ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 726 อยากทำการค้ากับเจ้า
ตอนที่ 726 อยากทำการค้ากับเจ้า
อินเยว่รายงานว่า “เป็นผู้ชาย รูปร่างพอๆ กับอาวั่ง ดูแล้วอายุราวๆ ยี่สิบปี พกกระบี่ บนศีรษะสวมหมวกสาน มองไม่เห็นหน้าเจ้าค่ะ”
“แต่สวมรองเท้าหุ้มข้อสีดำคู่หนึ่ง บนนั้นมีลวดลายพิเศษ เหมือนข้าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน”
ภาพในหัวแวบขึ้นมา อินเยว่ตบมือฉาดใหญ่พูดว่า “ข้านึกออกแล้ว ที่โรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลก่อนที่พวกเราจะเข้าเมืองหลวง พวกทหารยามที่พี่ชายท่านอาจารย์ให้เงินรางวัลไปก็สวมรองเท้าสีดำแบบนี้”
เอาล่ะ ไม่ต้องเดาแล้ว
“เป็นทหารม้าเกราะดำ” ฉินเหยาและอาวั่งพูดขึ้นพร้อมกัน
ฉินเหยาพึมพำอย่างไม่เข้าใจ “พวกเขามาทำอะไร”
ไม่มีใครรู้ อาวั่งสอบถามเสียงเบา “ให้ไปเตือนพวกเขาหน่อยหรือไม่ขอรับ”
อินเยว่วางมือลงบนเข็มขัดเส้นหนาที่เต็มไปด้วยอาวุธลับตรงเอวแล้ว ขอเพียงฉินเหยาสั่งการลงมาคำเดียว นางก็พร้อมจะพุ่งออกไปทันที
“ไม่ต้องตื่นเต้น” ฉินเหยาเห็นแล้วก็นึกขำ ส่งสัญญาณให้นางผ่อนคลายลง “ถ้าคิดร้ายคงลงมือไปนานแล้ว”
ดูจากระยะห่างระหว่างคนข้างนอกนั่นกับบ้านนาง ไกลขนาดนั้นก็ได้แต่มองคนเข้าออกประตูหน้า กำแพงบ้านก็สูงบังมิด มองไม่เห็นอะไรข้างในหรอก
แทนที่จะเรียกว่าจับตามอง สู้เรียกว่าพวกเขากำลังหยั่งเชิงอยู่จะถูกกว่า
“ไม่มีอะไรแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ ใครจะมาสุดท้ายย่อมมาเอง” ฉินเหยามองอาวั่งปราดหนึ่งอย่างมีความหมาย
อาวั่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายว่านางสั่งให้เขาไม่ต้องเฝ้ายามคืนนี้
เขาพยักหน้าแล้วหายวับไปจากเบื้องหน้าฉินเหยาเพื่อไปให้อาหารม้าต่อ
อินเยว่มองอาจารย์ที มองทางที่อาวั่งหายไปทีก็งงเป็นไก่ตาแตก สองคนนี้คุยภาษาใบ้อะไรกัน
แต่ช่างเถอะ ท่านอาจารย์ไม่บอกนางก็คงมีเหตุผลของท่าน
อินเยว่ผ่อนคลายลงทันที ถามว่า “ท่านอาจารย์ ยังจะกินแตงอยู่ไหมเจ้าคะ”
ฉินเหยายิ้ม พยักหน้าอย่างหนักแน่น “แน่นอนว่าต้องกิน”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปเอาแตงขึ้นมา หั่นเสร็จแล้วจะได้ยกไปให้พวกซื่อเหนียงด้วย เฮ้อ อาจารย์ในสำนักศึกษาที่เมืองหลวงนี่เข้มงวดกันจริง ดูซานหลางสิ กลุ้มใจเสียจน…”
อินเยว่บ่นกระปอดกระแปดพลางเดินไปที่บ่อน้ำในสวนหลังบ้าน ใช้ถังไม้ตักแตงโมที่แช่เย็นไว้ในบ่อน้ำขึ้นมา ย้ายไปผ่าที่โต๊ะเตรียมของในห้องครัว กลิ่นหอมเย็นสดชื่นโชยขึ้นแตะจมูก กลิ่นหอมยั่วน้ำลายกระจายไปทั่วทั้งลานบ้านอย่างรวดเร็ว
ที่ประตูวงพระจันทร์มีศีรษะเล็กๆ โผล่ออกมา “ศิษย์พี่เยว่ ท่านผ่าแตงหรือ”
