ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 722 รักษาจรรยาบุรุษ
ตอนที่ 722 รักษาจรรยาบุรุษ
“ท่านราชครู! ท่านราชครู! ท่านราชครู…”
ซือคงเจี้ยนเลิกม่านรถม้าขึ้น โบกมือทักทายพลางอมยิ้มพยักหน้าให้แก่ฝูงชน
ชั่วพริบตานั้น ไหนเลยจะมีใครจดจำคณะทูตเป่ยหมานได้อีก ทุกคนต่างพากันตะเบ็งเสียงเรียก “ท่านราชครู!!!”
ผู้ใดที่ถูกซือคงเจี้ยนปรายตามองเพียงแวบเดียวก็แทบอยากจะสิ้นใจเสียตรงนั้นด้วยความปลาบปลื้ม
ฉินเหยาพิงขอบหน้าต่าง เห็นคนผู้หนึ่งถึงกับเป็นลมล้มพับไปทั้งยืนเพราะถูกซือคงเจี้ยนมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อยเข้าเต็มตา มุมปากนางก็กระตุกถี่ยิบ
คงไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง จำเป็นต้องโอเวอร์ขนาดนี้เลยหรือ
คล้ายจะสัมผัสได้ว่ามีคนจ้องมองตนเองอยู่ตลอดเวลา ซือคงเจี้ยนจึงเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองหาด้วยความระแวดระวัง ทันใดนั้นก็สบเข้ากับดวงตาคู่งามที่แผ่ไอเย็นยะเยือกของสตรีริมหน้าต่างเข้าอย่างจัง
ฉินเหยายกมือซ้ายขึ้น ทำท่าปาดคอตัวเองอย่างโหดเหี้ยม
แหวนเงินบนนิ้วนางนั้นสะท้อนกับแสงอาทิตย์เป็นประกายวาบ บาดตาจนซือคงเจี้ยนรู้สึกหนาวยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
เขาแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง แย้มยิ้มบางๆ และพยักหน้าให้นางเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยม่านบนรถลง
ทันทีที่ม่านทิ้งตัวลงสนิท ซือคงเจี้ยนก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่โดยพลัน
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าหลิวจี้มองเห็นความมีเสน่ห์และน่ารักในตัวสตรีอย่างฉินเหยาที่ตรงไหนกัน
เห็นชัดๆ ว่านางคือตัวอันตรายที่แสนร้ายกาจ!
แต่ว่า…หากได้พลังของนางมาครอบครองก็ดูเหมือนว่าจะพอยอมกล้ำกลืนฝืนทนได้อยู่
ดังนั้น เมื่อรถม้าแล่นผ่านใต้โรงน้ำชา ซือคงเจี้ยนก็ยื่นหน้าออกมาจากรถอีกครั้งแล้วส่งยิ้มที่ตนเองคิดว่าอ่อนโยนที่สุดไปให้ฉินเหยาผู้อยู่ริมหน้าต่างชั้นสอง
อินเยว่เอ่ยขึ้น “ท่านอาจารย์ ดูเหมือนเขากำลังท้าทายท่านอยู่นะเจ้าคะ”
ฉินเหยาพยักหน้าด้วยสีหน้าขึงขัง “อืม ข้าเห็นแล้ว” จดหนี้แค้นลงในสมุด!
ซือคงเจี้ยนที่ไม่รู้ตัวเลยว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าตนกำลังยั่วยุอยู่ ได้แต่นั่งอยู่ในรถม้าพลางหวนนึกถึงรอยยิ้มอันอ่อนโยนและสง่างามเมื่อครู่ของตนซ้ำไปซ้ำมาพร้อมกับให้คะแนนตัวเองเต็มร้อย
ในที่สุด ขบวนคณะทูตเป่ยหมานก็เคลื่อนเข้าสู่ตัวเมืองอย่างเชื่องช้า
ทันทีที่เครื่องแต่งกายแปลกตาและรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเป่ยหมานปรากฏแก่สายตาก็ดึงดูดความสนใจของเหล่าราษฎรไปได้จนหมดสิ้น
การเดินทางครั้งนี้เป่ยหมานขนคนมาไม่น้อย นอกจากองครักษ์และทาสผู้ติดตามแล้ว ยังนำม้าพันธุ์ดีมาด้วยยี่สิบตัว ของขึ้นชื่อสิบสองคันรถ และช่างฝีมือแขนงต่างๆ อีกยี่สิบคน
ขบวนเกียรติยศของอ๋องฉานและองค์หญิงเคลื่อนนำอยู่หน้าสุดของแถว ตามมาด้วยเหล่าตัวแทนวงการวรรณกรรมที่ออกไปต้อนรับของแคว้นเซิ่ง
สีม่วงอันงดงามกลุ่มหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในขบวนคณะทูตยากที่จะไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คน
ทันทีที่พวกต้าหลางสี่พี่น้องมองเห็นสีม่วงกลุ่มนั้น หัวใจก็เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น พากันเบิกตากว้างกวาดตามองหาร่างที่ตนคุ้นเคย
