ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 723 แท้จริงแล้วความหล่อเหลาเป็นเพียงความรู้สึกชนิดหนึ่ง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 723 แท้จริงแล้วความหล่อเหลาเป็นเพียงความรู้สึกชนิดหนึ่ง
ตอนที่ 723 แท้จริงแล้วความหล่อเหลาเป็นเพียงความรู้สึกชนิดหนึ่ง
เมื่อเห็นบรรยากาศในรถม้าเริ่มตึงเครียด หลูเสี่ยวเฟิ่งก็ยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยความงุนงงพลางเอ่ยถามขึ้น
“องค์หญิง เหตุใดพระองค์จึงไม่ตรัสถามต่อแล้วเล่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทราบว่าพวกเขากำลังพูดคุยเรื่องอันใดกัน กระหม่อมเล่าให้พระองค์ฟังได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ท่าทีของเขายังคงกระตือรือร้นเช่นเคย
เพราะหากคราวนี้ทำผลงานได้ดี ไม่แน่ว่าตอนกลับไปเขาอาจจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักของราชครู ได้รับใช้ราชสำนักและสลัดคราบคุณชายเจ้าสำราญทิ้งไปได้อย่างสิ้นเชิง
ทั้งยังจะทำให้ท่านลุงผู้เป็นผู้ว่าการเมืองหลวงมองเขาในแง่ดีขึ้นมาได้บ้าง
จู่ๆ หลูเสี่ยวเฟิ่งก็เกิดอยากจะก้าวหน้าขึ้นมาเสียแล้ว!
ทว่า สตรีในรถม้าแม้ถูกปฏิเสธไปหนหนึ่งกลับยังคงเพียรพยายามถามคนที่ทำให้ตนต้องเสียหน้าต่อไปอย่างไม่ลดละ
“หลิวจี้ ในเมื่อภรรยาของเจ้าดุดันถึงเพียงนั้น ทั้งยังไม่ยอมให้เจ้าพูดคุยกับสตรีอื่นแล้วเหตุใดจึงยังยอมให้เจ้ามาต้อนรับข้าเล่า”
หลิวจี้รีบเอ่ยแก้ต่างทันควัน “ฮูหยินของกระหม่อมเป็นภรรยาที่ดีที่สุดในใต้หล้า นางไม่ดุเลยสักนิด องค์หญิงอย่าไปฟังคำพูดเหลวไหลของคนบางคนพ่ะย่ะค่ะ”
“ที่ฮูหยินให้กระหม่อมมา เป็นเพราะนางจิตใจดี ยินดีแบ่งปันสิ่งที่งดงาม”
หูเหอถีเซียงคาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดรวดเดียวได้ยืดยาวถึงเพียงนี้ นางรู้สึกประหลาดใจและแอบดีใจเล็กน้อย ที่แท้เขาก็ช่างเจรจาเหมือนกัน
เพียงแต่ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฮูหยินของเขา
“เช่นนั้นฟังจากที่เจ้าว่ามา ข้าต้องขอบใจฮูหยินของเจ้าที่อนุญาตให้เจ้าออกมาต้อนรับข้าอย่างนั้นหรือ” หูเหอถีเซียงเอ่ยถามทีเล่นทีจริง
คนบนหลังม้ารีบพยักหน้าทันควัน “เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
แววตาของชายหนุ่มแน่วแน่มั่นคง น้ำเสียงจริงจังราวกับเชื่อมั่นจากก้นบึ้งของหัวใจว่าฮูหยินของเขาคือคนที่ดีที่สุดในโลกหล้า
หูเหอถีเซียงชะงักไปครู่หนึ่ง แม้จะรู้ว่าเขามีภรรยาที่สำคัญมากอยู่แล้ว แต่นางกลับรู้สึกหวั่นไหวมากยิ่งขึ้น
ราชบุตรเขยที่นางเฟ้นหา มิใช่คนเช่นนี้หรอกหรือ
หลูเสี่ยวเฟิ่งเอ่ยแทรกขึ้นว่า “องค์หญิงๆ ด้านข้างนี้คือโรงดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงของพวกเรา รอให้พระองค์เสร็จธุระจากการเข้าเฝ้าแล้ว กระหม่อมจะพาพระองค์มาเดินเล่นดีหรือไม่”
น้ำเสียงที่ดังกังวานแทรกทะลุเข้าโสตประสาท หูเหอถีเซียงที่กำลังจมดิ่งอยู่ในจินตนาการอันงดงามเกี่ยวกับอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตสะดุ้งโหยง นางเอ่ยด้วยความอับอายระคนโกรธเคืองว่า “เจ้าพูดให้เสียงเบาหน่อยก็ได้ ข้าไม่ได้หูหนวก!”
ไม่หนวกสินะ ไม่หนวกก็ดีแล้ว หลูเสี่ยวเฟิ่งคิดในใจ
จากนั้นก็ตะโกนขึ้นเสียงดังอีกว่า “องค์หญิงทรงทอดพระเนตรเมืองหลวงแคว้นเซิ่งอันยิ่งใหญ่ของพวกเราสิพ่ะย่ะค่ะ มีชายชาตรีผู้ยอดเยี่ยมอยู่เต็มไปหมด อายุน้อยสุขภาพดี น่าอภิรมย์กว่าพี่ใหญ่ของกระหม่อมที่อายุมากแถมยังมีครอบครัวแล้วเป็นไหนๆ!”
