ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 734 คิดถึงบ้าน
ตอนที่ 734 คิดถึงบ้าน
ฉินเหยาโบกมือส่งสัญญาณให้หลิวจี้ย้ายหัวของเขาออกไปจากโต๊ะของนาง พับจดหมายที่หมึกแห้งแล้วใส่ลงในซอง จุดเทียนใช้ครั่งประทับปิดผนึกซองจดหมายแล้ววางไว้ด้านข้าง
จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังหลิวจี้ พูดเตือนสติว่า
“พวกเรามาเมืองหลวงด้วยจุดประสงค์สองอย่าง อย่างแรก คือเตรียมตัวสอบชุนเหวยในปีหน้า”
“อย่างที่สอง คือมาเยี่ยมท่านอาจารย์กงเหลียงเหลียวของเจ้า มีแค่สองเรื่องนี้ที่เจ้าต้องทำ ที่เหลือล้วนเป็นการหาเรื่องใส่ตัวทั้งนั้น”
หลิวจี้พลันตาสว่างวาบ “จริงด้วย!”
เป้าหมายของเขาชัดเจนอยู่แล้วว่ามีแค่สองเรื่อง ไฉนจู่ๆ ถึงถูกซือคงเจี้ยนส่งไปต้อนรับอ๋องฉ่านแห่งเป่ยหมานได้เล่า
หลิวจี้พลันเกิดความรู้สึกรู้แจ้งเห็นจริง ลุกพรวดขึ้นยืนอย่างตื่นเต้นหมายจะกุมมือเมียจ๋า แต่ถูกอีกฝ่ายเบี่ยงหลบได้อย่างง่ายดาย กระนั้นเขาก็ยังไม่ละความพยายาม รีบคว้าแขนเสื้อของนางไว้หมับแล้วกล่าวอย่างเบิกบานใจว่า
“เมียจ๋าช่างมีปัญญาเลิศล้ำ พอเจ้าเตือนสติเช่นนี้ ข้าก็รู้ทันทีว่าควรจะทำอย่างไร”
“ทำอย่างไร” ฉินเหยามองเขาอย่างสงสัย คิดได้เร็วปานนี้เชียว?
หลิวจี้กล่าว “ช่างหัวอ๋องฉ่านแห่งเป่ยหมานนั่นปะไร ข้าเป็นแค่ราษฎรตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะไปจัดการเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นได้อย่างไร บิดาไม่ทำแล้ว!”
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเบิกบานใจ พรุ่งนี้เขาจะไปหาซือคงเจี้ยนเพื่อลาออกจากงานนี้ จะได้ไม่ต้องไปลอยชายอยู่ต่อหน้าองค์หญิงหูเหอถีเซียงตลอดทั้งวัน จนทำเอาเขาต้องอกสั่นขวัญแขวน กลัวเหลือเกินว่าเสน่ห์ของตัวเองจะมากล้นจนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมนองเลือดโดยไม่จำเป็น
ฉินเหยาซักไซ้เชิงหยั่งเชิง “เจ้าบอกไม่ทำก็ไม่ทำแล้วหรือ เหตุผลเล่า”
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ ไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ “เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็รู้แล้ว เมียจ๋า หิวแล้วใช่ไหม พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ ข้าได้กลิ่นหอมกับข้าวฝีมืออาวั่งลอยมาแล้ว”
เขาลูบท้อง พลางก้าวเท้าออกจากห้องของนาง มุ่งหน้าไปทางโถงเรือนส่วนหน้า
ที่บอกว่าพรุ่งนี้ก็รู้ แท้จริงแล้วคือยังคิดไม่ออกต่างหาก
เช่นนั้น เขาควรจะหาเหตุผลแบบไหนดีนะ?
