ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 724 ถูกปั่นหัวเสียแล้ว
ตอนที่ 724 ถูกปั่นหัวเสียแล้ว
บางคนยินดี บางคนก็กลัดกลุ้ม
เมื่อเห็นใบหน้าที่เปื้อนยิ้มด้วยความตื่นเต้นระคนยินดีของหลูเสี่ยวเฟิ่งและอีกสองคน หลิวจี้กลับยิ้มไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
อะไรกัน ซือคงเจี้ยน นี่เจ้าคิดจะให้ท่านอาจารย์อดตายหรือไง!
ตอนอยู่ในเรือนรับรอง หลิวจี้ยังข่มโทสะเอาไว้ไม่ให้ระเบิดออกมา
กระทั่งเดินออกมาจากเรือนรับรองแล้ว เหลือเพียงเขาและซือคงเจี้ยนสองคนที่กำลังเดินทางกลับจวนราชครู หลิวจี้ก็รีบเอ่ยถามทันที
“ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน ข้าที่เป็นบุรุษที่มีภรรยาแล้ว ให้พาองค์หญิงไปเดินเที่ยวชมเมืองหลวงเช่นนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง”
ซือคงเจี้ยนส่งเสียงอืมในลำคอ “ไม่เหมาะสมจริงๆ นั่นแหละ ดังนั้นจึงให้พวกเจ้าคอยรับรองฉ่านอ๋อง ส่วนทางด้านองค์หญิงไทเฮาได้ทรงเตรียมการอื่นไว้แล้ว”
หลิวจี้ลอบยินดี ที่แท้เขาก็เข้าใจผิดไปเอง
“แล้วมื้อเช้ามื้อเย็นของท่านอาจารย์เล่าจะทำอย่างไร” หลิวจี้เริ่มร้อนรนขึ้นมาอีกครั้ง “คงไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้ท่านอาจารย์หิวโหยหรอกนะ”
ซือคงเจี้ยนตอบกลับอย่างเรียบเฉย “มีทั้งหมดสี่คน เจ้าไปสายหน่อยกลับเร็วหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น…”
“เจ้าไม่ต้องถามอีกแล้ว!” จู่ๆ น้ำเสียงของซือคงเจี้ยนก็เย็นชาขึ้นมา เขาเลิกม่านรถม้าขึ้น มองค้อนมาที่หลิวจี้ด้วยสายตาเย็นเยียบ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นั่งนี้ข้าต้องลำบากเพียงใดกว่าจะขอมาให้เจ้าได้!”
“ให้เจ้าคอยดูแลต้อนรับหูเหอถีเซียง ทำหน้าที่ต้อนรับคณะทูตให้ดี แต่ผลที่ได้คือเจ้ากลับทำงานพังไม่เป็นท่า เมื่อครู่นี้ฝ่ายนั้นค้านหัวชนฝาว่าจะไม่ขอรั้งตัวเจ้าไว้ ข้าต้องพูดจาหว่านล้อมตั้งนานกว่าจะทำให้เจ้าอยู่ต่อได้”
“ทั้งยังพลอยทำให้ชื่อเสียงของท่านอาจารย์เสียหาย มีศิษย์เช่นเจ้าอยู่ในสำนัก ช่างน่าอับอายขายหน้าแทนท่านอาจารย์นัก!”
หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ เจ้าคนชั่วช้าที่คิดจะทำร้ายเขาผู้นี้กลับตีฝีปากกลับดำเป็นขาวเสียอย่างนั้น?
เช่นนี้เขายังต้องขอบคุณอีกฝ่ายอีกงั้นสิ!
ซือคงเจี้ยนปรายตามองเขาด้วยความรังเกียจอย่างยิ่งแล้วตะคอกว่า “หากไม่มีข้า เจ้าคิดว่าที่นั่งทั้งสี่ที่นี้จะตกมาถึงมือคนบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างเจ้าได้รึ”
หลิวจี้อ้าปาก อยากจะก่นด่าแต่ก็ด่าไม่ออก ได้แต่กลืนคำพูดลงคอ สุดท้ายก็กลอกตาใส่ ในเมื่ออีกฝ่ายหงายไพ่แล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งแกล้งทำอีกต่อไป
“ท่านส่งข้าเข้าคณะต้อนรับทูตด้วยเจตนาดีต่อข้าจริงๆ น่ะหรือ แม้ว่าท่านจะถูกขับออกจากสำนักไปแล้ว แต่พวกเราก็ยังถือเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน ท่านกลับวางแผนทำร้ายข้า!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ถูกขับออกจากสำนัก’ ไอสังหารบนร่างของซือคงเจี้ยนก็แผ่ออกมาทันที
หลิวจี้ไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิด เอ่ยต่ออย่างเดือดดาลว่า “หากไม่ใช่เพราะเมียจ๋าของข้าเป็นคนใจกว้างไม่คิดเล็กคิดน้อยและข้าเองก็มองทะลุเล่ห์เหลี่ยมตื้นๆ ของท่านได้ทันเวลา ป่านนี้ข้าอาจจะถูกองค์หญิงต้องตาแล้วช่วงชิงตัวไปจนถูกเมียจ๋าของข้ารังเกียจและทอดทิ้งไปแล้วก็เป็นได้!”
