ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 719 แหวน
ตอนที่ 719 แหวน
เดี๋ยวก่อน!
ไม่ถูกต้องสิ!
หลิวจี้ฉุกคิดขึ้นได้ เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ราชครูด้วยความตื่นตระหนก
คนดีๆ บ้านไหนเขาซ้อมกันกลางดึก? แถมยังต้องแต่งตัวฉูดฉาดขนาดนี้?
ซือคงเจี้ยนเห็นแก่ความเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องสนับสนุนเขาที่ไหนกัน นี่มันจงใจขุดหลุมฝังเขาชัดๆ!
หลิวจี้ผู้ที่เพิ่งรู้ตัวหันไปสบตากับฉินเหยาแล้วกวักมือเรียกนาง “เมียจ๋า เจ้าเอาหูเข้ามาใกล้ๆ หน่อย ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอก”
“แต่เจ้าฟังแล้วอย่าโกรธมากนะ สามีจะรักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้เพื่อเมียจ๋าแน่นอน” หลิวจี้เสริมด้วยสีหน้าจริงจัง
ฉินเหยาที่กำลังจะเร่งให้เขารีบไปนอน จะได้ตื่นมาซ้อมตอนกลางดึกไหวก็เลิกคิ้วขึ้น พอยื่นหูเข้าไปใกล้ก็ได้ยินหลิวจี้พูดด้วยเสียงที่ไม่เบานักว่า
“แผนชั่ว นี่เป็นแผนชั่วร้ายของซือคงเจี้ยน! ตัวแทนผู้นำวงการวรรณกรรมอะไรนั่น โกหกทั้งเพ เขาจะส่งราชบุตรเขยไปให้องค์หญิงเป่ยหมานต่างหาก!”
เขาเคยไปส่งเสบียงที่เป่ยหมาน เป่ยหมานเป็นสถานที่แบบไหนและผู้คนเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาแล้ว ที่นั่นไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้เลย
ด้วยรูปโฉมอันหล่อเหลาอย่างหาใครเปรียบไม่ได้ของเขา แต่งองค์ทรงเครื่องสักหน่อย มีหรือองค์หญิงเป่ยหมานจะไม่หลงหัวปักหัวปำ ยืนกรานจะแต่งกับเขาให้ได้?
นั่นคือองค์หญิงเชียวนะ หากนางถูกตาต้องใจแล้วทูลขอสมรสพระราชทานจากฝ่าบาท หากเขาขัดขืนก็เท่ากับขัดราชโองการ มีโทษประหารเก้าชั่วโคตร
บรรพบุรุษมันสิ ไอ้ซือคงเจี้ยนมันกะจะให้เขาตายชัดๆ!
หลิวจี้โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม พูดด้วยความแค้นเคืองว่า “ไม่ว่าจะพูดอย่างไรพวกเราก็เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน เขาถึงกับทำร้ายข้าได้ลงคอ! มิน่าเล่าท่านอาจารย์ถึงได้ไล่เขาออกจากสำนัก คนต่ำช้าพรรค์นี้ช่างเป็นความอัปยศของสำนักข้าจริงๆ!”
ฟังหลิวจี้พูดจบ สีหน้าของฉินเหยาก็ดูย่ำแย่ลงเช่นกัน
เมื่อครู่นางก็รู้สึกทะแม่งๆ กับเรื่องที่หลิวจี้จะเข้าร่วมคณะต้อนรับของแคว้นเซิ่งอยู่แล้ว
การออกไปต้อนรับคณะทูตนอกเมืองถือเป็นงานที่ดี ชาวเมืองต่างจับจ้อง ทำตัวให้ดีหน่อย ชื่อเสียงก็จะโด่งดังได้ง่ายๆ
ยิ่งนึกถึงการสอบชุนเหวยในปีหน้าที่แข่งขันกันดุเดือด ยามนี้บัณฑิตในเมืองหลวงคนไหนบ้างไม่อยากฉวยโอกาสนี้สร้างชื่อเสียง
เกรงว่าธรณีประตูจวนราชครูคงถูกขุนนางน้อยใหญ่ในเมืองหลวงย่ำจนสึกไปนานแล้ว ที่นั่งก็คงถูกจัดไว้ให้ลูกหลานขุนนางที่เตรียมจะสอบชุนเหวยเหล่านั้น จะมาถึงมือหลิวจี้ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งได้อย่างไรกัน
แต่พอหลิวจี้พูดมาแบบนี้ ทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
แต่ว่า…
เหลือบมองหลิวจี้ที่กำลังเดินวนไปวนมาในห้องโถงใหญ่ด้วยความร้อนรนเพราะความรูปงามของตัวเอง ฉินเหยาก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“เจ้าจะมั่นใจในหน้าตาของตัวเองเกินไปหน่อยกระมัง”
“แต่ว่า…” มุมปากของนางยกยิ้มอย่างอันตรายและแข็งกร้าว “ใครกล้าแย่งคนของข้า…ตาย!”
