ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 720 ความรักที่ซื่อสัตย์มั่นคง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 720 ความรักที่ซื่อสัตย์มั่นคง
ตอนที่ 720 ความรักที่ซื่อสัตย์มั่นคง
ยามโฉ่ว เป็นเวลาที่ราษฎรในเมืองหลวงยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงฝัน
บรรดาตัวแทนบัณฑิตแห่งวงการวรรณกรรมแคว้นเซิ่งที่มีหน้าที่ออกไปต้อนรับคณะทูตเป่ยหมานต่างมารวมตัวกันที่หน้าประตูเป่ยติ้งแล้ว
ยามนี้เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเค่อก็จะถึงกำหนดการซ้อมอย่างเป็นทางการ แต่ละกลุ่มกำลังตรวจสอบสมาชิกของตนว่ามาครบแล้วหรือไม่
เพื่อความสะดวกในการซ้อม ลานเล็กๆ หน้าประตูเป่ยติ้งจึงจุดกระถางไฟกว่ายี่สิบใบ ส่องสว่างพื้นที่บริเวณนี้จนราวกับกลางวัน มองเห็นอิริยาบถของสมาชิกคณะทูตได้อย่างชัดเจน
ซือคงเจี้ยนยืนอยู่บนกำแพงเมืองชั้นใน คอยจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวที่ลานด้านล่าง เมื่อเห็นกลุ่มแถวสีม่วงนั้น สายตาก็พลันหยุดชะงัก นัยน์ตาอันคมกริบกวาดมองใบหน้าธรรมดาสามัญเหล่านั้นทีละคน
สิบแปด สิบเก้า…ยังขาดอีกหนึ่งคน
“หลิวจี้เล่า” ซือคงเจี้ยนเอ่ยถามคนข้างกาย
ซุนเจียงชะโงกหน้ากวาดสายตามองไปรอบหนึ่งพลันก็เห็นเงาร่างสีม่วงกำลังควบม้าตรงมาจากทางทิศตะวันตกจึงรีบชี้มือบอกด้วยความยินดี
“นั่นไงขอรับ!”
ซือคงเจี้ยนมองตามทิศที่ซุนเจียงชี้ไปก็เห็นบุรุษสวมชุดม่วงสวมกวานหยก ขี่ม้าแดง ทะลวงม่านหมอกหนาทึบมุ่งหน้าตรงมายังทุกคน เมื่อถึงบริเวณที่มีแสงสว่างก็ดึงบังเหียน พลิกตัวลงจากม้าอย่างคล่องแคล่ว
อาภรณ์สีม่วงทั้งชุด ขับเน้นให้รูปโฉมของเขาดูสง่าผ่าเผย รูปร่างสูงโปร่ง แม้คนรอบกายจะแต่งกายด้วยชุดเหมือนกันหมด แต่เขากลับข่มผู้อื่นเสียจนหมอง ให้ความรู้สึกโดดเด่นสะดุดตาราวกับนกกระเรียนท่ามกลางฝูงไก่
บุรุษผู้หนึ่ง เหตุใดถึงได้รูปงามปานนี้! ซุนเจียงลอบอุทานในใจด้วยความตกตะลึง
เขาคิดจะหันไปเปรียบเทียบว่าราชครูผู้เป็นนายของตนกับคนผู้นั้นใครรูปโฉมงดงามกว่ากัน แต่พอหันกลับมาก็พบว่าคนข้างกายหายไปเสียแล้ว
ทันทีที่หลิวจี้ปรากฏตัว ซือคงเจี้ยนก็เดินลงมาจากหอประตูเมือง สาวเท้าอย่างเร่งรีบ ชุดขุนนางทูตสีดำสะบัดพลิ้วในสายลมราตรีราวกับอสูรร้ายแยกเขี้ยวกางเล็บ
แต่พอก้มลงมองแหวนเงินที่มือขวาก็สงบสติอารมณ์ลงได้ในทันทีแล้วรีบชิงเอ่ยขึ้นก่อนว่า
