ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 733 ใจเหนื่อยแล้ว
ตอนที่ 733 ใจเหนื่อยแล้ว
“เมียจ๋า!”
อยู่ห่างออกไปไกลลิบ ฉินเหยาก็ได้ยินเสียงตะโกนดังกังวานของหลิวจี้แล้ว
นางลอบถอนหายใจ ทว่ามิได้เดินออกไปทันที นางก้มหน้าอ่านจดหมายในมือต่ออย่างใจเย็น
เป็นจดหมายจากฉินเฟิง
เขาเดินทางกลับถึงเมืองวั่งเฉิงโดยสวัสดิภาพแล้ว พอถึงบ้านก็เขียนจดหมายฝากม้าเร็วของสำนักคุ้มภัยส่งมาให้พร้อมด้วยพุทราแดงลูกใหญ่หนึ่งโถ บอกว่าสตรีในเมืองวั่งเฉิงชอบกินสิ่งนี้กันมาก ช่วยบำรุงผิวพรรณให้งดงามได้
ฉินเหยามองโถดินเผาใบเล็กบนโต๊ะ เปิดผ้ากันน้ำที่ปิดปากโถออก เผยให้เห็นพุทราแดงแห้งอัดแน่นอยู่เต็มโถ
นางหยิบขึ้นมาสองเม็ด ปากเคี้ยวไปพลางคลี่กระดาษออก ฝนหมึกจรดพู่กันเขียนจดหมายตอบพี่ชาย
จดหมายของฉินเฟิงนั้นสั้นกระชับ จดหมายตอบกลับของนางยิ่งเรียบง่าย มีเพียงไม่กี่บรรทัด ความว่า พี่ใหญ่ ได้รับพุทราแล้ว ข้าสบายดีทุกประการ ยามจดหมายไปถึงน่าจะเป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์พอดี ขออวยพรล่วงหน้า
ท้ายจดหมายยังกำชับอีกประโยคว่า หากมีเรื่องลำบากใจ บอกข้าได้เลย น้องสาวจะรีบไปช่วยทันที
เขียนเสร็จก็นำกระดาษไปวางผึ่งไว้ด้านข้าง พอวางพู่กันลง ประตูห้องก็ถูกหลิวจี้ผลักเข้ามาเสียงดัง “โครม”
“เมียจ๋า ข้ากลับมาแล้ว~” หลิวจี้ฉีกยิ้มกว้าง เดินอาดๆ เข้ามา
ครั้นเห็นโถดินเผาใส่พุทราแห้งกับจดหมายที่ฉินเหยาวางผึ่งไว้บนโต๊ะ เขาก็เดินดุ่มๆ เข้าไปชะโงกหน้ามองอย่างไม่เกรงใจ พลางเอ่ยถามอย่างยินดีว่า “พี่เขยส่งจดหมายมาหรือ”
สายตาสอดส่ายมองหา หวังว่าจะได้เห็นของดีที่พี่เขยส่งมาพร้อมจดหมาย ทว่ากวาดตามองรอบหนึ่งกลับมีเพียงโถพุทราตั้งอยู่บนโต๊ะ
ฉินเหยาลอบหัวเราะ พี่ชายย่อมมิได้ฝากมาเพียงพุทราโถเดียว ยังมีเงินอีกหนึ่งกล่อง แต่ถูกนางเก็บไปเรียบร้อยแล้ว
ฉินเหยาชี้ไปที่โถดินเผา พยักพเยิดให้หลิวจี้ลองชิม พุทราของเมืองวั่งเฉิงดูเหมือนจะหวานกว่าที่อื่นจริงๆ
นางคว้าขึ้นมาอีกกำมือ ถึงจะไม่รู้ว่าสรรพคุณบำรุงผิวพรรณความงามที่อวดอ้างนั้นจริงเท็จเพียงใด แต่พอกินเข้าไปหลายลูก อารมณ์ก็เบิกบานขึ้นจริงๆ
ดั่งคำกล่าวที่ว่า หน้าตาเป็นกระจกส่องใจ คนที่มีความสุขย่อมดูดีเสมอ
หลิวจี้หาของดีที่พี่เขยส่งมาไม่เจอก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่เพียงครู่เดียวก็ทิ้งความผิดหวังไว้เบื้องหลัง ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ฉินเหยา ก่อนจะล้วงเข้าไปในแขนเสื้อตัวโคร่ง
สิ่งแรกที่หยิบออกมาคือไหสุราขนาดเท่าฝ่ามือ “เหล้าเตียวฮวาของหอหวงเฮ่อ!”
