ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 737 บิดาไม่เอาด้วยแล้ว
ตอนที่ 737 บิดาไม่เอาด้วยแล้ว
ซือคงเจี้ยนยืนอยู่ที่หน้าประตูผู่เยวี่ยน มองดูท่าทางสงบนิ่งของกงเหลียงเหลียวและหลิวจี้สองศิษย์อาจารย์ ก็นึกว่าตัวเองตาฝาดไปเสียแล้ว ถึงได้เห็นสภาพบาดแผลเต็มตัวของหลิวจี้
โชคดีที่ข้างกายยังมีอันจื่อและหมอเทวดาอยู่ ท่าทีของทั้งสองคนบอกเขาว่า พวกเขาเองก็เห็นว่าหลิวจี้บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
อีกทั้งยังตกตะลึงว่าทำไมเขาถึงยังยืนสั่งคนทำอาหารได้อยู่อีก
รอจนกระทั่งหลิวจี้ทำอาหารเสร็จและยกไปให้กงเหลียงเหลียว ซือคงเจี้ยนก็รีบส่งสัญญาณให้หมอเทวดาเข้าไปตรวจดูอาการบาดเจ็บของเขาโดยพลัน
หลิวจี้เองก็ไม่ได้ปฏิเสธ นั่งลงอย่างสงบนิ่ง ยื่นมือซ้ายให้หมอเทวดาจับชีพจร ส่วนมือขวาก็กำกับให้อันจื่อป้อนข้าวให้ตน…ออกมาจากบ้านแต่เช้าตรู่ เขาก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยเหมือนกัน
กลิ่นหอมของอาหารอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ปลาเล็กทอดจนเหลืองกรอบ นำมาผัดกับพริกเขียว รสชาติทั้งสดใหม่และเผ็ดร้อน กินคู่กับโจ๊กขาวที่เคี่ยวจนข้นกำลังดี เหยาะซีอิ๊วลงไปสักสองหยด ช่างเจริญอาหารยิ่งนัก
กงเหลียงเหลียวถือถ้วยตักกินคำโตพลางลอบสังเกตสถานการณ์ทางฝั่งหลิวจี้ไปด้วย
พูดกันตามตรง แม้จะรู้ว่าศิษย์คนเล็กของตนผู้นี้หนังเหนียวเป็นพิเศษ แต่พอได้เห็นใบหน้าที่บวมปูดราวกับหัวหมูของเขาแล้ว ในฐานะที่เป็นอาจารย์ก็อดเป็นห่วงไม่ได้บ้างเหมือนกัน
หมอเทวดาจับชีพจรของหลิวจี้พลางสังเกตลมหายใจของเขา สีหน้ายิ่งมองยิ่งดูประหลาด ผ่านไปพักใหญ่จึงปล่อยมือจากหลิวจี้ ลุกขึ้นกระซิบกับซือคงเจี้ยนเบาๆ ว่า
“อาการของนายท่านหลิวเช่นนี้ ผู้เฒ่าเช่นข้ารักษาคนมาหลายสิบปีก็เพิ่งจะเคยพบเจอเป็นครั้งแรก”
“ทำไม หรือว่าเขาใกล้จะตายแล้ว?” ประกายความยินดีสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาของซือคงเจี้ยนไป
หมอเทวดาส่ายหน้า “ไม่ใช่ขอรับ เขายังมีอายุขัยอีกยืนยาว”
ซือคงเจี้ยนแม้ไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่ก็ยังอดผิดหวังไม่ได้
หมอเทวดาไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติทางสีหน้าของซือคงเจี้ยน เขาพิจารณาหลิวจี้ที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างมูมมามพลางกล่าวด้วยความฉงนว่า
“คนผู้นี้บาดแผลภายนอกสาหัสนัก อาการบาดเจ็บภายในก็ไม่เบา ทว่าเลือดที่เขาไอออกมาเป็นเลือดเสียที่คั่งค้างในร่างกายแล้วถูกขับออกมา ชีพจรจึงเต้นแรง ประหนึ่งร่างกายเคยผ่านการขัดเกลามาเป็นพิเศษ ถึงได้มีพลังฟื้นฟูตนเองที่เหนือกว่าคนทั่วไปเช่นนี้”
หมอเทวดาเดาะลิ้นอย่างขัดใจ “แต่นายท่านหลิวเป็นเพียงบัณฑิต ไร้กำลังภายในเช่นผู้ฝึกวรยุทธ์ ทว่ากลับทนทานต่ออาการบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้ได้ หากเปลี่ยนเป็นคนทั่วไป เกรงว่าป่านนี้คงล้มหมอนนอนเสื่อ หมดสติไปแล้ว”
“ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ย่อมมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามวันแน่”
ซือคงเจี้ยนลอบตื่นตระหนกในใจ บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้เชียวหรือ
แต่พอเงยหน้ามองหลิวจี้ที่ยังขยับตัวได้ มิหนำซ้ำยังเจริญอาหารยิ่ง ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้เลย
ทว่าหมอเทวดาผู้นี้ตนทุ่มเงินทองมากมายเชิญตัวมา อีกทั้งตนยังมีบุญคุณต่อเขา เขาไม่มีทางโป้ปดต่อตนแน่
เช่นนั้นก็แสดงว่าหลิวจี้มีพลังฟื้นฟูตนเองเหนือมนุษย์จริงๆ?