ต้องสมเหตุสมผลและทำให้คนรู้สึกว่าเขาจงใจ เรื่องนี้ช่างขบคิดได้ยากจริงๆ เห็นทีคืนนี้ต้องกินข้าวให้เยอะหน่อยเพื่อบำรุงสมองเสียแล้ว
ฉินเหยามองดูหลิวจี้ที่เดินจากไปอย่างระริกระรี้ มุมปากก็ยกยิ้มอย่างคาดหวัง นางอยากจะรู้นักว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะสรรหาวิธีการใดออกมาได้
แต่จากความเข้าใจที่นางมีต่อหลิวจี้ แปดในสิบส่วนคงไม่ใช่วิธีการที่ดีอะไรนัก เป็นประเภทสังหารศัตรูแปดร้อย สูญเสียหนึ่งพันเสียมากกว่า
ณ หน้าประตูใหญ่ มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของพี่น้องทั้งสี่ดังแว่วมา เลิกเรียนกลับมากันแล้ว เด็กสี่คนรวมตัวกันอานุภาพเทียบเท่ากับเป็ดแปดร้อยตัว
ฉินเหยามือซ้ายถือของกินเล่นและเหล้าไหเล็กที่หลิวจี้ ‘บรรณาการ’ มา ส่วนมือขวาอุ้มโถพุทราแดงที่พี่ชายส่งมา เดินออกจากห้อง
ขณะเดินผ่านลานบ้านก็กำชับอินเยว่ “เจ้าช่วยนำจดหมายบนโต๊ะในห้องข้าไปส่งให้พี่ชายข้าที”
อินเยว่รับคำแล้วรีบไปจัดการทันที นางไปหยิบจดหมายมาก่อน กะว่ารอเช้าพรุ่งนี้ตอนออกจากบ้านไปสมทบกับหลิวเฝยที่ตลาดทิศใต้ จะแวะฝากคนให้ส่งไปให้
เมื่อฝากจดหมายให้ลูกศิษย์แล้ว ฉินเหยาก็วางใจ อุ้มของกินเต็มสองไม้สองมือมาถึงโถงเรือนส่วนหน้า เพิ่งจะก้าวพ้นประตู เด็กทั้งสี่ในบ้านก็ราวกับติดเครื่องส่งสัญญาณไว้บนหัว หันขวับมามองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ครั้นเห็นห่อกระดาษและไหดินเผาเต็มอ้อมแขนของนาง อีกทั้งด้านในยังมีกลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยออกมา ทั้งหมดต่างก็พากันเข้ามาห้อมล้อม
“ท่านแม่ ข้าช่วยท่านถือ!”
นี่คือต้าหลาง ผู้ที่นับว่ารู้ความ รับโถดินเผาที่หนักที่สุดในมือฉินเหยาไป
“ท่านแม่ ท่านแม่ ข้าช่วยท่านถือห่อกระดาษหอมๆ พวกนี้เองขอรับ”
นี่คือซานหลาง เขารับห่อกระดาษเคลือบน้ำมันไปทั้งหมด ลองสูดดมดูก็หันกลับมาถามฉินเหยาอย่างตื่นเต้นยินดีทันทีว่า “ท่านแม่ ของกินนี่นา!”
หลังจากฉินเหยาพยักหน้า เอ้อร์หลางก็ยื่นมือออกไปจะช่วยน้องชายถือบ้าง สองพี่น้องยื้อแย่งกันไปมา สุดท้ายถูกหลิวจี้ผู้เป็นพ่อตวาดใส่ไปหนึ่งที ถึงได้ยอมวางของไว้บนโต๊ะ กินข้าวอย่างว่านอนสอนง่าย
ซื่อเหนียงเกาะขอบโต๊ะชะเง้อดูตรงนั้นทีตรงนี้ทีก็นับว่ามีความอดทนอยู่บ้าง นางตีมือพี่สามที่กำลังซุกซนอยากจะหยิบ พลางดุว่า “ห้ามแอบกินนะ รอคนมาครบแล้วค่อยกินพร้อมกัน”
ซานหลางจำต้องกลืนน้ำลาย รับคำ “อื้อ” อย่างเชื่อฟัง
ทันใดนั้น ต้าหลางก็นึกอะไรขึ้นได้จึงส่งสายตาให้ซื่อเหนียง ซื่อเหนียงรีบวิ่งไปยังโถงข้างห้องอาหารแล้วนำของที่วางอยู่บนโต๊ะฝั่งนั้นมา
ฉินเหยาและหลิวจี้มองตามไปอย่างอยากรู้อยากเห็น เด็กหญิงตัวน้อยก็ถือรวงข้าวสองรวงเดินเข้ามา ยื่นส่งให้ราวกับเป็นของล้ำค่าอย่างเบิกบานใจ
“ท่านแม่ ท่านพ่อ ดูสิเจ้าคะ ข้าวปีนี้สุกงอมแล้ว งอกงามดีเชียว!”