อินเยว่ไม่ต้องเงยหน้าก็รู้ว่าเป็นใคร นางหั่นเนื้อแตงชิ้นหนาออกมาแยกต่างหากชิ้นหนึ่งแล้วกวักมือเรียกเบาๆ อย่างลับๆ ล่อๆ
ซานหลางดวงตาเป็นประกาย รีบวิ่งจู๊ดเข้ามา รับแตงโมเนื้อแดงฉ่ำชิ้นนั้นที่ใหญ่กว่าครึ่งหน้าของตนเองไปแล้วกัดเข้าตรงกลางส่วนที่หวานกรอบที่สุด น้ำหวานฉ่ำไหลย้อยลงมาจากช่องว่างฟันล่างที่หลอ
“อุ๊ย!” ลืมไปว่าฟันล่างเพิ่งหลุดไปเมื่อคืน
ซานหลางรู้สึกเจ็บใจ แต่ปากก็หยุดกินไม่ได้ ปล่อยให้น้ำแตงโมไหลเลอะเสื้อด้านหน้า จัดการแตงโมชิ้นโตจนหมดเกลี้ยงแล้วกำชับอินเยว่อย่างเอาใจว่า “ศิษย์พี่เยว่ นี่เป็นความลับของพวกเรานะ ห้ามบอกคนที่สามเด็ดขาด”
แล้วก็ย่องหนีไปเงียบๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะมีเปลือกแตงโมสีเขียวเพิ่มมาในกะละมัง ใครจะรู้ว่าเขาเคยมา
อินเยว่ยิ้มมุมปาก รู้สึกว่าเจ้าเด็กตะกละคนนี้น่าขันนักจึงส่ายหน้าด้วยความเอ็นดูแล้วยกจานแตงโมหั่นชิ้น ไปส่งให้ท่านอาจารย์ที่กำลังนั่งตากลมชมจันทร์อยู่ที่โถงหน้าก่อน จากนั้นค่อยยกไปให้พวกเด็กๆ ที่สวนหลังบ้าน
ชั่วขณะหนึ่ง ทั่วทั้งลานบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของแตงโม
ฮูหยินผู้เฒ่าชิวแนบหูอยู่ตรงตีนกำแพงบ้านตนเอง จมูกฟุดฟิดดมกลิ่น หอมจนนางอดกลืนน้ำลายไม่ได้
“ฉินเหนียงจื่อผู้นี้มีเงินเหลือใช้หรือยังไงนะ แตงนี่แพงจะตายไป กลิ่นหอมลอยมาทุกวันตลอดทั้งเดือน ทำเอาคนอยากกินจะตายอยู่แล้ว…”
ฮูหยินผู้เฒ่าบ่นพึมพำด้วยความริษยา อดไม่ได้ที่จะสูดกลิ่นหอมที่ลอยมาจากข้างบ้านอีกสองสามครั้ง ก่อนจะไล่ต้อนพวกหลานชายหลานสาวที่ห่วงแต่เล่นให้กลับเข้าห้องไปพักผ่อน
เทียนไขและน้ำมันตะเกียงนั้นราคาแพง พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่อาจเลียนแบบเรือนข้างๆ ที่จุดไฟสว่างไสวตลอดทั้งคืนได้
พอถึงเวลาก็ไม่อนุญาตให้คนทั้งบ้านจุดตะเกียงอีก
ลานบ้านตระกูลชิวพลันมืดลง
ภายในตรอกควานเจิ้ง นี่ราวกับเป็นสัญญาณบอกให้ผู้คนปิดประตูลงกลอนดับไฟเข้านอนกันได้แล้ว
แสงไฟในบ้านแต่ละหลังค่อยๆ ดับลง บ้านของฉินเหยาที่ยังจุดไฟสว่างโร่จึงดูโดดเด่นขัดตา
คนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเริ่มร้อนใจขึ้นมาบ้างแล้ว ครอบครัวนี้ไม่หลับไม่นอนกันหรืออย่างไร
รออีกหน่อยแล้วกัน เป็นคนย่อมต้องนอนหลับ
แต่รอแล้วรอเล่า เฝ้ารอจนแล้วจนรอด ไฟในลานบ้านหลังนั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะดับลงเลยแม้แต่น้อย
สำหรับเรื่องนี้ ฉินเหยาที่นั่งถือสมุดภาพอ่านอย่างออกรสอยู่ในโถงหลักขอชี้แจงว่า ซื่อเหนียงกลัวความมืด ซานหลางต้องตื่นมาปัสสาวะ เอ้อร์หลางต้องเร่งอ่านหนังสือ ส่วนช่วงครึ่งหลังของคืนนั้น อินเยว่และต้าหลางก็ต้องตื่นมาฝึกวรยุทธ์ แถมยังมีหลิวจี้ที่ตื่นเช้ามาอ่านหนังสืออีกคน บ้านหลังนี้ไม่มีความจำเป็นต้องดับไฟเลย!
