงอันเจิดจรัส ยืนตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าและดิน ศีรษะเทิดทูนธารดารา สองเท้าเหยียบย่ำผืนปฐพี
เส้นผมสีดำขลับใต้กวานหยกถูกรวบขึ้นทั้งหมด เผยให้เห็นหน้าผากอิ่มเอิบอย่างชัดเจน ความเจ้าเล่ห์ลดลงสามส่วน เพิ่มความสุภาพสง่าผ่าเผยขึ้นเจ็ดส่วน แม้แต่ดวงตาดอกท้อคู่นั้นก็ยังดูเปี่ยมไปด้วยความเที่ยงธรรม ไม่ได้ดูเจ้าชู้กรุ้มกริ่มเพียงนั้น
จมูกโด่งริมฝีปากอิ่ม โครงหน้าคมคายทว่าไม่ดูอ้อนแอ้นเยี่ยงอิสตรี คิ้วกระบี่ดกหนาสองสายพาดเฉียงเข้าสู่จอนผม ดวงตาเหลือบขึ้นเล็กน้อย มุมปากไม่ยกยิ้มแต่กลับแฝงด้วยรอยยิ้มจางๆ โดยธรรมชาติ กลับแผ่กลิ่นอายความเมตตาประหนึ่งพระโพธิสัตว์ออกมา ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นไม่กล้าเกิดความคิดฟุ้งซ่าน เกรงกลัวว่าจะไปล่วงเกิน
สายตาของฉินเหยาจับจ้องอยู่ที่ร่างของเขา เนิ่นนานแสนนาน ในใจมีเสียงหนึ่งเฝ้าถามซ้ำๆ ว่า นี่ใช่หลิวซานเอ๋อร์คนนั้นที่ติดหนี้แล้วไม่ใช้จนถูกเจ้าหนี้ไล่ตามจนรองเท้าหลุดหายไปคนนั้นจริงๆ หรือ
บางทีในชั่วขณะหนึ่งที่นางไม่ได้สังเกต คนผู้นี้ก็ได้เปลี่ยนไปจนแตกต่างจากความทรงจำแรกของนางอย่างสิ้นเชิงแล้ว
“หลิวจี้” ฉินเหยามองชายหนุ่มในชุดสีม่วงตรงหน้าแล้วพยักหน้ายืนยัน “เจ้าใส่ชุดนี้แล้วดูดีใช้ได้เลย”
หลิวจี้ที่แสร้งวางมาดขรึมอยู่พอได้ยินคำนี้ก็เก๊กต่อไม่ไหว ร่างกายอ่อนยวบ รีบพุ่งเข้ามาหา เอาหน้าแนบเข้าไปแล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า “จริงหรือ จริงหรือ”
ใบหน้าหล่อเหลาที่จู่ๆ ก็ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้าแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ สร้างแรงปะทะทางสายตาให้ฉินเหยาค่อนข้างรุนแรงทีเดียว
นางกระแอมเบาๆ หนึ่งที ข่มจังหวะหัวใจที่เต้นตึกตักรัวเร็วขึ้นสองจังหวะเอาไว้
เมื่อไร้ซึ่งผมหน้าม้าบดบัง เครื่องหน้าของหลิวจี้ที่นับว่าไม่ได้สมบูรณ์แบบนักก็เปิดเผยออกมา แต่เครื่องหน้าที่ไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้พอมารวมกันกลับมีความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ดวงตาดอกท้อใสกระจ่างคู่นั้นกะพริบปริบๆ ขนตาทุกเส้นมองเห็นได้อย่างชัดเจน ใกล้เสียจนผิวหน้าของฉินเหยาสัมผัสได้ถึงกระแสลมที่เกิดจากการขยับไหวของมัน
“เมียจ๋า ทำไมเจ้าเอาแต่จ้องข้าอยู่ตลอดเลย” หลิวจี้แกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว ลอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
แต่เมื่อเผชิญกับสายตาที่จ้องมองมาอย่างเร่าร้อนเช่นนั้น ปลายหูของเขาก็ยังแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่รักดี
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างเงียบเชียบ ระงับความรู้สึกร้อนวูบวาบเหนียวเหนอะที่สายลมยามค่ำคืนพัดพามา ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ยื่นมือไปเชยคางหลิวจี้ที่ยื่นหน้าเข้ามาเอง พลิกซ้ายพลิกขวา พินิจดูใบหน้าสวยๆ ของเขาครู่หนึ่งแล้วหัวเราะออกมา
“เจ้าคนนี้ หน้าตาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ”
ยามปกติไม่มีความจริงจัง บ้าๆ บอๆ เหมือนพญาวานรที่กระโดดโลดเต้นไปมา
พอลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัวแบบนี้กลับดูมีกลิ่นอายของผู้ทรงศีลที่คร่งขรึมอยู่หน่อยๆ เห็นแล้วมันน่าเข้าไปขยี้ให้เละจริงๆ!”
