ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 735 รนหาที่ตาย
ตอนที่ 735 รนหาที่ตาย
ไม่รู้ว่าท้องของใครส่งเสียงร้องโครกครากออกมา สมาชิกทั้งแปดชีวิตที่กำลังตกอยู่ในภวังค์คิดถึงบ้านต่างก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันว่า “เฮ้อ~”
อาวั่งเอ่ยขึ้น “กินข้าวเถอะ” เขาหิวแล้ว
อาหารเต็มโต๊ะส่งกลิ่นหอมโชยมาเตะจมูก
ดังนั้น ทุกคนจึงตัดสินใจสลัด ‘ความคิดถึงบ้าน’ นั้นทิ้งไป ขยับเข้าล้อมวงที่โต๊ะอาหาร หยิบตะเกียบเริ่มลงมือกินข้าว
แต่ถึงแม้จะมีอาหารรสเลิศที่หลิวจี้ห่อกลับมา บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ยังคงไม่คึกคักเหมือนเคย
ฉินเหยาสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าจางๆ ที่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะของทุกคน
นางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเสนอว่า “มาอยู่เมืองหลวงตั้งนานแล้ว พวกเราดูเหมือนจะยังไม่เคยออกไปเที่ยวไหนเลย รอสำนักศึกษาหยุดสิ้นเดือนนี้ พวกเราออกไปเที่ยวนอกเมืองแถวชานเมืองกันดีไหม”
ไปชมท้องฟ้าสีคราม ขุนเขาและสายน้ำ หาสถานที่ทิวทัศน์งดงามสักแห่งนั่งกินดื่มเล่นสนุกกัน แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว!
“ได้สิ ดีเลย”
ข้อเสนอของฉินเหยาได้รับการตอบรับจากทุกคนทันที ความรู้สึกคิดถึงบ้านที่ปกคลุมอยู่บนโต๊ะอาหารสลายหายไปในชั่วพริบตา
ไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่ดีใจ ผู้ใหญ่เองก็ตั้งตารอเช่นกันเพราะนับตั้งแต่มาอยู่เมืองหลวง ทั้งครอบครัวไม่ได้ทำกิจกรรมพร้อมหน้าพร้อมตากันมานานมากแล้ว
ไม่ต้องรอให้ฉินเหยาเอ่ยปาก ทุกคนก็เริ่มปรึกษาหารือกันเองแล้ว
อินเยว่กล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า “ข้าได้ยินพวกท่านป้าอวี๋เล่าว่า ชานเมืองทางทิศเหนือมีสำนักชีแห่งหนึ่ง หาดหินริมแม่น้ำตรงตีนเขาสำนักชี มีต้นหลิวให้ร่มเงา ทัศนวิสัยก็กว้างไกล เหมาะอย่างยิ่งที่จะชวนมิตรสหายไปท่องเที่ยว”
ซานหลางกับซื่อเหนียงฟังแล้วตาลุกวาวจึงรีบส่งเสียงพูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปที่นี่แหละ ดีไหม ดีไหม”
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางสบตากันยิ้มๆ ไม่มีข้อคัดค้าน ทั้งยังเสริมว่าถึงตอนนั้นจะเตรียมของกินอร่อยๆ และเครื่องดื่มดีๆ ไปด้วย คนทั้งครอบครัวนั่งรถม้าไป กางเพิงกันแดดง่ายๆ สักหลัง พกพรมไปด้วย ปูบนพื้นหญ้าก็นอนเล่นได้แล้ว
“วันหยุดจะเริ่มเมื่อไหร่หรือขอรับ” ซานหลางขี้เกียจคิด เขย่ามือพี่รองแล้วถามอย่างคาดหวัง
เอ้อร์หลางนับนิ้วคำนวณ “ก็มะรืนนี้แล้ว!”
สี่พี่น้องมองหน้ากัน อดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่าออกมา ยังไม่ทันได้ไป แค่คิดก็มีความสุขแล้ว
มุมปากของอาวั่งยกยิ้มขึ้น “งั้นข้าจะทำของอร่อยให้พวกเจ้า พวกเราเอาแตงไปสักสองลูก พรุ่งนี้ข้าจะไปขอซื้อน้ำแข็งกับเถ้าแก่ที่โรงเตี๊ยมสักครึ่งก้อน ทำน้ำแข็งใสแตงโมกินกันเอง”
เมื่อนึกถึงริมฝั่งแม่น้ำที่งดงาม ชมทิวทัศน์ไปพลางกินน้ำแข็งใสแตงโมที่เย็นเจี๊ยบชื่นใจไปพลาง ฉินเหยาก็พยักหน้าอย่างจริงจัง ตบมือพลางกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้ผู้ใหญ่อยู่เตรียมของที่บ้าน มะรืนนี้พวกเราจะออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่”
“อื้อๆ!” หลิวจี้สนับสนุนอย่างกระตือรือร้นที่สุด พลางมองดูท้องฟ้า ถามอย่างเป็นกังวลว่า “มะรืนนี้ฝนคงไม่ตกกระมัง”
ฉินเหยามองดูสีของท้องฟ้าแล้วยิ้ม “ไม่ตก มะรืนนี้ท้องฟ้าแจ่มใสมาก”
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเกี่ยวข้าวนาปี ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นพวกเขาอาจจะได้เห็นภาพชาวนาลงแรงเกี่ยวข้าวในท้องนาก็เป็นได้
ช้าก่อน!
ฉินเหยาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้จึงเลิกคิ้วมองไปทางหลิวจี้ที่กำลังกำชับอาวั่งกับอินเยว่เรื่องรายการของที่ต้องเตรียม
“เจ้าจะไปด้วยหรือ”
หลิวจี้ตอบทันควัน “ข้าต้องไปสิ!”
ทุกคนถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าหลิวจี้ยังต้องรับรองคณะทูตเป่ยหมานที่จวนรับรอง ต่างพากันถามด้วยความประหลาดใจว่า “ท่านติดภารกิจรับรองคณะทูตไม่ใช่หรือแล้วจะไปได้อย่างไร”
หลิวจี้โบกไม้โบกมือเป็นเชิงบอกว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง แววตามุ่งมั่น อย่างไรเสียเขาก็จะไปให้ได้
ในฐานะประมุขของบ้าน…ในฐานะสามี เมื่อที่บ้านมีเรื่องใหญ่อย่างการเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ เขาจะไม่เข้าร่วมได้อย่างไร
ฉินเหยากับทุกคนต่างมองหน้ากัน แม้จะไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วเขาคิดจะทำอะไร แต่ก็พอจะเดาได้ว่า ใครบางคนกำลังจะก่อเรื่องอะไรสักอย่างแน่นอน
กินข้าวเย็นเสร็จ ทุกคนต่างแยกย้ายกันไป ใครที่มีการบ้านก็ไปทำ ใครที่ต้องเตรียมตัวสำหรับการท่องเที่ยวชมธรรมชาติในวันมะรืนก็ไปเตรียมตัว
ส่วนหลิวจี้ ก่อนนอนก็ทำตัวลับๆ ล่อๆ ย่องไปที่หน้าประตูห้องของฉินเหยา แนบหูกับประตูแล้วบอกนางล่วงหน้าเสียงเบาว่า
“เมียจ๋า พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาหาเจ้านะ”
พูดจบก็ผละจากไป ไม่สนว่าคนข้างในจะได้ยินหรือไม่
สัญชาตญาณบอกฉินเหยาว่า เจ้าหมอนี่พรุ่งนี้เช้าต้องมารนหาที่ตายแน่นอน
แต่นางก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ อ่านนิยายจนเหนื่อยแล้วก็ดับไฟนอนหลับไปอย่างเป็นสุข
ยามเช้าตรู่ ท่ามกลางเสียงไก่ขันรับอรุณจากไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ของฮูหยินผู้เฒ่าชิวข้างบ้าน หลิวจี้ที่นอนเต็มตื่นลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจอย่างสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
เขาจัดการสวมเสื้อผ้าล้างหน้าบ้วนปากอย่างรวดเร็ว ทว่าไม่ได้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเหมือนเคย แต่กลับเดินออกจากห้อง ย่องด้วยสีหน้าตื่นเต้นระทึกใจไปยังสวนหลังบ้านของเรือนหลัก
ระหว่างทางเดินผ่านอินเยว่กับต้าหลางที่กำลังฝึกวรยุทธ์ โดยมีอาวั่งคอยควบคุมดูแลก็ทำเอาทั้งสามคนถึงกับทำหน้าตื่นตะลึง
ต้าหลางมองตามหลังท่านพ่อที่เดินหายลับไป ถามอย่างไม่แน่ใจว่า “ท่านอาอาวั่ง คนท่าทางลับๆ ล่อๆ เมื่อครู่นี้คือท่านพ่อของข้าใช่หรือไม่ขอรับ”
อาวั่งพยักหน้า นายท่านใหญ่ของบ้าน ต่อให้ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านเขาก็จำได้
เมื่อแน่ใจแล้ว ต้าหลางและอินเยว่ต่างก็ร้องอุทานอย่างประหลาดใจพร้อมกันว่า “เขาคงไม่ได้ไปสวนหลังบ้านเพื่อไปหาท่านแม่/ท่านอาจารย์หรอกกระมัง”
อาวั่งพยักหน้าอีกครั้ง “ใช่ ไม่ผิดแน่ เขาไปหาฮูหยินแน่นอน”
สิ้นคำก็ได้ยินเสียงทุบประตู “ปังๆ!” ดังสนั่นมาจากสวนหลังบ้าน
ชั่วขณะนั้น หัวใจของทั้งสามคนบนลานฝึกวรยุทธ์พลอยเต้นระทึกตามไปด้วย
คนในบ้านต่างรู้ดีว่า หากไม่มีเหตุจำเป็น ฉินเหยาไม่มีทางตื่นเช้าเป็นอันขาด
ดังนั้นทุกคนที่ตื่นเช้าต่างก็รู้กันว่าต้องเงียบเสียง ห้ามไปรบกวนนาง เพื่อหลีกเลี่ยงการปลุกสัตว์ร้ายที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้นมา
ทว่าตอนนี้ หลิวจี้กลับทุบประตูอย่างแรง นี่มันเป็นการรนหาที่ตายแท้ๆ!