หมอเทวดากลับรู้สึกว่าไม่ใช่เพียงแค่นั้น ลำพังแค่พลังฟื้นฟูตนเอง ย่อมไม่อาจให้ผลลัพธ์เช่นนี้ได้
เขาถามด้วยความสงสัยว่า “ใต้เท้า ไม่ทราบว่านายท่านหลิวถูกผู้ใดทำร้ายมาหรือขอรับ? เหตุใดจึงลงมือหนักมือถึงเพียงนี้แต่ยังละเว้นชีวิตไว้ได้ คนผู้นี้ต้องเจนจัดในวิชาแพทย์ แม่นยำเรื่องเส้นลมปราณและจุดชีพจร เห็นทีจะเป็นหมอเช่นกันกระมัง”
ซือคงเจี้ยนตอบเสียงเรียบ “ไม่ใช่ เขาถูกภรรยาของเขาซ้อมเอาน่ะ”
หมอเทวดาถึงกับตะลึงงัน “นี่…นี่มัน…”
“เจ้าเองก็พูดไม่ออกเหมือนกันใช่หรือไม่” ซือคงเจี้ยนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หมอเทวดายิ้มเจื่อน คราวนี้จนปัญญาจะกล่าวของจริง
เขาจึงได้แต่พูดว่า “ข้าผู้เฒ่าจะจัดยาทาภายนอกให้เขาสักชุด อาการบาดเจ็บจะได้หายเร็วขึ้น ส่วนยากินนั้นไม่จำเป็น เพียงกินอาหารบำรุงร่างกายให้มากก็ฟื้นตัวได้เองขอรับ”
ซือคงเจี้ยนโบกมือ “ไม่จำเป็น เขาสมัครใจโดนตี เห็นทีคงกำลังดื่มด่ำกับความเจ็บปวดเช่นนี้เสียมากกว่า ไม่ต้องจัดยาให้เขาหรอก”
เขาหันมามองหลิวจี้ด้วยสายตาซับซ้อนอีกครั้ง เมื่อก่อนเขามีตาหามีแววไม่จริงๆ นึกไม่ถึงว่าคนบ้านนอกผู้นี้จะมีความใจเด็ดอยู่บ้าง
หลิวจี้โดนซ้อมคราวนี้ ชวนให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่านี่เป็นแผนการที่เจ้าตัวจัดฉากขึ้นเอง
เพื่อที่จะไม่ต้องไปหาอ๋องฉ่าน ถึงกับยอมเจ็บตัวเพียงนี้ จำเป็นต้องลงทุนถึงขนาดนี้เลยหรือ
หลิวจี้สัมผัสได้ถึงสายตาคลางแคลงใจของซือคงเจี้ยนจึงถลึงตากลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ ธุระกงการอะไรของเจ้า บิดาพอใจแบบนี้!