ทว่าข้างๆ ยังมีเด็กอยู่ ฉินเหยาทำได้เพียงจินตนาการภาพการทำลายล้างในหัวแล้วก็ชักมือกลับ เท้าเอวเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พรุ่งนี้ตอนออกไปต้อนรับคณะทูตจากเป่ยหมานนอกเมืองก็ระวังหน่อย อย่าไปเที่ยวฉีกยิ้มให้ใครเรี่ยราด ข้าได้ยินว่าองค์หญิงหูเหอถีเซียงเตรียมจะคัดเลือกราชบุตรเขยในแคว้นเซิ่งของเรา เจ้าทำตัวแบบนี้จะถูกตาต้องใจคนอื่นได้ง่าย เข้าใจหรือไม่”
หลิวจี้ที่กำลังดื่มด่ำอยู่กับความหวานชื่นจากการที่ฉินเหยาทำท่าเหมือนข่มขู่แต่แท้จริงแล้วกลับห่วงใยนั้น ไม่ได้ฟังให้ชัดเลยสักนิดว่านางพูดอะไร รู้เพียงแค่นางถามว่าเข้าใจหรือไม่ เขาจึงเผลอพยักหน้าตอบรับ “อื้มๆ!” ไปตามสัญชาตญาณ
จากนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างหัวเราะอย่างโง่งม “ฮี่ๆๆ…”
ฉินเหยา “…”
การมีคนโง่งมคนหนึ่งอยู่ในบ้าน บางครั้งก็ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ
กลัวว่าหลิวจี้จะไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ ฉินเหยาจึงทำเสียงเข้มขู่ว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าแต่งงานไปเป่ยหมานนั้นมันน่าเวทนาขนาดไหน”
หลิวจี้ “ฮ่าๆๆ… หือ”
ฉินเหยาอดรนทนไม่ไหวในที่สุด ยกมือขึ้นเขกหัวเขาไปหนึ่งที “พูดกับเจ้าอยู่ ช่วยทำตัวจริงจังหน่อย!”
หลิวจี้ที่ถลำลึกเข้าไปในบรรยากาศสีชมพูพลันได้สติขึ้นมาทันที รีบยืนตัวตรง สองมือประสานกัน ก้มหน้าเล็กน้อยอย่างว่าง่าย
“เมียจ๋า เจ้าว่าต่อได้เลย ข้าตั้งใจฟังอยู่” หลิวจี้ทำหน้าจริงจัง
ฉินเหยากวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พอเห็นว่าอีกฝ่ายตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวดีแล้วจึงพูดต่อว่า
“ที่เป่ยหมานนั้นอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนต่างกันสุดขั้ว กลางวันร้อนจนต้องถอดเสื้อ ส่วนกลางคืนหนาวจนต้องใส่เสื้อหนัง อาศัยอยู่ในกระโจมที่มีลมโกรกทุกทิศทาง เรื่องกินยิ่งไม่ต้องพูดถึง นมแพะเนื้อแพะทุกวัน แม้แต่ผักใบเขียวยังไม่มีให้กิน เจ้าอยากจะถ่ายหนักยังถ่ายไม่ออก…”
ฟังไปฟังมา หลิวจี้ก็ใจลอยไปอีกแล้ว ท่าทางตอนที่นางตั้งใจเตือนสติตนเองช่างมีเสน่ห์เสียเหลือเกิน~
แต่ในวินาทีถัดมาที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตราย เขาก็รีบดึงสติกลับมาทันที ตีหน้าขรึมรับปากว่า
“เมียจ๋า เจ้าวางใจเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะทำหน้าแบบนี้แหละ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาข้าก็จะไม่ยิ้ม!”
เขาไม่มีทางยอมให้องค์หญิงที่ชื่อ ‘หูเหอหิ้วกล่อง’ อะไรนั่นมาถูกตาต้องใจเขาหรอก!
ถ้ามีใครหน้าไหนกล้ามาแยกเขากับเมียจ๋าออกจากกัน เขาจะขุดบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของมันออกมาเฆี่ยนศพให้ดู
ฉินเหยาพอใจแล้ว ตบ ‘หน้าบึ้งๆ’ ของเขาอย่างชื่นชม “ดีมาก เอาแบบนี้แหละ จงรักษาท่าทางนี้ไว้”
นางโบกมือ “อาวั่ง กินข้าวเถอะ!”
