ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 736 นี่คือความรักที่บิดเบี้ยว
ตอนที่ 736 นี่คือความรักที่บิดเบี้ยว
ณ จวนราชครู
ซือคงเจี้ยนกำลังเพลิดเพลินไปกับอาหารเช้าสิบสองอย่างเพียงลำพัง
อาหารแต่ละจานเขาเพียงคีบชิมแค่คำเดียว ดื่มด่ำไปกับวัตถุดิบสดใหม่ที่สุดซึ่งปรุงด้วยฝีมือการครัวที่เข้าถึงแก่นแท้ของธรรมชาติที่สุด
ระหว่างที่กำลังรับประทานอาหาร หางตาก็เหลือบไปเห็นซุนเจียงพาคนผู้หนึ่งซึ่งใบหน้าเขียวช้ำเปรอะเปื้อนคราบเลือด เดินโซซัดโซเซเข้ามา เขาเดาว่าคงเป็นบ่าวรับใช้ในจวนสักคนที่ก่อเรื่องอันใดขึ้นมาอีกจึงคร้านจะปรายตามอง
พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า “ผู้ใดก่อเรื่องอีกแล้วหรือ ถึงทำให้เจ้าต้องลงทัณฑ์แต่เช้าตรู่แบบนี้”
ซุนเจียงชะงักงัน หันกลับไปมองคนด้านหลัง…จะเรียกว่าคนก็คงได้แหละ เพราะถึงอย่างไรก็มีสองตา หนึ่งจมูก หนึ่งปากเหมือนกัน ถึงแม้รูปลักษณ์จะดูผิดรูปไปบ้างก็ตาม
“ใต้เท้า” ซุนเจียงลอบกลืนน้ำลาย ถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเผยให้เห็นคนข้างกายผู้นี้ จากนั้นจึงเอ่ยอย่างยากลำบากว่า “ระยะนี้บ่าวไพร่ในจวนล้วนสงบเสงี่ยมเจียมตน ไม่มีผู้ใดกระทำความผิดขอรับ”
ซือคงเจี้ยนไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าพาคนมาทำไม”
ซุนเจียงตอบเสียงอ้อมแอ้ม “เป็นนายท่านหลิวที่มีธุระจะกล่าวกับท่านด้วยตนเองขอรับ”
“เขา?”
ซือคงเจี้ยนแค่นเสียง พูดคำเสียดสี “คนผู้นั้นก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีกแล้วเล่า ถึงได้ฝากเจ้ามาบอก หรือคิดจะให้ข้าผู้เป็นราชครูต้องไปพบเขาด้วยตนเอง”
เขาคีบผักลวกสีเขียวขจีขึ้นมาหนึ่งคำแล้วกล่าวอย่างสง่างามว่า “เจ้าไปบอกเขา มีธุระอะไรก็ให้มาพูดเอง คิดว่าจวนราชครูของข้าเป็นบ้านตัวเองหรือไร ถึงจะให้ราชครูเช่นข้าไปพบเขา เขาคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน…”
ซุนเจียงหาจังหวะสอดปากจนได้ “ใต้เท้า ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับ…”
พูดยังไม่ทันจบก็ถูกซือคงเจี้ยนตวาดขัดจังหวะอย่างหมดความอดทน “ไม่ใช่อะไร บอกให้เขาไสหัวมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”
ซุนเจียงมีสีหน้าลำบากใจ ทว่ายังยืนนิ่งไม่ขยับกาย
สายตาอันขุ่นเคืองของซือคงเจี้ยนตวัดมองเขาพลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางประการจึงหันขวับกลับไปมอง ‘บ่าว’ ที่หน้าตาปูดบวมเขียวช้ำผู้นั้น
หลิวจี้พยายามถลึงดวงตาที่บวมเป่งจนน่ากลัวให้กว้างขึ้น ผงกศีรษะรับพลางกล่าวว่า “ถูกต้อง ข้าคือหลิวจี้เอง”
ซือคงเจี้ยนนิ่งอึ้ง ตะเกียบหยกในมือร่วงระทบโต๊ะเสียงดังเคร้ง
บรรยากาศพลันเงียบสงัดลง
“เจ้า…ไม่สิ…เจ้าคือหลิวจี้หรือ” ภายในใจของซือคงเจี้ยนปั่นป่วนอย่างรุนแรง ยากจะสงบลง
ใครก็ได้ช่วยบอกเขาที เหตุใดหลิวจี้ถึงมีสภาพอเนจอนาถราวกับถูกคนรุมกระทืบปางตายเช่นนี้!
