ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 721 ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ตอนที่ 721 ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
หลิวจี้เอ่ยเพียงไม่กี่คำ ผู้คนในลานต่างก็ตระหนักได้ว่าเขามีครอบครัวแล้ว มีทั้งภรรยาและบุตรครบพร้อม
มิหนำซ้ำเขากับฮูหยินยังรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก ถึงขั้นให้คำมั่นสัญญาต่อกันว่า ชั่วชีวิตนี้จะมีคู่ชีวิตเพียงหนึ่งเดียว
คู่สร้างคู่สมที่มีเพียงในนิยายประโลมโลกพลันมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำเอาบรรดาชายหนุ่มที่ยังไร้คู่ครองฟังแล้วรู้สึกอิจฉาตาร้อนกันถ้วนหน้า
หลูเสี่ยวเฟิ่งใคร่ขอยืมแหวนเงินมาชมดู ตั้งใจว่าวันหน้าจะหาให้ ‘ฮูหยิน’ ในอนาคตของตนบ้างสักคู่ แต่หลิวจี้กลับไม่ยอม
ซ้ำยังกล่าวว่า “นี่เป็นของแทนใจและยันต์คุ้มภัยที่ ‘ฮูหยิน’ ของข้ามอบให้ ข้าลั่นวาจาไว้แล้วว่าแม้นตายก็มิยอมถอดแหวนวงนี้ออกเด็ดขาด”
ด้วยบารมีอันดุดันของเมียจ๋า หากเขากล้าขัดคำสั่ง เห็นทีคงไม่พ้นต้องคุกเข่าบนกระดานซักผ้าต่างข้าวสามมื้อ!
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้” หลูเสี่ยวเฟิ่งจำต้องรามือไปด้วยความเสียดาย
ทว่า!
“พี่ใหญ่ ท่านชูมือขึ้นมาให้พวกเราได้ชมเป็นขวัญตาหน่อยเถิด”
เรื่องนี้ย่อมมิใช่ปัญหา หลิวจี้รับคำอย่างว่าง่าย ชูมือขวาของตนขึ้นสูง ให้พวกเขาได้ประจักษ์ด้วยท่าทางภาคภูมิใจ
เดิมทีซือคงเจี้ยนเพียงใคร่รู้ว่าพวกหลิวจี้รวมกลุ่มทำสิ่งใดกันอยู่
แต่กลับต้องมาฟัง ‘ตำนานรักสะท้านฟ้า’ ของเขากับฉินเหยาโดยไม่ได้เตรียมใจมาก่อน
แล้วก็ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เห็นหลิวจี้ชูแหวนเงินที่นิ้วหันมาทางกำแพงเมืองราวกับจงใจท้าทาย
ท้าทายข้าอย่างนั้นหรือ
ซือคงเจี้ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย หรือว่าเจ้าคนบ้านนอกผู้นี้จะมองแผนการของเขาออกทะลุปรุโปร่งเสียแล้ว
แต่เดิมทีนี่ก็เป็นแผนการที่กระทำอย่างเปิดเผย ต่อให้มองออกแล้วจะอย่างไรเล่า!
องค์หญิงสูงศักดิ์คนหนึ่ง หากปรารถนาบุรุษสักคน ย่อมง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
จ้องมองหลิวจี้ที่กำลังโอ้อวดอย่างเอิกเกริกอยู่ท่ามกลางฝูงชน ในใจของซือคงเจี้ยนพลันก็บังเกิดแผนการใหม่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ขอบฟ้าทิศบูรพาเริ่มทอแสงสีขาวนวล
หลังจากคณะต้อนรับซักซ้อมขั้นตอนทั้งหมดอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ยามเหม่าหนึ่งเค่อตรง พลธงแปดนายก็เปิดทางนำหน้า รถม้าราชครูขับขึ้นนำขบวน คณะต้อนรับแต่ละกลุ่มแยกออกเป็นสองแถวขนาบข้าง กองเกียรติยศกรมพิธีการรั้งท้าย ริ้วขบวนเคลื่อนออกจากประตูเป่ยติ้งไปอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ในขณะเดียวกัน กองกำลังรักษาการณ์เมืองหลวงก็เริ่มปิดกั้นถนนเพื่อเตรียมการต้อนรับคณะทูตเป่ยหมาน
ทางแยกทุกสายที่มุ่งสู่ถนนสายหลักล้วนมีทหารและมือปราบเฝ้าระวัง ห้ามราษฎรเข้าใกล้ถนนสายหลักโดยเด็ดขาด
ชาวบ้านที่อยากจะชมเรื่องสนุกทำได้เพียงยืนอยู่ในตรอก มองดูถนนสายหลักจากที่ไกลๆ
ทว่าโรงน้ำชาและร้านสุราสองฝั่งถนนสายหลักกลับมีช่องโหว่อยู่จุดหนึ่ง กล่าวคือประตูด้านหน้าถูกปิดกั้น แต่ประตูด้านหลังไม่ได้ปิด
แม้นางจะเข้านอนดึกดื่นค่อนคืนแล้ว แต่การตื่นเช้าสำหรับฉินเหยาก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