คำประกาศแสนเผด็จการเช่นนี้ทำเอาใบหน้าหล่อเหลาของหลิวจี้ร้อนผ่าว จู่ๆ ก็หายร้อนรนไปเสียอย่างนั้น
“เมียจ๋า ถ้างั้น…ถ้างั้นข้ากลับห้องไปนอนก่อนนะ?” ต้องรีบไปซ้อมที่ประตูเป่ยติ้งตอนกลางดึก ได้นอนสักงีบก็ยังดี จะได้มีแรง กันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นตอนซ้อม
ก่อนหน้านี้ยังไม่ทันสังเกตเห็นแผนชั่วของซือคงเจี้ยน ตอนนี้รู้ซึ้งถึงความอำมหิตของอีกฝ่ายแล้ว ยิ่งต้องตั้งสติรับมือให้เต็มที่ จะได้ไม่พลาดท่าเสียทีให้คนถ่อยอย่างซือคงเจี้ยน
ฉินเหยาพยักหน้า “ไปเถอะ ไปพักผ่อนเอาแรงให้เต็มที่”
มองส่งหลิวจี้กลับห้องและดับไฟนอนแล้ว แต่ฉินเหยากลับไม่ง่วงเลยสักนิด
นางรู้สึกว่าตนเองต้องทำอะไรสักอย่าง คนถ่อยอย่างซือคงเจี้ยนระวังได้ยากเหลือเกิน
ลำพังสติปัญญาของหลิวจี้ก็พอจะมีความฉลาดแกมโกงอยู่บ้าง แต่คู่ต่อสู้คือระดับราชครูของแคว้น นี่เรียกได้ว่าถูกบดขยี้ทางสติปัญญาอยู่ฝ่ายเดียว
ฉินเหยาให้อินเยว่พาเด็กๆ กลับห้องไปนอนพร้อมคิดข้ออ้างลาหยุดกับอาจารย์ในวันพรุ่งนี้ไว้ล่วงหน้า จะได้ไปมุงดูคณะทูตเข้าเมืองที่หน้าประตูเมืองแต่เช้าตรู่ได้สะดวกๆ
พอไล่เด็กๆ ไปแล้ว ฉินเหยาก็เดินมาที่ห้องครัวในลานด้านหลัง หาค้อนเหล็กมาอันหนึ่ง เขียงไม้หนาอันหนึ่งแล้วดึงปิ่นเงินรูปงูบนศีรษะลงมา
อาวั่งให้หญ้าม้าเสร็จก็ปัดๆ เศษหญ้าที่มือ กำลังจะไปตรวจตราดูความเรียบร้อยของประตูหน้าต่าง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียง “โป๊กๆๆ” ดังมาจากทางลานเรือนด้านหลัง
เดินตามเสียงมาก็เห็นฉินเหยานั่งอยู่บนธรณีประตูของห้องครัว ตรงหน้ามีเขียงหนาวางอยู่ ในมือถือค้อนเหล็ก กำลังทุบอะไรบางอย่างบนเขียงอย่างเอาเป็นเอาตาย
อาวั่งเดินเข้าไปดูด้วยความสงสัย ที่แท้ก็เป็นแท่งเงินแท่งหนึ่ง ถูกนางใช้แรงมหาศาลหักเป็นสองท่อนและกำลังพยายามตีแท่งเงินให้เป็นวงกลม
เพียงแต่วงแหวนนั้นดูจะใหญ่ไปหน่อย ดูแล้วไม่น่าจะทำเป็นต่างหูได้
อาวั่งยิ่งดูยิ่งแปลกใจ อดไม่ได้ที่จะนั่งยองๆ ลงถามด้วยความสงสัย “ฮูหยิน ท่านทำอะไรอยู่หรือขอรับ”
“ตีแหวน” ฉินเหยาตอบโดยไม่เงยหน้า ยังคงสู้รบปรบมือกับแท่งเงินในมือต่อไป
อาวั่ง “ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
ฉินเหยาเห็นได้ชัดว่าไม่มีเจตนาจะอธิบาย ยกมือขึ้นทุบดัง ‘โป๊ก’ ฟังแล้วอาวั่งเสียวฟันแทน
“เจ้าไปนอนเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า” ฉินเหยาโบกมือไล่ บอกให้อาวั่งรีบไป ตัวโตขนาดนี้มายืนค้ำหัว บังแสงนางหมด
อาวั่งมองเขียงสุดที่รักของตนด้วยความปวดใจ บนนั้นมีรอยยุบขนาดใหญ่เพิ่มมาอีกหนึ่งรอย เขาทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไว้
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความรำคาญ “ทำไม เจ้ายังมีธุระอะไรอีก”