“ยังมีเวลาอีกชั่วจิบชาถึงจะเข้ายามโฉ่ว ข้าไม่ได้มาสาย”
กล่าวจบก็ประสานมือคารวะคราหนึ่งแล้วรีบวิ่งไปยังแถวตัวแทนบัณฑิตแห่งวงการวรรณกรรม ยืนประจำที่ว่าง ปั้นหน้าจริงจังราวกับเตรียมพร้อมซ้อมอยู่ตลอดเวลา
ถ้อยคำตำหนิมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากแล้ว แต่กลับไม่มีโอกาสได้เอ่ยออก ซือคงเจี้ยนสะอึกอย่างแรง แทบจะอัดอั้นจนอกแตกตาย
บนกำแพงเมือง ขุนนางกรมพิธีการผู้รับผิดชอบการซ้อมเมื่อแน่ใจว่าคนมาครบแล้วก็ชูธงสัญญาณขึ้นทันที เป็นอันเริ่มต้นการซ้อม
ความจริงแล้วก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากนัก เพียงแค่อธิบายขั้นตอน พาคนทั้งหมดเดินวนรอบหนึ่งแล้วย้ำเตือนสิ่งที่ทุกคนควรระวัง กำชับมิให้ล่วงละเมิดข้อห้ามต่างๆ ของชาวเป่ยหมาน เพื่อรับประกันว่าการพบปะของทั้งสองแคว้นในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น
ระหว่างการซ้อม หลิวจี้ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่า บรรดาตัวแทนบัณฑิตในแถวของตนนั้น หน้าตาช่างอัปลักษณ์พิสดารเหลือเกิน เพียงปรายตามองกลับไม่มีใครที่มีเครื่องหน้าสมส่วนเลยสักคน
เมื่อเปรียบเทียบเช่นนี้ รูปโฉมอันโดดเด่นอยู่แล้วของเขาจึงแทบจะกลายเป็นเทพบุตรจุติลงมา หากไม่อยากเป็นที่จับตามองก็คงยาก เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคนตาบอด
ถ้าเป็นยามปกติ หลิวจี้คงแอบดีใจจนเนื้อเต้นไปนานแล้ว เพราะการได้เป็นที่หนึ่งใครบ้างจะมิยินดี
แต่ยามนี้เขากลับขำไม่ออกเลยสักนิด
การปรากฏตัวของบัณฑิตวงการวรรณกรรมที่หน้าตาอัปลักษณ์พิสดารเหล่านี้บ่งบอกถึงสิ่งใดกันน่ะหรือ
บ่งบอกว่าการคาดเดาของเขาถูกต้อง ซือคงเจี้ยนเจ้าคนสารเลวผู้นี้จงใจจะให้องค์หญิงเป่ยหมานต้องตาเขาตั้งแต่แรกเห็นและคิดจะส่งตัวเขาไปยังเป่ยหมาน
เสียแรงที่เมื่อวานเขายังหลงคิดว่าเห็นแก่ความเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ศิษย์พี่จึงอยากจะส่งเสริมศิษย์น้องเสียอีก
เมื่อหวนคิดว่าเมื่อวานตนเองอุตส่าห์ละวางอคติที่มีต่อซือคงเจี้ยน มิหนำซ้ำยังแอบซาบซึ้งใจอยู่หน่อยๆ พอหันมามองเหล่าตัวแทนบัณฑิตรูปร่างหน้าตาบิดเบี้ยวผิดรูปรอบกายในเวลานี้ หลิวจี้ก็แทบอยากจะตบปากตนเองแรงๆ สักสองฉาด
เอ๊ะ?
ช้าก่อน!
ตรงหน้านี้ยังมีผู้ที่หน้าตาเหมือนคนปกติหลงเหลืออยู่อีกคน!