“เป็นท่านช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ เพื่อที่จะกำจัดข้าแล้วตัวเองจะได้เข้ามาสวมแทน ท่านช่างแผนสูงเสียจริงนะท่านราชครู!”
รถม้าที่กำลังแล่นอยู่พลันหยุดชะงัก ซือคงเจี้ยนแผ่ไอสังหารออกมาทั่วร่าง ทำเอาองครักษ์และบ่าวไพร่ของจวนราชครูไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
หลิวจี้เบะปากอย่างดูแคลน ไอสังหารเพียงเท่านี้ ยังเทียบไม่ได้กับหนึ่งในสิบยามที่เมียจ๋าของเขาบันดาลโทสะเลย
เขารั้งบังเหียนให้เหล่าหวงหยุดเช่นกันแล้วชักม้าหันมาประจันหน้ากับรถม้าตรงๆ ส่งเสียง “จิ๊ๆ” สองที “น่าเสียดายนะ ฮี่ๆ~” หลิวจี้อวดแหวนบนนิ้วมือของตนเอง “เมียจ๋าของข้ารักข้าแค่คนเดียว!”
“เห็นหรือไม่ นี่คือแหวนคู่ เมียจ๋าของข้ามีวงหนึ่ง ข้าวงหนึ่ง แต่เจ้าไม่มี!”
ลมหายใจของซือคงเจี้ยนถี่กระชั้นขึ้นทันที ปีกจมูกบานออกด้วยความโมโห เพลิงโทสะก็พุ่งขึ้นท่วมศีรษะ เขาทุบผนังรถม้าอย่างบ้าคลั่ง ตะโกนลั่นว่า “ซุนเจียง! ฆ่ามัน! ฆ่ามันให้ข้า!”
ซุนเจียงชักดาบลงจากหลังม้าแล้วพุ่งเข้าไปหาหลิวจี้…ก่อนที่จะวกกลับมา ทรุดกายคุกเข่าลงข้างรถม้าเสียงดังตุบ “ใต้เท้าโปรดระงับโทสะ! คนผู้นี้ฆ่าไม่ได้ขอรับ!”
หากฆ่าหลิวจี้ พวกเขาทั้งหมดคงไม่มีใครรอดชีวิตไปได้
ตัวเขาที่เป็นเพียงคนตัวเล็กจ้อยไร้ความสำคัญ หากตายเพื่อเจ้านายก็ถือว่าตายก็แล้วกันไป แต่ใต้เท้าของพวกเขามีสถานะเป็นถึงราชครูแห่งแคว้น หากต้องมาตายเพราะคนบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างหลิวจี้ มันไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ
เมื่อถูกซุนเจียงเตือนสติเช่นนี้ ซือคงเจี้ยนก็สงบลงทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองหลิวจี้ที่ถอยกรูดออกไปไกลด้วยความระแวดระวังพลันก็รู้สึกโกรธจนอยากจะหัวเราะออกมา
เขาเป็นถึงราชครูผู้สูงศักดิ์ มีอำนาจวาสนา ชาติตระกูลดี เป็นถึงทายาทตระกูลขุนนาง อีกทั้งยังมีความรู้ความสามารถ รูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลา แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ในเรื่องความรักให้กับคนบ้านป่าที่รักตัวกลัวตาย ขี้ขลาดตาขาวและหยาบคายต่ำช้าผู้นี้
ฉินเหยาปกป้องมันก็พอเข้าใจได้ แต่กระทั่งท่านอาจารย์ก็ยังปกป้องมัน เจ้าหมอนี่มีดีตรงไหนกัน
ซือคงเจี้ยนส่ายหน้า อย่างไรเขาก็มองไม่เห็นข้อดีในตัวหลิวจี้เลยสักนิด
อ้อ หากการแอบอ้างบารมีผู้อื่นถือเป็นข้อดี เช่นนั้นเขาก็คงบรรลุถึงขั้นสุดยอดแล้วกระมัง
“ใต้เท้า จะให้เรียกเขากลับมาหรือไม่ขอรับ” ซุนเจียงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
ซือคงเจี้ยนโบกมืออย่างรำคาญใจ “ปล่อยให้เขาไสหัวไป ข้าเห็นแล้วรกหูรกตายิ่งนัก”
เขาสั่งให้ขบวนเดินทางกลับจวนต่อ ปล่อยม่านรถลง ไม่สนใจหลิวจี้ที่หลบอยู่ไกลๆ ด้านหลังอีก
เขาไม่กลัวว่าหลิวจี้จะไม่ไปเรือนรับรองราชทูต ตราบใดที่ท่านอาจารย์ยังพำนักอยู่ในจวนราชครู คนผู้นี้ก็ไม่มีทางหนีไปไหนพ้น
หลิวจี้มองดูรถม้าของซือคงเจี้ยนเคลื่อนห่างออกไปจนลับสายตาแล้วลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แม้เขาจะรู้ว่าเพราะมีเมียจ๋าหนุนหลัง ซือคงเจี้ยนย่อมไม่กล้าสังหารเขา แต่คนเรายามโกรธจัดก็อาจขาดสติยั้งคิดจนบ้าคลั่งฆ่าแกงกันได้
ดังนั้น เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ หลบไปให้ไกลได้เท่าไรก็ยิ่งดี
หลิวจี้ขี่ม้าลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย มาถึงจวนราชครูก่อน ยามเดินเข้าเรือนผู่เยวี่ยนก็ถอดชุดขุนนางต้อนรับสีม่วงฉูดฉาดนั่นทิ้ง โยนใส่กองฟืนระบายความแค้น เหลือไว้เพียงเสื้อตัวในซึ่งเป็นผ้าโปร่งสีขาว ถลกแขนเสื้อขึ้นเริ่มก่อไฟทำอาหาร
กระทั่งยกสำรับเข้าไปในห้อง เห็นกงเหลียงเหลียวอารมณ์ยังดูปกติดี หลิวจี้ถึงได้วางใจลง
ระหว่างปรนนิบัติท่านอาจารย์กินข้าวก็ฉวยโอกาสเล่าเรื่องที่ซือคงเจี้ยนทำกับตนเองโดยใส่สีตีไข่เพิ่มเข้าไป ฟ้องอย่างเปิดเผย
เดิมทีคิดว่าท่านอาจารย์ฟังแล้วจะพูดปลอบใจเขาบ้าง หรือไม่ก็ช่วยก่นด่าซือคงเจี้ยนสักสองสามประโยค
แต่ใครจะไปคิดว่า กงเหลียงเหลียวกลับวางชามและตะเกียบในมือลง ย้อนถามคล้ายไม่อยากจะเชื่อว่า “เขาส่งเจ้าไปต้อนรับฉ่านอ๋องที่เรือนรับรองราชทูตอย่างหรือ”
หลิวจี้พยักหน้า “ใช่ขอรับ!”
เขาทำหน้าตาน้อยอกน้อยใจอย่างยิ่ง “แม้จะไม่ต้องไปรับรององค์หญิง แต่ทั้งฉ่านอ๋องและองค์หญิงต่างก็พักอยู่ในเรือนรับรอง ข้าต้องเข้าๆ ออกๆ ที่นั่นทุกวัน ย่อมต้องถูกองค์หญิงพบเห็น หากนานวันเข้า ความบริสุทธิ์ของข้าคงรักษาไว้ได้ยากแล้วขอรับ”
กงเหลียงเหลียว “…”
“ซานเอ๋อร์ เจ้าคิดมากไปแล้ว” กงเหลียงเหลียวส่ายหน้า อย่างไรเสียก็เป็นศิษย์ที่ตนรับไว้จึงได้แต่เตือนสติอย่างอดทน
“องค์หญิงมีฐานะอะไร แล้วเจ้ามีฐานะอะไร ต่อให้องค์หญิงจะถูกใจรูปลักษณ์ภายนอกของเจ้า แต่ความจริงก็คือเจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะหิ้วรองเท้าให้นางด้วยซ้ำ เจ้ารู้ตัวหรือไม่ ซือคงเจี้ยนก็แค่ข่มขู่เจ้าเท่านั้น”
การกลั่นแกล้งเช่นนี้ นับเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งของซือคงเจี้ยนเช่นกัน
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเรื่องจะสำเร็จหรือไม่ แต่อยู่ที่การได้เห็นผู้อื่นตื่นตระหนกตกใจและพยายามดิ้นรนต่างหาก
หลิวจี้ชะงักกึก “อะไรนะ ข้าถูกเขาปั่นหัวเล่นงั้นหรือ”
กงเหลียงเหลียวมองเขาด้วยความเห็นใจ ปลอบโยนว่า “แต่ดูท่าทางแล้วเขาก็ถูกเจ้าทำให้โกรธไปไม่น้อยเหมือนกัน ถือว่าเจ๊ากันไป”
หลิวจี้รู้สึกว่าคำปลอบโยนนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
“ท่านอาจารย์ แล้วเขาจะส่งข้าไปเรือนรับรองราชทูตทำไมกันขอรับ” หลิวจี้ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่
ในเมื่อไม่ได้ทำเพื่อทำลายความบริสุทธิ์ของเขา เขาก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าการไปต้อนรับฉ่านอ๋องที่เรือนรับรองจะมีข้อเสียอะไร
ดูจากท่าทางเบิกบานใจของหลูเสี่ยวเฟิ่งทั้งสามคนก็รู้ว่า นี่เป็นเรื่องดี แม้จะไม่แน่ชัดว่าจะได้รับรางวัลหรือลาภยศ แต่ก็ได้สร้างชื่อเสียง
หากทำผลงานได้ดี ฉ่านอ๋องเอ่ยถึงสักประโยคสองประโยคยามเข้าเฝ้าก็เท่ากับได้ถวายงานต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาททางอ้อมแล้ว