ตามด้วยห่อกระดาษเล็กๆ อีกหลายห่อ “รากบัวยัดไส้เนื้อ ขนมข้าวเหนียวหยกขาว เมล็ดบัวเหอเหอ…ฝีมือพ่อครัวอันดับหนึ่งของเมืองหลวงเชียวนะ”
ยังมีฟักทองเงินสามชิ้นจากร้านเครื่องเงินเหล่าเจี้ยง เขาประคองของทั้งหมดดันมาตรงหน้าฉินเหยาราวกับถวายสมบัติล้ำค่า ดวงตาฉายแววคาดหวัง รอคอยที่จะได้เห็นสีหน้าประหลาดใจระคนยินดีของนาง
ทว่าความยินดีกลับไม่มี มีเพียงความแปลกใจที่มิได้ปิดบังเลยสักนิด ฉินเหยามองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ถามอย่างอัศจรรย์ใจว่า “สรุปแล้วเจ้าซ่อนของมากมายเพียงนี้ไว้ได้อย่างไรกัน”
หลิวจี้โบกมืออย่างลำพองใจ “เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องสนใจหรอก บอกมาสิว่าดีใจหรือไม่ ดูสิ นี่มีทั้งของกินของดื่มของเล่น ข้าไม่เคยลืมส่วนของเมียจ๋าเลยนะ!”
พูดจบก็เท้าเอวอย่างภาคภูมิใจ
ทั่วใต้หล้านี้ จะหาสามีที่ดีเหมือนเขาไม่ได้อีกแล้ว!
ฉินเหยาเหลืออดจนต้องหัวเราะออกมาอย่างจนใจกับท่าทางโอ้อวดของเขา นางยื่นมือไปพลิกห่อกระดาษเหล่านั้น แม้จะเย็นชืดแล้ว แต่กลิ่นหอมจางๆ ที่หลงเหลืออยู่ก็ลอยมาแตะจมูก กระตุ้นพยาธิในท้องให้ตื่นตัว
ทว่านางมิได้แตะต้องของว่างพวกนั้น เพียงหยิบไหสุราใบเล็กขึ้นมา เปิดจุกออกดมดู กลิ่นหอมอันเข้มข้นสดชื่นกำซาบเข้าสู่หัวใจ ไหลลึกเข้าสู่ปอด
สมกับเป็นสุราชั้นยอดจากหอเลื่องชื่อ ความบริสุทธิ์เหนือกว่าสุราที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดอยู่หลายขุม
ฉินเหยาไม่ใช่คนชอบดื่มสุรา แต่ในยามนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่า หากได้แกล้มกับเนื้อวัวตุ๋นซอสสักจาน กินเนื้อคำดื่มสุราคำ คงจะสุขสำราญเบิกบานใจยิ่งนัก
ไหสุราใบเล็กขนาดเหมาะมือ นางถือไว้แล้วนำมาจ่อใต้จมูกสูดดมเบาๆ กลับรู้สึกตัดใจวางไม่ลงอยู่บ้าง
“ว่ามา เจ้าไปก่อเรื่องอะไรมาอีก?” ฉินเหยาหรี่ตาละเลียดกลิ่นสุรา เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
“เมียจ๋า เจ้าพูดแบบนี้มันมองคนในแง่ร้ายเกินไปแล้ว” หลิวจี้นั่งลงตรงข้ามนาง แล้วอธิบายอย่างจริงจังว่า “ข้าจดจำคำสอนของเมียจ๋าได้ขึ้นใจตลอดเวลา จะไปก่อเรื่องได้อย่างไร…”
พูดยังไม่ทันจบ ฉินเหยาก็ลืมตาขึ้นมองมา นัยน์ตาสีหมึกสะท้อนใบหน้าอันรู้สึกผิดของเขาอย่างชัดเจน
หลิวจี้ยิ้มแก้เก้อ “ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ต้องโทษซือคงเจี้ยนนั่น ที่ดันส่งข้าไปรับรองพวกเป่ยหมาน ธรรมเนียมระหว่างสองแคว้นย่อมมีความแตกต่างกันบ้างก็เลยเกิดเรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
“แต่ข้ากล้าสาบานกับเมียจ๋าเลยว่า เรื่องนี้ไม่มีทางสาวมาถึงตัวข้าแน่นอน!”
ก็ใครใช้ให้เขาถูกส่งตัวมาจากจวนราชครูเล่า?