หูเหอถีเซียงขมวดคิ้วมุ่น กลอกตาใส่เขาทันทีแล้วเอ่ยว่า “เจ้าไม่ต้องจงใจพูดคำพวกนี้หรอก ข้ายอมรับว่าถูกใจหลิวจี้ตั้งแต่แรกเห็น แต่ข้าไม่แย่งของรักของใคร ข้าแค่ชื่นชมเขาด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ได้หรือ”
หลูเสี่ยวเฟิ่งทำท่าราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งปากไว้
“เจ้าหุบปากเสีย ถ้าพูดอีกข้าจะให้คนไล่เจ้าไปจากขบวนรถม้า!” หูเหอถีเซียงข่มขู่อย่างมีโทสะ
หลูเสี่ยวเฟิ่งก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สายตามองทะลุผนังรถม้าไปยังหลิวจี้ พี่ใหญ่ น้องชายช่วยท่านได้เพียงเท่านี้แล้ว
หลิวจี้ได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นคารวะอย่างจริงจัง เขาเข้าใจดี ก็ได้แต่โทษที่ตัวเองยอดเยี่ยมเกินไป!
แต่การที่องค์หญิงมาบอกว่าชื่นชมเขาเช่นนั้น ช่างไม่จำเป็นเลยจริงๆ!
หลิวจี้พลันรู้สึกว่าการวางท่าเคร่งขรึมเย็นชาอาจจะเป็นเรื่องผิด ดังนั้น…เขาจึงผายลมออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน
กลิ่นตุๆ บางอย่างลอยตามลมเข้าไปในตัวรถม้า หูเหอถีเซียงและสาวใช้นิ่วหน้าพร้อมกัน ยกมือขึ้นปิดจมูกอย่างเชื่องช้า
สาวใช้รีบใช้มือโบกพัดไปมาพัลวัน ผ่านไปครู่ใหญ่อากาศภายในรถจึงกลับมาสดชื่นดังเดิม
หูเหอถีเซียงคล้ายจะไม่ค่อยแน่ใจ นางมองชายหนุ่มบนหลังม้าทางด้านซ้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จังหวะนั้นก็บังเอิญเห็นภาพหลิวจี้กำลังแคะรูจมูกเข้าพอดี
นิ้วก้อยที่แคะจมูกเสร็จแล้วปาดลงบนกางเกงที่ซ่อนอยู่ใต้ชายเสื้อคลุมอย่างชำนาญเป็นธรรมชาติ ทำทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วกลับมากุมบังเหียนมุ่งหน้าต่อไป
เสียงดัง “เป๊าะ” ราวกับมีบางสิ่งแตกสลายไป
นั่นคือภาพฝัน
ยามภาพฝันเกี่ยวกับยอดบัณฑิตของแคว้นเซิ่งพังทลายลง กลิ่นอายความสง่างามที่ห่อหุ้มกายพลันมลายหายไปจนสิ้น
หูเหอถีเซียงจ้องมองชายหนุ่มนอกรถม้าด้วยความสับสน เอ่ยถามสาวใช้เสียงเบาว่า “สรุปแล้ว ความหล่อเหลาแท้จริงเป็นเพียงความรู้สึกชนิดหนึ่งอย่างนั้นหรือ”
สาวใช้ตอบ “ทูลองค์หญิง บางทีอาจเป็นแค่สันดานเดิมเปิดเผยออกมาเพคะ”
หากหลิวจี้ได้ยินประโยคนี้ของสาวใช้ เขาจะต้องพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหนักแน่นแน่นอน
เรื่องการรู้จักประมาณตนนั้น ไม่มีใครเชี่ยวชาญไปกว่าเขาอีกแล้ว
ความหล่อเหลาเจ้าสำราญเป็นเพียงเปลือกนอก ความหยาบคายต่ำตม สายตาคับแคบและไร้ปณิธานอันยิ่งใหญ่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของเขา
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ระหว่างคนเราจำเป็นต้องรักษาระยะห่างและความลึกลับเอาไว้ มิเช่นนั้นก็คงยากจะอยู่ร่วมกันได้
หลิวจี้แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องขอบคุณเมียจ๋าที่เมตตาไม่ขอหย่าขาดจากสามี
ด้วยเหตุนี้ เขาจะกล้าทำให้เมียจ๋าของตนไม่สบายใจแม้แต่น้อยได้อย่างไร
จรรยาบุรุษต้องรักษาให้มั่น เส้นแบ่งระหว่างกันต้องชัดเจน!