ทั้งสามคนเลิกฝึกวรยุทธ์ หันมาสบตากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะพากันย่องไปที่สวนหลังบ้านอย่างเงียบๆ เพราะอยากเห็นจุดจบของคนที่กล้าปลุกสัตว์ร้ายให้ตื่นขึ้นจริงๆ
และก็ไม่ผิดจากที่คาด พวกเขายังเดินไปไม่ถึงสวนหลังบ้านก็ได้ยินเสียงเปิดประตู “แอ๊ด” ดังขึ้น ราวกับประตูนรกกำลังเปิดออกต่อหน้าต่อตา
กลุ่มคนฝึกวรยุทธ์ทั้งสามอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน
เร็วมาก เร็วมากๆ!
สิ้นเสียงก็ได้ยินเสียงวัตถุหนักตกลงกระแทกพื้นดังตุบ ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดของหลิวจี้
“เมียจ๋าอย่าตี! ข้าผิดไปแล้ว! ข้าผิดไปแล้วเมียจ๋า อ้ากๆๆ…เจ็บๆๆ อย่าตีหน้านะ!”
อาวั่ง อินเยว่และต้าหลาง ที่กำลังจะก้าวเข้าไปในสวนหลังบ้านต่างชักเท้ากลับพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เพียงครู่เดียวก็เห็นหลิวจี้ใช้สองมือกุมร่างกายที่บอบช้ำหนัก เดินกะเผลก ใบหน้าปูดบวมเขียวช้ำออกมาจากสวนหลังบ้าน
เดินพลางบ่นกระปอดกระแปดปนสะอื้น “เมื่อวานข้าก็บอกล่วงหน้าไปแล้วไม่ใช่หรือ ยังจะลงมือหนักขนาดนี้อีก คราวนี้เห็นทีคงไม่หายดีภายในสิบวันครึ่งเดือนแน่นอน…ซี๊ด!”
พอขยับโดนมุมปากก็เจ็บจนต้องสูดปากด้วยความหนาวเหน็บ
หลิวจี้ยกมือขึ้นแตะเบาๆ สัมผัสได้ถึงความเหนียวเหนอะหนะ พอนำมาดูตรงหน้าก็เห็นเลือดเต็มมือ ทำเอาเขาตกใจแทบตาย
เมื่อก่อนโดนตีไม่เคยมีเลือดเลยนะ!
หลิวจี้เพิ่งจะตระหนักได้…ที่แท้เมื่อก่อนเมียจ๋าก็ทำใจตีข้าให้ตายไม่ลงนี่เอง
ในใจพลันรู้สึกอบอุ่นวาบ ซาบซึ้งใจขึ้นมาอีกครา~
“ท่านพ่อ เช็ดหน่อยไหมขอรับ” ต้าหลางมองใบหน้าที่แทบจำเค้าเดิมไม่ได้ของท่านพ่อด้วยความหวาดผวา
รูจมูกมีเลือดไหลเป็นทางสองสาย มุมปากก็แตก ดูน่ากลัวพิลึก เหมือนจะตายได้ทุกเมื่ออย่างนั้น
แต่เขากลับยังยืนหยัดอยู่ได้ แถมยังเผยแววตาซาบซึ้งปีติยินดีออกมา
ต้าหลางเป็นห่วงมาก กลัวว่าสมองของท่านพ่อบังเกิดเกล้าจะถูกท่านแม่ตีจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว
อินเยว่กับอาวั่งต่างมองหลิวจี้ด้วยความเป็นห่วง ขณะกำลังจะเอ่ยปากถามไถ่ถึงอาการก็เห็นเขาพลันยกมือห้าม แสยะปากที่เต็มไปด้วยเลือดแล้วหัวเราะอย่างชั่วร้ายออกมาคนเดียว
ซือคงเจี้ยน คอยดูเถอะว่าข้าจะทำให้เจ้าตกใจจนตายหรือไม่!