โทสะของอ๋องฉ่านไปลงที่ซือคงเจี้ยนย่อมสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
“แต่ว่าวันนี้เจ้าซือคงเจี้ยนทำเอาข้าตกใจแทบแย่!” หลิวจี้กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกเกินจริง
ฉินเหยาขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”
หลิวจี้จึงเล่าเรื่องที่ตน ‘เผลอ’ หนีกลับจากเรือนรับรองก่อนเวลา ทำให้ชาวเป่ยหมานเข้าใจผิดในตัวเขาและราชครู
“ขาเพิ่งจะแตะพื้น ซุนเจียงก็โผล่มาเชิญตัวข้าไปทันที ข่าวไวนัก เขาต้องแอบวางสายลับไว้ข้างกายข้าเพื่อจับตาดูทุกฝีก้าวของพวกเราแน่ๆ”
หลิวจี้ยกมือขึ้นทาบอก แค่คิดเขาก็รู้สึกว่าซือคงเจี้ยนผู้นี้น่ากลัวยิ่งนัก
ทว่าคนน่ากลัวปานนี้ คราวนี้ไม่เพียงไม่โทษเขา กลับยังชมว่าเขาทำได้ดี จะได้ไม่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าจวนราชครูสนิทสนมกับชาวเป่ยหมาน
“เมียจ๋า ซือคงเจี้ยนบอกว่ามีคนคิดยืมมือชาวเป่ยหมานสังหารท่านอาจารย์ เจ้าว่าโลกนี้มันเป็นอะไรไปแล้ว? อาจารย์ที่เป็นตาเฒ่าไม้ใกล้ฝั่งไปกว่าครึ่งตัวแล้ว จะไปมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใดได้”
หลิวจี้ยิ่งพูดโทสะก็ยิ่งพุ่งพล่าน ตบโต๊ะดังปังแล้วผุดลุกขึ้น “แค่ให้คนแก่คนหนึ่งใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข พวกเขาก็ทนดูไม่ได้เชียวหรือ!”
คิ้วของฉินเหยายิ่งขมวดมุ่น ซือคงเจี้ยนเล่าเรื่องเหล่านี้กับหลิวจี้เพื่อการใด?
“ยังมีเจ้าซือคงเจี้ยนอีก!”
หลิวจี้พูดด้วยความโกรธระคนหวาดกลัว “ไม่ใช่เขาเองหรอกหรือที่ขังท่านอาจารย์ไว้ หมายจะใช้ประโยชน์จนตัวตาย? พวกเราเป็นศัตรูกัน แท้ๆ เหตุไฉนเขาถึงมาพูดเรื่องพวกนี้กับศัตรู ทำราวกับว่าตนห่วงใยความปลอดภัยของท่านอาจารย์นักหนา”
หากห่วงใยจริง ไฉนจึงไม่ปล่อยท่านอาจารย์ออกมาจากผู่เยวี่ยนเล่า
กลับขังคนไว้ในเรือนเล็กๆ นั่น ซ้ำยังส่งองครักษ์มาเฝ้ายามทั้งนอกทั้งในทั้งวันทั้งคืน เข้มงวดยิ่งกว่าคุมขังนักโทษประหารเสียอีก
“ถุย!” หลิวจี้ถ่มน้ำลายอย่างรังเกียจ “เจ้าคนหน้าซื่อใจคด! มือถือสากปากถือศีล!”
ฉินเหยาเดาะลิ้นสองที เอ่ยเย้าว่า “พอรู้ว่าที่จริงแล้วราชครูใส่ใจท่านอาจารย์กงเหลียง ดูเหมือนเจ้าจะตื่นเต้นเหลือเกินนะ”
หลิวจี้แหวกลับอย่างตื่นเต้น “ข้าตื่นเต้นตรงไหน”
ฉินเหยากวาดตามองเขาอย่างเรียบๆ เสียงดังปานนี้ เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีก?
หลิวจี้ “…”
“เฮ้อ~” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวนั่งลงอีกครั้ง ศีรษะฟุบลงบนโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก ปากก็พึมพำว่า
“เมียจ๋า ผู้คนในเมืองหลวงเหตุใดจึงดูลึกลับซับซ้อนนัก? ยากแท้หยั่งถึง มองไม่ทะลุเลย”
จู่ๆ ก็อยากกลับบ้านนอกขึ้นมาจับใจ
น้อยครั้งที่หลิวจี้จะรู้สึกหดหู่ ด้วยในโลกของเขา มักจะมีของใหม่ๆ นับไม่ถ้วนมาคอยล่อตาล่อใจอยู่เบื้องหน้า ให้เขาวิ่งไล่ตามอย่างเพลิดเพลิน
ทว่ายามนี้ เขารู้สึกเหนื่อยใจแล้วจริงๆ
“เมียจ๋า ข้าสับสนเหลือเกิน สรุปแล้วพวกเรามาเมืองหลวงเพื่อการใดกันแน่”
หลิวจี้เอียงคอขบคิด พบว่าเบื้องหน้าคือหมอกหนาทึบขาวโพลน มองไม่เห็นหนทางเลยสักนิดเดียว