หลิวจี้ถามอย่างแปลกใจ “เจ้าไปหักรวงข้าวมาจากไหน ในเมืองนี้ไม่มีที่นาสักครึ่งหมู่เลยนะ”
ฉินเหยาถึงนึกขึ้นได้ เมื่อวานเด็กหญิงตัวน้อยบอกว่าสำนักศึกษาสตรีของพวกนางวันนี้มีวิชาเกษตร ช่วงเช้าจะพานักเรียนไปดูงานที่ที่นาแถวชานเมือง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อคืนอินเยว่ยังอุตส่าห์เย็บหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าใบเล็กน้ำหนักเบาให้เด็กหญิงตัวน้อยด้วยซ้ำ
“นี่กลับมาจากที่นาแล้วหรือ” ฉินเหยาถามพลางรับรวงข้าวสีทองอร่ามสองรวงนั้นมา ลองบีบเมล็ดข้าวบนรวงดู ทุกเมล็ดอวบอ้วน ปีนี้เป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์อีกปีหนึ่ง
ซื่อเหนียงพยักหน้า เมื่อครู่นี้นางเพิ่งจะอวดเรื่องที่ตัวเองไปที่นากับพวกพี่ชายทั้งสามไปหมาดๆ
เรื่องนี้มีแค่สำนักศึกษาสตรีของพวกนางเท่านั้นที่มี สำนักศึกษาตระกูลฟ่านไม่มีหรอก
“ที่นาทั้งกว้างทั้งสนุก ท่านยายคนเฝ้าที่นั่นใจดีมาก ไม่เพียงพาพวกเราไปดูนาข้าวที่สุกก่อนที่อื่นในปีนี้ ยังพาพวกเราไปเก็บแตงในไร่ของนางด้วย แตงทั้งลูกใหญ่ทั้งเนื้อแดงล้วนเก็บจากที่นาของท่านยายออกไปขายนั่นแหละเจ้าค่ะ”
“แตงที่พวกเราซื้อกินในเมือง ส่วนใหญ่ก็เป็นของบ้านท่านยายคนนี้” ซื่อเหนียงเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ท่าทางราวกับพลอยได้รับเกียรติไปด้วย
หลิวจี้สบตากับฉินเหยาอย่างแปลกใจแล้วพูดว่า “คนเมืองหลวงนี่ก็น่าขันนัก ของที่เห็นได้ทั่วไปในชนบท พอมาอยู่ในเมืองกลับเอามาสอนเป็นวิชาเรียนเสียได้”
ซื่อเหนียงส่งค้อนให้บิดา “ไม่ใช่ทุกคนเกิดมาจะแยกแยะธัญพืชทั้งห้าได้เสียหน่อย ท่านอาจารย์ใหญ่พาพวกเราไปที่นาก็เพื่อให้ทุกคนได้รู้ซึ้งถึงความยากลำบากของชาวนา รู้จักเห็นคุณค่าของข้าวทุกเมล็ด นี่เป็นเรื่องดีนะเจ้าคะ”
ฉินเหยาลูบศีรษะลูกสาวอย่างเห็นพ้อง “ซื่อเหนียงพูดถูก เกิดเป็นคนต้องรู้จักถ่อมตน ไม่ควรเอาเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วไปหัวเราะเยาะคนที่เขาไม่รู้”
เอ้อร์หลางสอดคำขึ้นมาเสียงเบา “แต่พออยู่ในเมือง พวกเราที่มาจากชนบทหากถามเรื่องหอสูง รถม้ากลับมีแต่จะถูกพวกเขาหัวเราะเยาะ”
คำพูดนี้หลิวจี้กับต้าหลางและซานหลางพยักหน้าหงึกหงัก เห็นด้วยเป็นที่สุด
ซื่อเหนียงถอนหายใจราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย แต่ในแววตายังคงมีประกาย นางกล่าวเสียงอ้อมแอ้มว่า
“แต่ไม่ใช่คนเมืองหลวงทุกคนจะเป็นแบบนั้นหรอกเจ้าค่ะ สวีเจียเจียก็คอยตอบข้อสงสัยของข้าอย่างอดทนตั้งหลายข้อ นางไม่เคยหัวเราะเยาะข้าเลย”
คำพูดนี้ชวนให้ประหลาดใจยิ่งนัก คนทั้งครอบครัวต่างหันไปมองซื่อเหนียง ก่อนหน้านี้พวกเจ้าสองคนยังตบตีกันแทบเป็นแทบตายอยู่เลยไม่ใช่หรือ
ซื่อเหนียงแลบลิ้นทำหน้าทะเล้น “พวกเราคืนดีกันแล้ว ตอนนี้พวกเราเป็นเพื่อนรักกัน” สายตาคู่เล็กฉายแววลำพองใจอย่างปิดไม่มิด
ทุกคนในครอบครัวต่างพากันหัวเราะครื้นเครง ดีใจที่ซื่อเหนียงหาเพื่อนได้แล้ว
อาวั่งและอินเยว่ยกกับข้าวมาวางจนเต็มโต๊ะ จากนั้นจึงเข้ามาร่วมวงสนทนากับครอบครัวฉินเหยาในหัวข้อความแตกต่างระหว่างผู้คนในเมืองหลวงและหมู่บ้านตระกูลหลิว
ทุกคนผลัดกันถือรวงข้าวสองรวงที่ซื่อเหนียงนำกลับมาพินิจดู ทว่ายิ่งดู กลับต่างพากันเงียบเสียงลง
ฉินเหยาเอ่ยเสียงต่ำ “นับดูวันแล้ว ข้าวในนาที่หมู่บ้านน่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวกันแล้ว”
สมาชิกครอบครัวทั้งแปดคนเงยหน้าขึ้นสบตากัน ต่างก็รู้สึกใจหายวูบ
พวกเขาคิดถึงทุ่งนาสีทองผืนนั้นและยังคิดถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่แสนสงบสุขแห่งนั้น
คิดถึงเพียงใดน่ะหรือ
คนอื่นเป็นเช่นไรหลิวจี้หารู้ไม่ แต่เขาคิดถึงปานว่าต่อให้เจอหลิวโหย่วไฉที่เขาเกลียดขี้หน้าที่สุดก็ยังอยากจะโผเข้าไปกอดให้แน่นๆ สักทีหนึ่ง!