หลิวจี้ใคร่จะเผยรอยยิ้มเพื่อปลอบประโลมความตื่นตระหนกของอีกฝ่าย ทว่าพอขยับยิ้มก็เจ็บร้าวไปทั้งปากจึงทำได้เพียงอ้าปากเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแผ่วเบาว่า
“ใต้เท้า เช้านี้ผู้น้อยประสบเหตุเล็กน้อยก่อนออกจากจวน สภาพจึงดูเป็นเช่นนี้ขอรับ”
“เห็นแก่สัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นเซิ่งกับเป่ยหมาน ผู้น้อยเห็นว่า หากฝืนไปรับรองอ๋องฉ่านทั้งสภาพเช่นนี้ เกรงจะพาให้แคว้นเซิ่งขายหน้า ดังนั้น…เรื่องจวนรับรอง รบกวนใต้เท้าส่งบัณฑิตท่านอื่นไปแทนเถิดขอรับ”
เขาพูดพลาง ยังฝืนหันลำคออันแข็งเกร็งขึ้นมองท้องฟ้าด้านนอกแล้วเตือนด้วยความจริงใจ
“เวลานี้ก็สายมากแล้ว เพื่อมิให้อ๋องฉ่านและองค์หญิงต้องรอนาน ขอใต้เท้าเร่งเฟ้นหาบัณฑิตไปแทนแล้วรีบส่งตัวไปโดยเร็วเถิดขอรับ”
ซือคงเจี้ยนได้แต่จ้องจนตาค้าง ขณะที่หลิวจี้พร่ำพูด บาดแผลที่มุมปากก็มีเลือดสดๆ ไหลซึมออกมา หยาดหยดเป็นทางยาวลงมาตามคาง เขาจึงรีบหยิบผ้าเช็ดปากบนโต๊ะยื่นส่งไปให้
“เจ้ารีบเช็ดเสียเถอะ” อย่าได้ทำพื้นเรือนของเขาสกปรกเปรอะเปื้อน
หลิวจี้พยายามเบิกตา พยักหน้าให้เขาช้าๆ ด้วยความซาบซึ้งใจ ยื่นมืออันสั่นเทามารับผ้าเช็ดหน้าแล้วค่อยๆ ซับมุมปากอย่างอ่อนแรง ท่าทางราวกับคนใกล้หมดลม เพียงลมพัดนิดหน่อยก็พร้อมที่จะล้มพับเป็นศพได้ทุกเมื่อ
ซือคงเจี้ยนมองดูอย่างเลื่อนลอย สมองตามสถานการณ์ไม่ทันไปชั่วขณะ
จนกระทั่งซุนเจียงเอ่ยถาม “ใต้เท้า จะให้หาคนไปแทนนายท่านหลิวหรือไม่ขอรับ”
ซือคงเจี้ยนถึงได้สติ กวาดตามองหลิวจี้ที่ยืนโงนเงน ก่อนปรายตามองซุนเจียง พลางตวาดลั่น “ไร้สาระ! รีบไปเฟ้นหาคนสุขุมรอบคอบมาสักคนแล้วรีบส่งตัวไปเดี๋ยวนี้”
“ช้าก่อน!” สมองของซือคงเจี้ยนที่ตื้อตันเพราะความตระหนกกับสภาพของหลิวจี้ ในที่สุดก็กลับมาแล่นอีกครั้ง เขารีบกำชับเพิ่มเติมว่า
“เจ้านำของกำนัลล้ำค่าติดมือไปด้วย แจ้งแก่ทางนั้นว่าข้ารับรู้เรื่องที่ศิษย์น้องล่วงเกินอ๋องฉ่านเมื่อวานแล้ว ทั้งได้ลงโทษสั่งสอนเขาและรู้สึกละอายใจยิ่งจึงส่งคนที่รู้ความและรอบคอบไปดูแลแทน”
ซุนเจียงน้อมรับคำ “บ่าวทราบแล้ว จะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ซือคงเจี้ยนยังไม่วางใจ ลุกเดินตามออกไปกำชับซุนเจียงหน้าประตูอีกครา
“หากทางนั้นถามถึงหลิวจี้ก็จงบอกไปว่าเขาป่วย จำต้องพักรักษาตัว”
พอหันกลับมามองหลิวจี้ที่แทบดูไม่ออกว่าเป็นผู้เป็นคน ซือคงเจี้ยนพลันรู้สึกราวกับโลกนี้มิใช่ความจริง
เขาก้าวกลับเข้ามาในห้อง มองหลิวจี้ที่ฝืนยืนทรงตัว ก่อนจะออกปากไล่ว่าต่อจากนี้ไม่ต้องไปจวนรับรองแล้ว จวนราชครูไม่อาจแบกรับความอับอายเช่นนี้ไหว!