ตั้งแต่ประตูเป่ยติ้งไปจนถึงหน้าประตูพระราชวังจื่อเวย หลิวจี้เลิกวางท่าอีกต่อไป เขาเผยธาตุแท้ไปตลอดทางอย่างเปิดเผย
ในขณะที่รู้สึกผ่อนคลายและเบิกบานใจ เขาก็พบว่าสายตาอันร้อนแรงจากในรถม้าอันหรูหรานั้นค่อยๆ หม่นแสงลงจนกระทั่งมอดดับ จางหายไปจนไม่เหลือร่องรอย
เสียงของหลูเสี่ยวเฟิ่งดังขึ้นอีกครั้ง พูดแนะนำอย่างกระตือรือร้นว่าร้านรวงรอบๆ นี้ประกอบกิจการอะไรบ้าง
หูเหอถีเซียงคล้ายจะไร้กะจิตกะใจฟังแล้ว แต่ก็ขานรับเป็นครั้งคราว ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายขุ่นเคืองที่แม้ไม่เข้มข้นแต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้
หลิวจี้ย่อมเข้าใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ก็แค่สิ่งที่ตนคิดว่าสวยงามถูกทำลายลงอย่างโหดร้ายก็เท่านั้น แต่เขาก็ทำได้เพียงพูดว่า…หากจะโทษก็ต้องโทษซือคงเจี้ยน!
คณะทูตเคลื่อนขบวนผ่านถนนใหญ่ไปอย่างยิ่งใหญ่ ในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูพระราชวังจื่อเวย
ราชครูลงจากรถม้ามารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อฉ่านอ๋องและองค์หญิงมาถึง เขาจึงนำทั้งสองไปเข้าเฝ้าด้วยตนเอง
เหล่าผู้ติดตามชาวเป่ยหมานและคณะต้อนรับของแคว้นเซิ่งล้วนหยุดรออยู่ที่หน้าประตูวัง
ยามนี้ดวงตะวันลอยเด่นกลางฟ้า ทว่าผู้คนหน้าประตูวังยังคงต้องจัดแถวให้เป็นระเบียบ เครื่องแต่งกายคณะทูตที่หรูหราแต่หนาหนักทำให้ผู้คนร้อนจนเหงื่อท่วม
หลิวจี้รู้สึกว่าตนมารับเคราะห์ชัดๆ เขาแอบใช้เท้าวาดรูปวงกลมบนพื้น สาปแช่งขอให้ซือคงเจี้ยนเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ ถูกถอดราชทินนามราชครู ถูกริบทรัพย์และถูกเนรเทศไปชายแดนเหนือ…
ในที่สุด ตอนที่เขากำลังร่ายคำสาปบทที่ร้อยยี่สิบห้า ซือคงเจี้ยนก็นำฉ่านอ๋องและองค์หญิงออกมา
คณะทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังเรือนรับรองราชทูต จัดการเรื่องที่พักให้คณะทูตจนเรียบร้อย ถึงได้ผ่อนคลายลงบ้าง
เมื่อเห็นคนของกรมพิธีการและขุนนางในเมืองหลวงที่มาต้อนรับทยอยลากลับไป ซือคงเจี้ยนกลับยังไม่เอ่ยปากอนุญาตให้ตัวแทนบัณฑิตกลับไป หลิวจี้ก็เริ่มหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นเรื่อยๆ
ตะวันเริ่มจะตกดินแล้ว ในเรือนรับรองเหลือเพียงคนของจวนราชครูและตัวแทนบัณฑิตทั้งยี่สิบคนที่ยืนจนตัวแข็งทื่อและชาไปหมด
หลูเสี่ยวเฟิ่งไม่เข้าใจจึงกระซิบถามหลิวจี้เสียงเบา “พี่ใหญ่ ผู้อื่นเขากลับไปกันหมดแล้ว ทำไมพวกเราถึงยังกลับไม่ได้อีกเล่า”
“ไม่รู้!”
หลิวจี้กำลังหงุดหงิด ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ทานมื้อเช้าถูกปากหรือไม่ นี่ก็จวนจะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เขายังต้องรีบกลับไปทำอาหารให้ท่านอาจารย์นะ
ด้วยนิสัยตาเฒ่านั่น หากกล้าทำให้เขากินไม่อิ่มท้อง พรุ่งนี้พอไปถึงผู่เยวี่ยน การบ้านจะต้องเพิ่มขึ้นอีกกองโตเป็นแน่
“อ๊ะ ท่านราชครูออกมาแล้ว!” หลูเสี่ยวเฟิ่งกระทุ้งแขนหลิวจี้ด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเห็นฉ่านอ๋องเดินมาส่งราชครูด้วยตนเอง ในแววตาของหลิวจี้และพรรคพวกพลันก็เปล่งประกายแห่งความหลุดพ้นออกมา
ซือคงเจี้ยนชี้ไปที่คนไม่กี่คนนั้น “เจ้า เจ้า แล้วก็เจ้าสองคน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป จงทำหน้าที่แทนข้า พาฉ่านอ๋องและองค์หญิงไปเที่ยวชมในเมือง ให้ได้สัมผัสกับขนบธรรมเนียมประเพณีของแคว้นเซิ่งเรา”
คนที่ถูกเลือกมีทั้งหมดสี่คน
หลูเสี่ยวเฟิ่งและหลิวจี้ก็ปาไปสองคนแล้ว