แล้วกำชับหลิวจี้อีกว่า “เจ้าสวมชุดนี้ไว้ก่อน ก่อนนอนค่อยถอด”
คนงามที่ดูแล้วเจริญหูเจริญตา อย่างไรก็ต้องมองให้มากหน่อย
หลิวจี้อยากจะถามเหลือเกินว่า…เมียจ๋าเจ้าจะเป็นคนถอดให้ข้าหรือไม่
แต่ไม่กล้า
ได้แต่ผงกศีรษะรัวๆ รับคำสั่งของนาง ไม่รู้สึกว่าการใช้รูปโฉมปรนนิบัติคนอื่นจะมีสิ่งใดไม่เหมาะสม
กลัวก็แต่ว่านางจะไม่สนใจในตัวเขาเสียมากกว่า
รูปโฉมของสามี คือเกียรติยศของภรรยา!
และในบรรดาคนเหล่านั้น คนที่เป็นยอดพธูอย่างเขา ยิ่งมีน้อยจนนับนิ้วได้ หากสามารถทำให้เมียจ๋าเบิกบานใจได้ เช่นนั้นคืนนี้…
หลิวจี้ก้มหน้าลง ซ่อนมุมปากที่ยกขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่
จู่ๆ เขาก็คิดได้ว่า ในเมื่อเมียจ๋าชอบที่เขาใส่ชุดสีม่วงขนาดนี้ เช่นนั้นต้องไปหาซื้อมาเพิ่มอีกสักหลายชุดดีหรือไม่
ไม่ว่าจะม่วงแดง ม่วงมะเขือ ม่วงองุ่น ม่วงควัน เอาให้ครบทุกสีเข้มอ่อน ให้เมียจ๋าได้เบิกบานใจเล่น?
ทว่าคืนนี้ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสเหลือให้หลิวจี้ได้ใช้แผนชายงามของเขาเสียแล้ว
ครอบครัวทั้งแปดชีวิตเพิ่งจะกินข้าวเย็นเสร็จ กำลังกินแตงโมเย็นเจี๊ยบชื่นใจพลางปรึกษากันว่าพรุ่งนี้ทั้งครอบครัวจะไปดูความคึกคักตอนคณะทูตเป่ยหมานเข้าเมืองที่หน้าประตูเมืองก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากนอกประตู
ไม่นานประตูใหญ่ก็ถูกเคาะ เป็นคนของจวนราชครู มาเพื่อส่งข่าวให้หลิวจี้
“เรื่องคณะทูตเป่ยหมานเข้าเมืองหลวง ฝ่าบาทให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุผิดพลาดในการต้อนรับคณะทูตในวันพรุ่งนี้ ท่านราชครูจึงสั่งให้สมาชิกคณะต้อนรับทูตของแคว้นเซิ่งมารวมตัวกันเพื่อซักซ้อมในคืนนี้ยามโฉ่ว (ตีหนึ่ง) ที่ลานว่างใต้ประตูเป่ยติ้ง ยามเหม่าสามเค่อ (ประมาณตีห้าครึ่ง) ทันทีที่ประตูเมืองเปิด คณะต้อนรับจะออกจากเมืองมุ่งหน้าไปยังด่านเป่ยโหลวเพื่อต้อนรับอ๋องฉ่านและองค์หญิงหูเหอถีเซียงทันที”
“ส่งข่าวเรียบร้อย หวังว่านายท่านหลิวจะไปให้ถึงตามเวลา นี่คือป้ายคำสั่งผ่านทางยามวิกาล ท่านเก็บไว้ให้ดี ผู้น้อยยังต้องรีบไปแจ้งบ้านถัดไป ขอลา!”
พอแจ้งข่าวเสร็จสรรพ คนส่งข่าวก็ขึ้นม้าควบตะบึงไปยังบ้านหลังถัดไปทันที
หลิวจี้ถือป้ายคำสั่งผ่านทาง เพิ่งจะตระหนักได้ถึงความเคร่งเครียดของการต้อนรับคณะทูต
พอคิดว่าค่ำคืนอันแสนวิเศษนั้นกำลังจะพังทลายลงก็รู้สึกแย่ไปทั้งร่าง
เขาเดินถือป้ายคำสั่งกลับเข้ามาในห้องโถงด้วยความขุ่นเคืองเต็มอก แจ้งเรื่องการรวมพลซักซ้อมให้คนในครอบครัวทราบแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเก้าอี้ราชครู
ไม่อยากตาย แต่ก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่สักเท่าไหร่