จะมุงดูเรื่องสนุกต้องรีบไปแต่เช้า เหตุผลข้อนี้นางย่อมเข้าใจดี
หากไปสายย่อมไม่มีทำเลดีๆ เหลือเป็นแน่
ครั้นฟ้าสาง จวนตระกูลชิวข้างๆ ก็เริ่มวุ่นวาย เรื่องใหญ่ระดับคณะทูตเป่ยหมานเข้าเมืองหลวงเช่นนี้ ต่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าชิวจะเป็นอัมพาตติดเตียงก็ยังยืนกรานให้ลูกหลานหามนางไปที่ถนนสายหลักให้จงได้
ฉินเหยาตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายของฮูหยินผู้เฒ่าชิวจวนข้างๆ นั่นเอง
ทว่าทุกคนในบ้านกลับตื่นเช้ายิ่งกว่านางเสียอีก
พวกต้าหลางสี่พี่น้องเขียนใบลาเรียบร้อยแล้ว ฝากให้อินเยว่ซึ่งเป็นคนกลางช่วยนำไปส่งที่สำนักศึกษา
ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดจึงไม่ไปส่งด้วยตนเองนั้นน่ะหรือ
เหตุผลนั้นง่ายดายยิ่ง
เพราะพวกเขามิอาจให้ผู้อาวุโสในบ้าน ‘เสียชีวิต’ ได้อีกแล้วจึงระบุเหตุผลตามความเป็นจริงลงไปว่า…อยากดูคณะทูตเข้าเมือง
ทางอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาสตรีจะมีปฏิกิริยาอย่างไรซื่อเหนียงเดาไม่ถูก แต่ฝ่ายอาจารย์ฟ่านนั้นจะต้องก่นด่าต้าหลางเอ้อร์หลางและซานหลางจนหูชาเป็นแน่
ในเมื่อคาดเดาจุดจบได้แล้ว ไยต้องเอาตัวไปรองรับคำด่าด้วยตนเองเล่า
อย่างไรเสียพรุ่งนี้ไปสำนักศึกษาก็ต้องถูกด่าย้อนหลังอยู่ดี วันนี้ขอเสพสุขก่อนแล้วกัน~
อาจเป็นเพราะได้เห็นความสง่างามของท่านพ่อท่านแม่มามาก สำหรับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ สี่พี่น้องแม้อายุยังน้อยแต่ก็รู้จักมองโลกอย่างปล่อยวางกันหมดแล้ว
อาวั่งจัดเตรียมของกินง่ายๆ ให้พวกฉินเหยาแม่ลูกรองท้อง พอกินเสร็จ เห็นว่าสายมากแล้ว คู่แฝดก็ยืนตะโกนเร่งอยู่ที่หน้าประตู
“ท่านแม่ ศิษย์พี่เยว่ ท่านอาอาวั่ง พวกท่านเร็วหน่อยสิ คนเขาจะไปกันหมดแล้ว!”
อินเยว่ขานรับ “มาแล้ว!”
นางช่วยท่านอาจารย์จัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ สองศิษย์อาจารย์ก็ปิดประตูห้องแล้วเดินออกมา
อาวั่งรั้งท้าย ทำหน้าที่ตรวจสอบกลอนประตูบ้าน เมื่อมั่นใจว่าเรียบร้อย ผู้ใหญ่สามเด็กสี่ก็เดินตามฝูงชนที่หลั่งไหลไปทางถนนสายหลัก
อย่างไรเสียก็ยังเป็นเด็ก ต้าหลางเอ้อร์หลางพาน้องชายน้องสาวกระโดดโลดเต้นด้วยความเบิกบานใจ วิ่งนำหน้าผู้ใหญ่ไปไกลลิบ
ครั้นพบเจอเหตุการณ์ใหม่อันใดก็ไม่ลืมหันกลับมาตะโกนบอกฉินเหยาเสียงดัง ด้วยกลัวว่าท่านแม่จะไม่รู้เรื่องซุบซิบใหม่ล่าสุด
บ้านพวกนางอยู่ใกล้ถนนสายหลัก ใกล้ประตูเป่ยติ้ง ขาดเพียงชัยภูมิดีๆ สักที่ก็จะได้ยลโฉมคณะทูตเข้าเมืองเป็นกลุ่มแรก
ฉินเหยาโยนถุงเงินที่หนักอึ้งในมือเล่น ถึงเวลาใช้พลังเงินตราแล้ว
“ต้าหลาง กลับมา! พวกเราไปทางนี้” ฉินเหยาตะโกนเรียกสี่พี่น้องที่กำลังจะมุดเข้าไปในฝูงชนให้ย้อนกลับมา
นางชี้ไปที่ตรอกแคบทางซ้าย เดินเข้าไปในประตูหลังของโรงน้ำชา เปิดห้องส่วนตัวริมถนนห้องหนึ่ง
ในห้องส่วนตัวมีหน้าต่างบานใหญ่ อยู่บนชั้นสอง ครั้นผลักหน้าต่างออกก็จะเห็นประตูเป่ยติ้งได้เต็มตา รวมถึงถนนสายหลักที่ทอดยาวไกลสุดสายตา
สี่พี่น้องรีบถลันไปที่หน้าต่างอย่างอดใจไม่ไหว ต้าหลางหันมากล่าวด้วยความดีใจว่า “ท่านแม่ ตรงนี้มองเห็นชัดเจนยิ่งนักขอรับ!”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น” ฉินเหยายิ้ม นี่คือจุดชมวิวชั้นเลิศที่นางตั้งใจเลือกโดยเฉพาะเชียวนะ
แน่นอนว่า หากไร้ซึ่งกำลังทรัพย์ก็คงมิอาจจับจองห้องส่วนตัวห้องนี้ได้
เงินนี่มันเป็นของดีจริงๆ!
กำชับต้าหลางกับเอ้อร์หลางให้ดูแลคู่แฝด ระมัดระวังมิให้ตกลงไปนอกหน้าต่าง หลังจากได้รับคำยืนกรานอย่างจริงจังจากสองพี่น้องแล้ว ฉินเหยาก็เรียกอาวั่งและอินเยว่มานั่งที่โต๊ะน้ำชา
นางรับป้ายรายการอาหารที่เสี่ยวเอ้อร์ส่งมาให้ สั่งขนมขึ้นชื่อมาอย่างละที่ ส่งป้ายรายการอาหารคืนเสี่ยวเอ้อร์แล้วกำชับว่า “ขอน้ำชาชั้นดีของที่นี่กาหนึ่งด้วย”
แม้นางจะมิใคร่ชอบดื่มชา แต่จะวางมาดทั้งทีก็ต้องเอาให้ครบครัน
น้ำชาและขนมถูกยกมาวางอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่เดียว ห้องส่วนตัวริมหน้าต่างของโรงน้ำชาก็มีคนจับจองจนเต็มหมดแล้ว แม้แต่ที่นั่งริมหน้าต่างชั้นล่างติดถนนก็มีคนเบียดเสียดกันแน่นขนัด
การเข้านั่งในร้านจำต้องสั่งชาหนึ่งกา ต่อให้ขัดสนเงินทอง แต่เพื่อจะได้ยลโฉมขององค์หญิงเป่ยหมานสักครา หลายคนถึงกับต้องลงขันกันเพื่อสั่งชาหนึ่งกา
ท่ามกลางความตื่นตัวของราษฎรแคว้นเซิ่ง ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลอยสูงขึ้น สาดแสงเพิ่มความร้อนแรงให้ชาวแคว้นเซิ่งอีกแรง
นอกเมือง เสียงกระดิ่งและธงทิวในริ้วขบวนค่อยๆ แว่วมา ได้ยินเพียงทหารรักษาการณ์บนประตูเมืองประกาศก้อง
“คณะทูตเป่ยหมานมาถึงหน้าประตูเมืองแล้ว!”
ทันใดนั้น ท่ามกลางเสียงตวาดของเหล่าทหาร เสียงอึกทึกครึกโครมก็พลันเงียบกริบ ผู้คนต่างสงบคำลงโดยไม่รู้ตัว ชะเง้อคอรอคอย
ภายในโรงน้ำชา ผู้ใหญ่สามคนอันมีฉินเหยา อาวั่งและอินเยว่ก็ลุกขึ้นมายืนที่หน้าต่างแล้วมองออกไปด้วยความใคร่รู้
เอ้อร์หลางกระซิบถาม “ท่านแม่ พวกเราจะได้เห็นท่านพ่อใช่หรือไม่ขอรับ”
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้ารับ สี่พี่น้องต่างก็มองหน้ากัน เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น
หากได้เขียนจดหมายกลับหมู่บ้านเมื่อใด พวกเขาจะต้องเขียนเรื่องที่ท่านพ่อร่วมขบวนต้อนรับคณะทูตลงในจดหมายด้วย บอกกล่าวแก่จินเป่าจินฮวา ให้พวกเขาอิจฉาจนตาร้อนผ่าวไปเลย
ท่ามกลางฝูงชนที่เงียบกริบเบื้องล่างพลันบังเกิดเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ขึ้นมา มีคนตะโกนว่า “มาแล้วๆ!”
ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมองไปทางประตูเป่ยติ้ง
เห็นเพียงขุนนางกรมพิธีการของแคว้นเซิ่งผู้ถือธงนำขบวนเดินเข้ามาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ตามมาด้วยรถม้าเทียมอาชาสี่ตัวอันหรูหรา
ม่านโปร่งบนรถพลิ้วไหวไปตามแรงลม ร่างของราชครูในชุดคลุมสีดำปรากฏให้เห็นรำไร
ฝูงชนฮือฮา!
ความเลื่อมใสศรัทธาที่ชาวเมืองหลวงมีต่อซือคงเจี้ยนดูประหนึ่งจะสลักลึกเข้ากระดูกดำ แม้ทหารจะตวาดห้ามปรามเพียงใดก็มิอาจหยุดยั้งเสียงเรียกขานท่านราชครูที่ดังระงมขึ้นเรื่อยๆ ได้