ซือคงเจี้ยนชี้ไปที่เก้าอี้ “เจ้าจะนั่งพักสักครู่หรือไม่”
หลิวจี้ส่ายหน้า “ไม่เป็นไรขอรับ ข้าเพียงมาเรียนให้ใต้เท้าทราบ ท่านอาจารย์ยังรอข้าไปทำอาหารให้ ขอตัวลา”
เขาเพิ่งจะหันกาย ร่างก็พลันชะงักค้าง รีบใช้ผ้าปิดปาก ก่อนไอออกมาอย่างรุนแรง
ผ้าเช็ดหน้าสีขาวถูกย้อมไปด้วยโลหิตแดงฉานในพริบตา
“สภาพเจ้าเช่นนี้ยังจะไปทำอาหารได้อีกหรือ” ซือคงเจี้ยนคิดจะก้าวเข้าไปหา แต่ร่างกายกลับถอยหนีตามสัญชาตญาณ ด้วยกลัวเหลือเกินว่าเลือดที่หลิวจี้พ่นออกมาจะกระเซ็นมาโดนตัว
หลิวจี้พักไปครู่ใหญ่ กว่าจะเอ่ยด้วยใบหน้าซีดเผือดว่า “ไม่เป็นไรขอรับ ข้าจะไปทำอาหารให้ท่านอาจารย์เดี๋ยวนี้ หากวันหน้าข้าหลับไปแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาอีก ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนใต้เท้ากำชับให้อันจื่ออย่าลืมทำอาหารให้ท่านอาจารย์ด้วยนะขอรับ”
ซือคงเจี้ยนขมวดคิ้วมุ่น แม้จะรู้ว่ามิควรละลาบละล้วง แต่ก็อดถามไม่ได้จริงๆ
“บาดแผลเต็มตัวเจ้านี้ไปโดนผู้ใดทำร้ายมา ภรรยาของเจ้าคอยปกป้องเจ้าอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ ไยถึงยอมปล่อยให้เจ้าถูกคนทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้ได้”
หลิวจี้มองเขาด้วยสายตาโศกเศร้า “ช่างบังเอิญเสียจริง เป็นเมียจ๋าของข้าที่ลงมือเองขอรับ”
ซือคงเจี้ยนชะงักงัน ตกใจขึ้นมาจริงๆ “นางลงไม้ลงมือกับเจ้าด้วยเหตุใด”
“ไม่มีอันใดมากขอรับ” หลิวจี้ส่ายหน้า “เป็นข้าที่ไม่ดีเอง ที่ไปรบกวนเวลานอนของนางแต่เช้าตรู่ ข้าหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ จะโทษเมียจ๋าไม่ได้ นางรักใคร่ถนอมข้ามาตลอด เพียงแต่หงุดหงิดยามตื่นนอน ชั่วขณะนั้นมองเห็นไม่ชัดว่าเป็นข้าจึงได้พลั้งมือทำร้ายโดยไม่ตั้งใจ”
“แต่ว่า!” หลิวจี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ที่เมียจ๋าตีข้าก็เพราะรักข้า ข้าไม่มีความขุ่นเคืองและไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย!”
ซือคงเจี้ยน “พวกเจ้านี่ช่าง…เป็นความรักที่บิดเบี้ยวยิ่งนัก”
ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกว่าหลิวจี้กับฉินเหยาไม่เหมาะสมที่จะครองคู่กันจริงๆ หลิวจี้ควรสำเหนียกตัวแล้วยอมสละตำแหน่งนั้นออกมาเสีย
“หากเป็นข้าราชครูผู้นี้ ย่อมไม่มีทางทำผิดพลาดโง่เขลาเช่นเจ้าจนต้องมาเจ็บตัวเปล่าเป็นแน่” ซือคงเจี้ยนพูดอย่างมั่นใจ พร้อมทั้งไม่ลืมเหยียบย่ำซ้ำเติมหลิวจี้ไปในที
ทว่ายามมองตามแผ่นหลังของหลิวจี้ที่เดินกะเผลกจากไป เขากลับรู้สึกปวดแปลบตามเนื้อตัวขึ้นมานิดๆ อย่างประหลาด
เพราะความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำจนมิอาจจะหักห้ามใจไหวจึงเดินตามหลังไปพร้อมพาหมอเทวดาประจำจวนมายังผู่เยวี่ยน เพื่อหวังช่วยรักษาหลิวจี้
ในความคิดของซือคงเจี้ยน การที่หลิวจี้ไปที่ผู่เยวี่ยนในสภาพเช่นนี้ ย่อมต้องทำให้ท่านอาจารย์ตกใจเป็นแน่ เขาถึงกับเตรียมถ้อยคำปลอบโยนอาจารย์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ซือคงเจี้ยนคาดไม่ถึงคือ ตอนเขาพาหมอเทวดาเดินเข้ามาในผู่เยวี่ยน ที่นี่กลับไม่ได้มีสิ่งใดผิดแผกไปจากปกติเลย
หลิวจี้กำลังยืนสั่งอันจื่อให้ทำอาหาร ส่วนกงเหลียงเหลียวนั่งอยู่บนรถเข็นตรงหน้าประตูอ่านหนังสือ ท่าทางราวกับคุ้นชินกับเรื่องนี้มานานแล้ว
มิหนำซ้ำ ยามเห็นบาดแผลเต็มตัวของหลิวจี้ ตาเฒ่ากลับรู้สึกใจสงบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด