ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 725 มีคนจับตามอง
ตอนที่ 725 มีคนจับตามอง
กงเหลียงเหลียวสีหน้าเคร่งขรึมลง ไม่ได้เอ่ยตอบข้อกังขาของหลิวจี้ในทันที
เขาหยิบชามและตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง กวาดอาหารเย็นตรงหน้าจนเกลี้ยง รับผ้าเช็ดหน้าที่หลิวจี้ยื่นส่งมาเช็ดปาก ถึงได้เริ่มวิเคราะห์สถานการณ์
“เขาน่าจะต้องการดึงเจ้าเข้าสู่ราชสำนัก ลากเข้าไปพัวพันในบ่อน้ำโคลนของเมืองหลวง ไม่ยอมให้เหยาเหนียงปลีกตัวอยู่อย่างสงบ…ทางที่ดีเจ้าอย่าได้หลงกลอุบายต่ำช้าของเขา”
กงเหลียงเหลียวนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงเอ่ยถามหลิวจี้ “ภรรยาของเจ้าเคยไปที่จวนองค์หญิงใหญ่แล้วกระมัง”
หลิวจี้พยักหน้ารับ จากนั้นค่อยถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านอาจารย์ ท่านรู้ได้อย่างไรขอรับ”
ตาเฒ่าไม่เคยก้าวเท้าออกจากผู่เยวี่ยนเลยนะ ข่าวสารกลับรวดเร็วฉับไวถึงเพียงนี้เชียว!
กงเหลียงเหลียวแค่นยิ้มเยาะตนเองคราหนึ่ง เขาไม่ได้อยากรู้สักนิด แต่ซือคงเจี้ยนเอาแต่มาพูดกรอกหูเขาที่นี่ทุกวัน กลัวแต่ว่าเขาจะไม่รู้สถานการณ์ปัจจุบันในเมืองหลวง
แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบอกซานเอ๋อร์
“ข้ารู้ได้อย่างไรเจ้าไม่ต้องใส่ใจ เจ้าแค่กลับไปบอกภรรยาของเจ้าก็พอ ว่าหากจำเป็นต้องเลือกพึ่งพาขั้วอำนาจใดสักฝ่าย ทั้งองค์หญิงใหญ่และรัชทายาทต่างก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี”
หลิวจี้ถามอย่างตื่นตระหนก “แล้วจะให้เข้าหาใครเล่า”
ในตอนนี้ไม่ใช่มีเพียงองค์หญิงใหญ่กับรัชทายาทที่แก่งแย่งชิงดีกันอยู่หรือ ยังจะไปเข้าหาใครได้อีก
กงเหลียงเหลียวไม่ตอบ เพียงกำชับทิ้งท้ายว่า “ก่อนที่คดีอ๋องเฟิงจะได้ข้อยุติ ห้ามเจ้าติดต่อกับซือคงเจี้ยนหรือคนของกองทหารม้าเกราะดำอีกเป็นอันขาด”
หลิวจี้ถาม “ทำไมเล่าขอรับ”
“เจ้าไม่ต้องรู้หรอก” รู้ไปก็ไร้ประโยชน์
กงเหลียงเหลียวไม่เคยคาดหวังอะไรกับสติปัญญาของลูกศิษย์คนเล็กของตนอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องให้เขากังวลไปเอง
ส่วนเหตุผลนั้น แน่นอนว่าเป็นเพราะคนที่จะสามารถรับมือกับยอดฝีมือข้างกายฮองเฮาผู้นั้นได้ ทั่วทั้งเมืองหลวงนี้เห็นจะมีเพียงฉินเหยาผู้เดียว
กงเหลียงเหลียวโบกมือไล่ “ฟ้ามืดแล้ว เจ้ารีบกลับบ้านไปเสียเถอะ อย่าให้ภรรยาของเจ้ารอนาน”
ทอดตามองหลิวจี้ที่เดินเกาศีรษะด้วยความงุนงงจากไป กงเหลียงเหลียวค่อยถอนสายตากลับมา เงยหน้ามองท้องฟ้าผืนเล็กเหนือศีรษะ แววตาฉายแววลึกล้ำขึ้น
ตอนนี้เขายิ่งดูไม่ออกเสียแล้วว่าซือคงเจี้ยนต้องการจะทำอะไรกันแน่
ก่อนหน้านี้เรื่องอู่เซิงทำให้เขาพบว่าซือคงเจี้ยนมีนายเหนือหัวมากความสามารถคนอื่นอยู่อีก แต่ยามนี้เขากลับเตรียมทุ่มกำลังหมายระงับคดีของอ๋องเฟิง
คนคนนี้แท้จริงแล้วยืนอยู่ฝ่ายไหนกัน
หรือว่าคิดจะยืนอยู่ตรงกลาง
กงเหลียงเหลียวทอดถอนใจเบาๆ หยิบติ้วเสี่ยงทายออกมา ตัดสินใจคำนวณหมากของทั้งสองฝ่ายเพื่อยืนยันอีกครั้ง
ผลลัพธ์ที่ได้คือ…จะคำนวณบ้าบออะไรกัน ในเมื่อข้าก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว มันจะเป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปเถอะ!
……
เพราะรั้งอยู่ที่เรือนผู่เยวี่ยนต่ออีกครู่หนึ่ง ดังนั้นตอนที่หลิวจี้กลับถึงบ้าน อาหารเย็นจึงถูกยกมาขึ้นโต๊ะเรียบร้อย
นับว่ามาได้จังหวะพอดี เขาล้างหน้าบ้วนปากลวกๆ เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าที่บางเบาแล้วนั่งลงกินข้าว
เด็กๆ พูดคุยกันถึงความยิ่งใหญ่ของคณะทูตที่ได้เห็นจากโรงน้ำชาในวันนี้อย่างตื่นเต้น กินข้าวพลางสอบถามท่านพ่อซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ว่าการออกไปต้อนรับคณะทูตนั้นรู้สึกอย่างไร
หลิวจี้ “พลิกผันยากจะคาดเดา อันตรายรอบด้าน ต้องระวังทุกฝีก้าว ประหนึ่งเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง”
สี่พี่น้องพากันตะลึงงันอย่างพร้อมเพรียง “หา”
หลิวจี้มองใบหน้างุนงงที่คล้ายคลึงกันทั้งสี่ดวงนั้นแล้วถอนหายใจเบาๆ พลางส่ายหน้า แสร้งทำเป็นเอ่ยด้วยความลึกซึ้งว่า
“โลกของผู้ใหญ่นั้นซับซ้อนกว่าที่พวกเจ้าเห็นมากนัก ค่อยๆ เรียนรู้ไปเถอะ ไว้พวกเจ้าโตขึ้นก็จะเข้าใจเอง”
เอ้อร์หลางสะบัดหน้าหนีทันควัน หันไปมองฉินเหยาด้วยความเลื่อมใสแวบหนึ่ง
ยังคงเป็นท่านแม่ที่ดีกว่า นางไม่เคยพูดคำประเภทว่า ‘รอพวกเจ้าโตขึ้นก็จะเข้าใจเอง’ แบบนั้นเลย ยามมีคำถามก็ตอบทุกครั้ง หากตอบไม่ได้ก็จะไม่หลอกลวงพวกเขา แต่จะพาพวกเขาไปค้นหาคำตอบด้วยกัน
ต้าหลางมองท่านพ่อของเขา “ขอไปที”
ฝาแฝดพยักหน้าอย่างหนักแน่น แสดงออกว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
หลิวจี้อับอายจนพาลโกรธ เขาเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตี ทันใดนั้นเจ้าตัวเล็กทั้งสี่ก็สงบเสงี่ยมลงทันตา รีบกินข้าวเย็นจนเสร็จแล้วแยกย้ายกันกลับห้องไปทำการบ้าน
วันนี้เล่นซนมาทั้งวันแล้ว หากไม่ขยันเพิ่มหน่อย พรุ่งนี้โดนอาจารย์ถามขึ้นมาคงแย่แน่
เมื่อเห็นเด็กๆ ลุกจากโต๊ะไปแล้ว หลิวจี้ก็ขยับเข้าไปใกล้ฉินเหยาทันที เริ่มถ่ายทอดเรื่องการปะทะคารมเล็กๆ น้อยๆ กับซือคงเจี้ยนเมื่อช่วงบ่ายนี้ รวมถึงคำเตือนของกงเหลียงเหลียวให้นางฟังจนหมดสิ้น
ฉินเหยาเลิกคิ้ว คำเตือนของกงเหลียงเหลียวฟังดูขัดแย้งกันเองอยู่บ้าง
‘หากจำเป็นต้องเข้าหาขั้วอำนาจใดสักฝ่าย ทั้งองค์หญิงใหญ่และรัชทายาทต่างก็มิใช่ตัวเลือกที่ดี’
นี่เขาคิดว่านางจะต้องเลือกเข้าหาขั้วอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่นอนอย่างนั้นหรือ
‘ก่อนที่คดีอ๋องเฟิงจะได้ข้อยุติ ห้ามติดต่อกับซือคงเจี้ยนหรือคนของกองทหารม้าเกราะดำอีกเด็ดขาด’
หรือว่าสามารถติดต่อคนอื่นนอกจากพวกเขาได้งั้นหรือ
หลิวจี้ร้อนใจยิ่งนัก “เมียจ๋า ข้าไม่อยากเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับเรื่องวุ่นวาย ข้าแค่อยากเลี้ยงดูท่านอาจารย์ยามแก่เฒ่าและส่งศพท่านให้ดีเท่านั้น”
ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้ สุขสบายจนหาที่ใดเปรียบ กินดีอยู่ดี สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดี แถมยังไม่มีใครกล้ามารังแก
เฝ้ารอแค่การสอบชุนเหวยในปีหน้า อาศัยบารมีของท่านอาจารย์สอบให้ได้จิ้นซื่อขั้นสองขั้นสามแล้วหาตำแหน่งขุนนางเล็กๆ ขั้นเจ็ดขั้นแปดทำพอเป็นพิธี ไม่ได้อยากจะไปปรนนิบัติรับใช้ฉ่านอ๋องบ้าบออะไรนั่นที่เรือนรับรองของกรมพิธีการเลยสักนิด
หลิวจี้จำต้องยอมรับว่า มันสมองของซือคงเจี้ยนนั้นปราดเปรื่องกว่าตนเองจริงๆ
เรื่องเรือนรับรองนั้นอย่าว่าแต่หนทางปฏิเสธเลย จะทำให้เสียเรื่องก็ไม่ได้ มีแต่ต้องทำให้ดีเท่านั้น
ครั้นทำออกมาดีแล้ว คนอื่นก็ยังคิดว่าเป็นเพราะซือคงเจี้ยนที่ช่วยส่งเสริมเขา เขายังต้องตกเป็นฝ่ายติดหนี้บุญคุณซือคงเจี้ยนอีก
พอคิดได้เช่นนี้ หลิวจี้ก็กลัดกลุ้มจนอยากจะกระอักเลือด
“เมียจ๋า เจ้าว่าข้าควรทำอย่างไรดี” หลิวจี้มองฉินเหยาที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดอย่างขอความช่วยเหลือ
ฉินเหยานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่จึงได้สติกลับมา ดูเหมือนในใจจะมีแผนการรับมือแล้ว
“ทางด้านเจ้าไม่ต้องหวังสร้างผลงาน ขอแค่ไม่ทำความผิดก็พอ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ซือคงเจี้ยนไม่เห็นมดตัวเล็กๆ อย่างเจ้าอยู่ในสายตาหรอก…”
ซือคงเจี้ยนกำลังวางแผนเล่นงานนางอยู่ต่างหาก
หลิวจี้รู้สึกน้อยใจในอกแทบตาย ขานรับเสียงหนึ่ง
ในใจก็คิดว่า หรือจะให้อาวั่งไปหายาพิษมาสักหน่อย วางยาซือคงเจี้ยนให้ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ความคิดเล็กๆ ล้วนเขียนอยู่บนใบหน้าเขา ฉินเหยามองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง ยกมือชี้ไปที่สวนหลังบ้าน “ดูท่าเจ้าจะว่างมาก ไปช่วยสอนการบ้านให้ซานหลางหน่อยไป”
หลิวจี้แค่นเสียงฮึดฮัด คัดค้านนั้นย่อมไม่กล้าคัดค้าน ได้แต่หยิบท่อนฟืนท่อนเล็กขึ้นมาอย่างว่าง่าย ไพล่มือไว้ข้างหลังแล้ววางมาดขรึมแบบบิดาผู้เข้มงวด เดินไปที่สวนหลังบ้าน
“ทางตระกูลหวังยังไม่มีข่าวคราวอีกหรือ” ฉินเหยาถามอินเยว่ที่กำลังผ่าฟืนอยู่ในลานบ้าน
ช่วงนี้อินเยว่ไปมาหาสู่กับตระกูลหวังบ่อยครั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลหวังมักจะเรียกนางไปช่วยเย็บปักถักร้อยแล้วก็คุยเล่นกัน ทุกวันถ้าคนไม่ได้อยู่ที่แผงขายผลไม้ปากตรอกนินทาชาวบ้านกับเพื่อนบ้านก็จะไปขลุกอยู่ที่ตระกูลหวังกินดื่มเปล่า
แน่นอนว่าก็ยังไม่ลืมท่านอาจารย์อย่างนาง อินเยว่จึงหอบขนมที่ฮูหยินผู้เฒ่าหวังทำเองกลับมาให้ตั้งมากมาย อร่อยมากทีเดียว
“ไม่มีเจ้าค่ะ” อินเยว่ส่ายหน้า “หลายวันมานี้ข้าคอยสังเกตดูตลอด ฮูหยินผู้เฒ่าส่งคนไปดูที่หน้าประตูเมืองทุกวัน แต่แม้แต่จดหมายสักฉบับก็ไม่มี”
“แต่ฮูหยินผู้เฒ่าใจกว้าง บอกว่าไม่มีข่าวก็คือข่าวดี ดูท่าจะชินเสียแล้ว”
ฉินเหยาคิดในใจ ไม่ชินก็คงไม่ได้ ตำแหน่งของหวังจิ่นนี้เดิมทีก็ล่วงเกินคนง่ายอยู่แล้ว ใช้ชีวิตแบบเอาหัวแขวนไว้บนเข็มขัด สภาพจิตใจของคนในครอบครัวไม่ดีก็ใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้เลย
กำชับให้อินเยว่คอยสังเกตการณ์ต่อไป ฉินเหยากำลังเตรียมจะลุกขึ้นไปงมแตงโมในบ่อน้ำมากิน อาวั่งก็โผล่มา
มีอะไรหรือ ฉินเหยาใช้สายตาไต่ถาม
อาวั่งชี้ไปที่ปากตรอกตรงข้ามประตูหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “มีคนจับตาดูบ้านเราอยู่ขอรับ”
ฉินเหยาใจหายวาบ ส่งสายตาไปทางอินเยว่
อินเยว่ก็เข้าใจความหมาย รีบวางขวานในมือลง หิ้วถังน้ำสกปรกที่ใช้แล้วถังหนึ่ง เดินออกไปทางประตูใหญ่
“ซ่า” น้ำถังหนึ่งถูกสาดลงในร่องน้ำมืดหน้าประตู อาศัยจังหวะเทน้ำนี้ กวาดสายตาสังเกตสถานการณ์โดยรอบอย่างรวดเร็ว เห็นศีรษะคนคนหนึ่งที่รีบหดกลับไปตรงปากตรอกฝั่งตรงข้ามเข้าจริงๆ
นางรีบข่มความตกใจไว้ในอก หิ้วถังเปล่ากลับเข้ามาในลานบ้าน