อีกอย่าง นางยังต้องโต้รุ่งอ่านสมุดภาพอยู่นะ
จิตรกรในเมืองหลวงนี่ฝีมือไม่เลวจริงๆ สมุดภาพวาดได้น่ารักน่าสนใจ เนื้อเรื่องเรื่องแล้วเรื่องเล่าก็ช่างน้ำเน่า อ่านแล้วยิ่งตาสว่าง
นอนหรือ
เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะนอน!
เสียง “ตึงๆ” ดังขึ้น คนตียามเดินผ่านหน้าประตู เป็นสัญญาณเตือนว่าเข้าสู่ยามสามแล้ว
ฉินเหยาหาวออกมา อ่านสมุดภาพหน้าสุดท้ายจบก็ปิดสมุดลง ลุกขึ้นเดินออกมาที่ลานบ้าน พลางบิดขี้เกียจอย่างแรงทีหนึ่ง
คนในบ้านต่างเข้านอนกันหมดแล้ว เหลือเพียงนางคนเดียวที่ยังยืนอยู่
สายลมราตรีอันเย็นสบายพัดโชยมา ไม่รู้ว่าพัดผ่านดอกไม้ไปกี่ต้น ในอากาศจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นหวานละมุน ฉินเหยาสูดลลมหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็รู้สึกง่วงงุนขึ้นมาบ้าง
นางหาวหวอด เอ่ยพึมพำกับความว่างเปล่าอย่างหมดความอดทนว่า “ยังไม่เข้ามาอีกหรือ ถ้ายังไม่เข้ามาข้าจะไปนอนแล้วนะ”
แน่นอนว่า จะนอนหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ทว่าหากนางหลับไปแล้วถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา นางจะต้องอาละวาดแน่
ใครบางคนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด สะดุ้งตกใจกับเสียงพึมพำนี้
เขายังคิดว่าตนเองซ่อนตัวได้ดีแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะถูกพบเจอตั้งนานแล้ว
แต่พอคิดอีกที คนที่พบตัวเขาคือฉินเหยา ทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
อาจเพราะรู้อยู่ว่าเวลานางอาละวาดจะมีสภาพเป็นอย่างไร เสียงลมดัง “ฟึ่บ” จึงพัดผ่านน่านฟ้าเหนือลานบ้าน เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า ร่อนลงด้านหลังฉินเหยาอย่างแผ่วเบา
ฉินเหยาไม่หันกลับไป ดวงตากวาดมองเงายาวเหยียดที่ทอดลงบนพื้น เรียกอย่างไม่มั่นใจนักว่า “ใต้เท้าเฮ่อ?”
นางก็แค่เดา แต่คนด้านหลังกลับส่งเสียงตอบรับในลำคอทีหนึ่ง
ฉินเหยาหันกลับไปมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ไป๋เฮ่อซ่อนกายอยู่ภายใต้ชุดคลุมสีดำ บนใบหน้าโพกผ้าปิดบังไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่โตดั่งระฆังทองแดงที่ตาขาวตาดำแยกกันชัดเจน
“เป็นท่านจริงๆ ด้วย” ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ ทำตัวลับๆ ล่อๆ มาหาถึงบ้าน ย่อมมิใช่เรื่องดีแน่
ไป๋เฮ่อพยักหน้าเบาๆ แสดงท่าทางเกรงใจอย่างหาได้ยาก ก่อนเอ่ยเข้าประเด็นทันทีว่า “ข้าอยากจะทำการค้ากับเจ้า”
“ไม่ทำ” ฉินเหยาปฏิเสธทันควัน
ไป๋เฮ่อชะงัก พูดอย่างไม่พอใจอยู่บ้างว่า “เจ้ายังไม่ทันฟังข้าพูดก็ปฏิเสธแล้ว หรือว่าไม่อยากรู้เลยว่าข้าจะเสนอสิ่งใดให้เจ้า”
ฉินเหยา “ไม่อยาก” ตอบได้เด็ดขาดชัดเจนยิ่งนัก
“…”
ดูเหมือนอากาศจะหยุดนิ่งด้วยความกระอักกระอ่วนไปหลายวินาที
ไป๋เฮ่อสูดหายใจเข้าลึกๆ สองที ฝืนใจพูดต่อว่า “เจ้าเสนอราคามา”
ฉินเหยามองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด “ค่าตัวข้าแพงมากนะ ท่านเคยไปสืบดูหรือเปล่า”
ขนาดองค์หญิงใหญ่เสนอเบี้ยหวัดเดือนละแสนตำลึง นางยังไม่หวั่นไหวเลย!
ถึงแม้พอนึกย้อนกลับไปภายหลังจะรู้สึกเสียดายอยู่หน่อยๆ ก็เถอะ
แต่ก็แค่นิดเดียวเท่านั้นจริงๆ