“พี่ใหญ่?!” หลูเสี่ยวเฟิ่งเอ่ยเรียกอย่างไม่แน่ใจ
หลิวจี้เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “น้องเล็ก!”
พี่น้องร่วมสาบานทั้งสองคาดไม่ถึงว่าจะได้มาพบกันที่นี่ ตื่นเต้นยินดีเสียจนเกือบลืมไปว่ากำลังซ้อมอยู่
หลิวจี้ยังไม่ลืมว่าด้านหลังยังมีดวงตาอันดำมืดคู่หนึ่งกำลังจ้องเขม็งมาที่ตนอยู่จึงรีบส่งสายตาให้หลูเสี่ยวเฟิ่ง สื่อความหมายว่าเอาไว้ค่อยคุยกัน
รอจนกระทั่งกรมพิธีการประกาศให้ทุกคนพักชั่วคราว ทั้งสองก็เก็บกลั้นความดีใจของตนไว้ไม่อยู่ แหวกฝูงชนเข้าไปโผเข้ากอดกันกลม
หลูเสี่ยวเฟิ่งเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”
หลิวจี้ย้อนถาม “น้องเล็ก แล้วเจ้าเล่า มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะลั่น ไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบ ขอเพียงได้พบหน้ากันก็ยินดีมากแล้ว
บรรดาบัณฑิตคนอื่นๆ ล้วนรู้จักหลูเสี่ยวเฟิ่ง ครั้นเห็นเขากอดรัดบุรุษผู้หนึ่งแล้วเรียกว่าพี่ใหญ่ต่างก็พากันเข้ามาห้อมล้อมดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เอ่ยถามว่าหลิวจี้เป็นใคร
หลูเสี่ยวเฟิ่งโอบไหล่หลิวจี้เตรียมจะแนะนำ แต่พออ้าปากก็ชะงักไป
เขาไม่รู้นี่นา รู้เพียงว่าพี่ใหญ่ชื่อหลิวจี้ มาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ
แต่ผู้ที่สามารถเข้าร่วมกลุ่มต้อนรับคณะทูตในครั้งนี้ได้ล้วนต้องมีชาติกำเนิดที่ไม่ธรรมดา สามัญชนย่อมไม่มีทางได้เข้าร่วม
ดังนั้น…
“พี่ใหญ่ แท้จริงแล้วท่านมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่” หลูเสี่ยวเฟิ่งหันไปมองหลิวจี้แล้วเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
หลิวจี้กระแอมไอสองที “เห็นทีตัวตนที่แท้จริงของข้าคงจะปิดบังต่อไปไม่ได้เสียแล้ว”
ท่ามกลางสายตารอคอยของฝูงชน หลิวจี้ประสานมือคารวะรอบทิศด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังแล้วกล่าวอย่างถ่อมตนว่า
“ผู้น้อยหลิวจี้ ร่ำเรียนฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักของท่านอาจารย์มหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว พบหน้าครั้งแรก หากมีสิ่งใดเสียมารยาทก็ขอทุกท่านโปรดให้อภัยด้วย”
ครั้นทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็พากันตกตะลึง
คาดไม่ถึงว่าบุรุษรูปงามตรงหน้านี้จะเป็นถึงศิษย์ของมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว
ถ้าเป็นเช่นนั้น ราชครูมิใช่ก็ศิษย์พี่ร่วมสำนักของหลิวจี้หรอกหรือ
ยังมีฉีเซียนกวน เด็กอัจฉริยะแห่งจวนอัครเสนาบดีผู้นั้นอีก เขากับหลิวจี้ ผู้ใดเป็นศิษย์พี่ผู้ใดเป็นศิษย์น้องกัน
ผู้คนรู้สึกสงสัยจึงเอ่ยถาม หลิวจี้ตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ข้าเข้าสำนักทีหลังศิษย์พี่ฉีจึงนับเป็นศิษย์น้องเล็กสุด”
พลันมีคนผู้หนึ่งด้านข้างชี้มายังหลิวจี้แล้วร้องทักด้วยความแปลกใจว่า “เจ้าก็คือผู้ที่ไปสมัครเป็นบ่าวชายที่จวนราชครูผู้นั้นใช่หรือไม่”
หลิวจี้ยิ้มบางๆ หันไปประสานมือคารวะเขา “ปรนนิบัติท่านอาจารย์ ย่อมเป็นหน้าที่ของศิษย์”
เมื่อเห็นเขายอมรับอย่างเปิดเผย ทุกคนจึงคลายข้อสงสัย
ท่านราชครูยืนตระหง่านอยู่บนกำแพงเมือง คงไม่มีใครขวัญกล้าเทียมฟ้าบังอาจกล่าวคำเท็จต่อหน้าเจ้าตัวเช่นนี้
พิจารณาหลิวจี้อีกครั้ง กิริยาวาจาดูผ่าเผยอิสระ รูปโฉมยิ่งโดดเด่น แม้จะมีชาติกำเนิดเป็นชาวบ้าน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับพวกเขาที่เป็นลูกหลานชนชั้นสูงก็วางตัวได้อย่างเหมาะสม ไม่ถ่อมตนจนต่ำต้อยและไม่เย่อหยิ่ง ไม่เห็นแววประจบสอพลอแม้แต่น้อย ช่างดูสมกับเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์กงเหลียงจริงๆ
ผู้ที่ปีติยินดีมากที่สุดย่อมเป็นหลูเสี่ยวเฟิ่ง คาดไม่ถึงว่าตนแค่สาบานเป็นพี่น้องอย่างขอไปทีในโรงน้ำชากลับได้ร่วมสาบานกับศิษย์ของมหาบัณฑิต นี่มันโชคดีเพียงใดกันหนอ!
“เสี่ยวเฟิ่ง เจ้าดูที่มือข้า” จู่ๆ หลิวจี้ก็ยกมือขวาขึ้นมา จงใจเหยียดนิ้วนางส่ายไปมาตรงหน้าหลูเสี่ยวเฟิ่ง บนใบหน้ายากจะปิดบังแววลำพองใจ “เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือสิ่งใด”
แม้หลูเสี่ยวเฟิ่งจะรู้สึกว่าการกระทำของพี่ใหญ่ดูประหลาดชอบกล แต่ก็ยังให้ความร่วมมือ เอ่ยถามกลับด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่ง “ห่วงเงินวงหนึ่ง? นี่คือเครื่องประดับอะไรกัน ดูเหมือนข้าจะไม่เคยเห็นมาก่อน”
“สิ่งนี้เรียกว่า ‘แหวน’” หลิวจี้มองแหวนเงินเกลี้ยงเกลาวงนั้นด้วยสายตาอ่อนโยนประดุจสายน้ำ ดูเหมือนมองแหวน แต่แท้จริงแล้วกำลังมองทะลุผ่านแหวนไปถึงผู้มอบให้
“นี่คือของที่ ‘ฮูหยิน’ ของข้าลงมือตีขึ้นมาด้วยมือตลอดทั้งคืน มีทั้งหมดสองวง ในดินแดนอีกฝั่งของมหาสมุทรอันไกลโพ้น แหวนเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ซื่อสัตย์และมั่นคง….”
หลิวจี้พูดคำโกหกพกลมที่ฉินเหยาสอนให้ตนแต่งเรื่องขึ้นมาได้อย่างครบถ้วนทุกตัวอักษรด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความรัก
ดินแดนลึกลับ แหวนสีเงิน ความรักอันซื่อสัตย์ ทำเอาหนุ่มน้อยเลือดร้อนที่ยังไร้คู่ครองอย่างหลูเสี่ยวเฟิ่งฟังแล้วหน้าแดงก่ำ บังเกิดความปรารถนาขึ้นในใจ