ในที่สุด ต้าหลางผู้ตาไวก็เป็นคนแรกที่มองเห็นร่างในชุดสีม่วงหรูหราสองร่างที่ทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ข้างรถม้าขององค์หญิง
หนึ่งในนั้นคือท่านพ่อของพวกเขาซึ่งกำลังขี่เหล่าหวงม้าคู่ใจด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไม่ยิ้มแย้ม ทำหน้าตายด้าน ไม่สนใจเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านรอบข้างราวกับตุ๊กตาไร้วิญญาณ ที่ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ
ส่วนอีกคนต้าหลางไม่เคยเห็นหน้าและไม่รู้จัก แม้อีกฝ่ายจะรูปงามสู้ท่านพ่อของเขาไม่ได้ แต่ในบรรดาเหล่าตัวแทนบัณฑิตที่หน้าตาอัปลักษณ์บิดเบี้ยว เขากลับดูโดดเด่นเหนือใคร
คนทั้งสองแยกตัวออกจากคณะตัวแทนด้านหลัง ขี่ม้าขนาบข้างรถม้าขององค์หญิง โดยประจำตำแหน่งซ้ายขวาคอยคุ้มกันอยู่
ส่วนองค์หญิงหูเหอถีเซียงที่ชาวเมืองหลวงต่างเฝ้าตั้งตารอคอยนั้น นั่งอยู่ในรถม้าบุปผาอันหรูหราที่กรมพิธีการจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ ทว่ากลับถูกม่านกรองแสงเนื้อหนาปิดบังไว้ทั้งสี่ด้าน จนมองเห็นเพียงเงาคนอันเลือนรางเท่านั้น
ผิดกับอ๋องฉานแห่งเป่ยหมาน ที่สลับตำแหน่งกับผู้คุ้มกัน เปลี่ยนจากนั่งในรถม้ามาขี่ม้าแทน เขาทอดสายตามองดูความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงแคว้นเซิ่งด้วยรอยยิ้มระรื่น
ทั้งยังคอยโบกไม้โบกมือและพยักหน้าทักทายประชาชนตามตรอกซอยเพื่อแสดงความเป็นมิตรอยู่เป็นระยะ
ดูออกเลยว่า อ๋องฉานและองค์หญิงฟังภาษาแคว้นเซิ่งไม่ค่อยแตกฉานนัก เพราะต้องคอยหันไปถามทูตแคว้นเซิ่งที่อยู่ข้างๆ อยู่บ่อยครั้งว่า “ตรงนั้นพูดว่าอะไร เหตุใดพวกเขาถึงตื่นเต้นกันขนาดนี้”
ทูตปรายตามองอ๋องฉ่านที่ถักเปียใหญ่สองข้างพลางนึกในใจว่า พวกเขากำลังด่าท่านอยู่น่ะสิ ความแค้นระดับชาติบ้านเมืองไหนเลยจะลืมเลือนกันได้ง่ายดายปานนั้น
แต่ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มจางๆ แล้วเอ่ยคำโกหกคำโตออกไป “ทุกคนไม่เคยเห็นท่านอ๋อง เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงเรียงนาม นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบตัวจริง ย่อมตื่นเต้นดีใจเป็นธรรมดา”
ภายในรถม้าคันงามทางด้านหลัง
องค์หญิงหูเหอถีเซียงเองก็เอ่ยถามคำถามเดียวกันออกมา
นางไต่ถามสาวใช้ข้างกายก่อน สาวใช้ได้แต่ส่ายหน้าดิกบอกว่าไม่รู้
องค์หญิงยังพอได้เรียนภาษาและตัวอักษรของแคว้นเซิ่งมาบ้าง พอจะฟังเข้าใจเกินกว่าครึ่ง แต่สาวใช้เติบโตในทุ่งหญ้า รอบกายไม่มีใครพูดภาษาแคว้นเซิ่งเลยสักคน นางจึงงุนงงยิ่งกว่าองค์หญิงเสียอีก อยากรู้เหลือเกินว่าชาวแคว้นเซิ่งเหล่านี้พูดอะไรกัน
ลองตรึกตรองดูแล้ว น่าจะกำลังกล่าวคำต้อนรับพวกนางอยู่กระมัง
แต่ดูจากสีหน้าของชาวบ้านพวกนั้นกลับดูดุดันถมึงทึงชอบกล หรือว่าคนแคว้นเซิ่งมีธรรมเนียมแสดงการต้อนรับกันเช่นนี้
สาวใช้มองซ้ายมองขวาด้วยความมึนงง สุดท้ายเลือกที่จะหยิบขนมส่งให้องค์หญิงกินอีกสักชิ้นแล้วเงียบไว้ดีกว่า
แต่เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงหาใช่คนที่จะยอมอยู่เงียบๆ ไม่
นางมองซ้ายทีขวาที ตัวแทนบัณฑิตทางด้านซ้ายมือนั้น ตั้งแต่ที่สองแคว้นพบกันก็ไม่เคยเห็นเขาแสดงสีหน้าอื่นใดนอกจากใบหน้านิ่งเฉยไร้อารมณ์ ดูท่าทางจะเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก
ส่วนคนทางด้านขวา อายุอานามดูไล่เลี่ยกับนาง นิสัยร่าเริง ตลอดการเดินทางนั้นช่างพูดช่างเจรจายิ่งนัก เคยพูดคุยกับนางอยู่หลายประโยค
แต่…นางฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
โดยปกติแล้ว ยามเมื่อคนเราต้องการจะถามไถ่สิ่งใดย่อมต้องเลือกที่จะถามคนที่เคยแสดงไมตรีจิตต่อตน
แต่ว่า…สายตาของหูเหอถีเซียงกลับยากจะละออกไปจากตัวแทนบัณฑิตทางด้านซ้ายมือผู้นั้นได้
คนทางด้านขวาเคยพูดไว้ว่า พวกเขาทั้งสองเป็นคนที่ท่านราชครูคัดเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อส่งมานำทางให้นางโดยเฉพาะ
ความชื่นชมในความงามย่อมเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หูเหอถีเซียงยามได้เห็นหน้าตาของทั้งสองคนนี้ก็รู้ได้ทันทีว่านี่แหละคือ ‘มังกรหงส์ในหมู่มวลมนุษย์’ ในใจก็รู้สึกเบิกบานยิ่งนัก พาลให้ความรู้สึกดีที่มีต่อราชครูแคว้นเซิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่าผู้นั้น รูปร่างสูงโปร่ง สมส่วนราวกับต้นไผ่ม่วง เพียงมองแผ่นหลังที่เหยียดตรงนั้นก็ให้ความรู้สึกราวกับเทพเซียนลงมาจุติและพร้อมที่จะเหาะเหินจากไปได้ทุกเมื่อ
แค่แผ่นหลังยังงดงามถึงเพียงนี้ พอได้ยลโฉมหน้าก็ยิ่งทำให้นางตกตะลึง ในใต้หล้านี้ยังมีบุรุษที่รูปงามถึงเพียงนี้อยู่ด้วยหรือ
หูเหอถีเซียงผู้พบเห็นแต่ชายฉกรรจ์หยาบกระด้างมาจนชิน จิตใจพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
ตลอดการเดินทาง เพราะการมีอยู่ของบัณฑิตผู้นี้ทำให้หูเหอถีเซียงหัวใจเต้นโครมครามดุจลูกกวางน้อย สตรีผู้มีนิสัยใจคอห้าวหาญเยี่ยงนางกลับกลายเป็นขัดเขินบิดม้วน ไม่กล้าเอ่ยปากสนทนากับเขาเสียอย่างนั้น
ดูเหมือนเขาจะชื่อหลิวจี้กระมัง
ส่วนคนทางด้านขวานั้น เอาแต่พูดจาเจื้อยแจ้ว นางเพียงรู้สึกว่าน่ารำคาญจนลืมไปตั้งนานแล้วว่าเขาชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร
ในตอนนี้ ในที่สุดก็หาข้ออ้างชวนคุยได้สำเร็จ หูเหอถีเซียงรวบรวมความกล้า ยื่นมือออกไปเลิกม่านรถขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นโดยใช้ภาษาแคว้นเซิ่งที่ไม่ใคร่จะคล่องแคล่วนักว่า
“นี่…หลิวจี้ เจ้าช่วยบอกข้าทีได้หรือไม่ว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน”
บุรุษบนหลังม้าไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา เพียงแค่ยกนิ้วนางข้างขวาขึ้นแล้วส่ายไปมาตรงหน้าม่านรถ
หูเหอถีเซียงขมวดคิ้วด้วยความฉงน ไม่เข้าใจว่าการกระทำนี้หมายความว่ากระไร
หลูเสี่ยวเฟิ่งผู้รั้งอยู่ทางด้านขวามือรีบอธิบาย “องค์หญิง ทรงไม่เห็นแหวนที่เขาสวมอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ นั่นเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ซื่อสัตย์มั่นคง เขามีครอบครัวแล้ว ไม่สะดวกจะพูดคุยกับสตรีอื่นมากนักพ่ะย่ะค่ะ”
ก่อนจะเสริมขึ้นอีกว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ค่อนข้างฉุนเฉียว หากนางรู้ว่าพี่ใหญ่ของข้าพูดคุยกับสตรีอื่นตามอำเภอใจข้างนอก กลับไปคงได้ถูกลงโทษ องค์หญิงมีข้อสงสัยก็เชิญถามกระหม่อมมาได้เลย กระหม่อมยังไม่แต่งงาน ไม่ต้องรักษาจรรยาเยี่ยงนี้!”
หูเหอถีเซียงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของหลูเสี่ยวเฟิ่งแล้วถลึงตาใส่เขา ในใจรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก
นางสบตากับสาวใช้ของตนแล้วเอ่ยถามด้วยภาษาเป่ยหมานอย่างไม่เข้าใจว่า “บุรุษแคว้นเซิ่งที่แต่งงานแล้วถึงขั้นพูดคุยกับสตรีอื่นไม่ได้เชียวหรือ”
สาวใช้ส่ายหน้า เป็นเชิงบอกว่าตนก็ไม่รู้ ไม่เคยได้ยินมาก่อน