อาวั่งส่ายหน้าอย่างแข็งทื่อ สุดท้ายก็เลือกที่จะยอมจำนนต่ออำนาจมืด เอ่ยเตือนเสียงเบาว่า “เงินมันนิ่ม ไม่ต้องทุบแรงขนาดนั้นก็ได้ขอรับ”
ลุกขึ้น เดินไปสามก้าวต้องหันกลับมามองหนึ่งครั้งแล้วจากไป
อะไรของเขากัน ฉินเหยายักไหล่แล้วก้มหน้าก้มตาทำต่อ
เดิมทีนางคิดว่าการตีแหวนเงินสองวงเป็นเรื่องง่ายมาก ไม่คิดว่าทุบไปทีเดียวแท่งเงินก็เบี้ยวเสียรูป
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนแรงลง พยายามกะน้ำหนักและทิศทางของค้อนแต่ละครั้งให้ดีเพื่อไม่ให้เผลอทุบจนแบนแต๊ดแต๋จนความพยายามสูญเปล่า
เสียงโป๊กๆ เป๊กๆ ดังต่อเนื่องในค่ำคืนอันเงียบสงัดอยู่นานกว่าจะหยุดลง
นอกรั้วบ้าน คนเดินยามตีฆ้องบอกเวลา เตือนผู้คนว่าเข้าสู่ยามสามแล้ว อากาศแห้งแล้ง ระวังฟืนไฟ
หลิวจี้ยังอยู่ในความฝัน แต่ร่างกายขยับลุกขึ้นจากเตียงตามสัญชาตญาณ
นัดรวมพลยามโฉ่ว ตอนนี้เขาต้องเตรียมตัวออกเดินทางแล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะสายแล้ว
โคมไฟใต้ระเบียงทางเดินถูกจุดไว้ แสงเทียนส่องลอดเข้ามาในห้อง พอให้เห็นสภาพภายในห้องรางๆ
หลิวจี้ขี้เกียจจุดไฟเพิ่ม เขาหาวหวอดๆ พลางสวมเสื้อผ้าสวมหมวกให้เรียบร้อยแล้วตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติ
น่าเสียดาย ไม่ค่อยได้ผล ยังคงง่วงจนแทบตายอยู่ดี
คลำหากะละมังทองแดงและอุปกรณ์ล้างหน้าด้วยตาที่ปรือลอย เดินโซซัดโซเซไปที่ประตู เปิดประตูออกดังเอี๊ยด เงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่ขาวดำตัดกันอย่างชัดเจน
หลิวจี้ตัวแข็งทื่อ สะบัดหัว คิดว่าตัวเองอาจจะยังฝันอยู่
เพ่งมองอีกที ให้ตายเถอะ ใบหน้าหนึ่งยื่นเข้ามาประชิดตัว สัญชาตญาณความกลัวก็เริ่มทำงาน อ้าปากเตรียมจะกรีดร้อง
แต่คำว่า “แม่” เพิ่งจะหลุดออกจากปาก ปากก็ถูกปิดไว้แน่น
“ข้าเอง” ฉินเหยามองชายหนุ่มในฝ่ามือที่ตกใจจนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดก็เตือนสติด้วยน้ำเสียงดูแคลน
หลิวจี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ดึงมือฉินเหยาออกจากหน้าพลางลูบอกแล้วถามอย่างคนขวัญเสียว่า
“เมียจ๋า ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอนมาทำอะไรตรงนี้? ข้าตกใจแทบตาย”
ฉินเหยาไม่ตอบ นางล้วงเอาวัตถุทรงกลมๆ สีเงินแวววาวสองวงออกมาจากเอว วงหนึ่งสวมไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง
อีกวงหนึ่ง นางจับมือขวาที่ว่างอยู่ของหลิวจี้ขึ้นมาแล้วสวมมันลงไปที่นิ้วนางของเขาเช่นกัน
หลิวจี้รู้สึกถึงเพียงความเย็นเฉียบและน้ำหนักที่ถ่วงนิ้วอยู่เล็กน้อย
ทั้งที่เป็นเพียงห่วงเงินวงหนึ่ง แต่กลับดูเหมือนไม่เพียงผูกมัดนิ้วของเขาไว้ ยังผูกมัดตัวเขาไว้ด้วย