พอคิดว่าจะได้ไปท่องเที่ยวชมทิวทัศน์กับครอบครัวในวันพรุ่งนี้ หากมิใช่เพราะยังเจ็บแผลที่หน้าอยู่ หลิวจี้คงจะหัวเราะร่าออกมาอย่างเบิกบานใจแล้ว
ซือคงเจี้ยนถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน ประสานมือคารวะกงเหลียงเหลียวแล้วพาหมอเทวดาจากไป
พอคนทั้งสองจากไป ในห้องก็เหลือเพียงสองศิษย์อาจารย์กงเหลียงเหลียวกับหลิวจี้และอันจื่อ
หลิวจี้ไล่ให้อันจื่อออกไปล้างชาม พอไร้คนนอก กงเหลียงเหลียวก็ถอนหายใจใส่ใบหน้าบวมเป่งราวหัวหมูของหลิวจี้ทันที
“เจ้าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร หากไม่อยากไปจวนรับรองอ๋องฉ่านก็กลับบ้านไปเสียก็สิ้นเรื่อง ผู้เฒ่าเช่นข้าไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาห่วงหรอก”
หลิวจี้พูดอย่างจริงจัง “ตกลงกันแล้วว่าจะเลี้ยงดูท่านอาจารย์ยามแก่เฒ่าตราบจนวาระสุดท้าย ข้าจะทิ้งท่านอาจารย์ไว้แล้วหนีเอาตัวรอดคนเดียวเพียงเพราะไม่อยากไปจวนรับรองได้อย่างไรเล่าขอรับ”
แม้เขาจะไม่ใช่วิญญูชนผู้ทรงคุณธรรม แต่ใครที่ดีต่อเขาจริงๆ เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจ
หากไร้คำสั่งสอนของท่านอาจารย์ก็คงไม่มีหลิวจี้ในวันนี้ เขาจะทิ้งท่านอาจารย์ไว้คนเดียวในจวนราชครูที่เย็นชาไร้น้ำใจแห่งนี้ได้อย่างไร
กงเหลียงเหลียวส่ายหน้าอย่างจนใจ ถามด้วยความเป็นห่วง “เจ็บหรือไม่”
หลิวจี้รีบขยับเข้าไปออดอ้อนอาจารย์ ยกมือปิดหน้าหลวมๆ กล่าวว่า “เจ็บจะตายอยู่แล้วขอรับ เมื่อคืนก่อนนอนข้าก็นัดแนะกับเมียจ๋าไว้ล่วงหน้าแล้วแท้ๆ ใครจะไปคิดว่านางจะลงมือหนักขนาดนี้”
“นางคงโมโหวิธีการทำลายศัตรูแปดร้อยแต่ทำร้ายตัวเองหนึ่งพันของเจ้านั่นแหละ” กงเหลียงเหลียวพูดแทงใจดำ เอ่ยความจริงออกมาตรงๆ
หลิวจี้กลับไม่รู้สึกว่าแผนการนี้มีข้อเสียตรงไหน “หากข้าไม่ทำเช่นนี้ ซือคงเจี้ยนหรือจะยอมปล่อยข้าไป ลูกผู้ชายไม่เหี้ยมโหด ยากจะยืนหยัดอย่างมั่นคง ข้าเองก็มีศักดิ์ศรีนะขอรับ!”
เขาต้องการให้ซือคงเจี้ยนเข้าใจว่า ไม่ว่าจะเป็นแผนลับหรือแผนแจ้ง บิดาไม่ขอเกลือกกลั้วด้วยแล้ว เชิญเจ้าเล่นงิ้วไปตามลำพังเถอะ อย่าหวังว่าจะดึงบิดากับเมียจ๋าลงไปแปดเปื้อนในน้ำโคลนของเมืองหลวงนี้เลย
กงเหลียงเหลียวจะพูดอะไรได้อีก?
ทำได้เพียงไล่ให้เขาไปนอนพักบนเตียง รักษาตัวให้หายเร็วที่สุด
หลิวจี้หัวเราะแห้งๆ เขารู้อยู่เต็มอกว่าท่านอาจารย์เอ็นดูเขา
แต่ไตร่ตรองครู่หนึ่งก็ตัดสินใจบอกเรื่องที่พรุ่งนี้จะออกไปท่องเที่ยวนอกเมืองกับครอบครัวให้ท่านอาจารย์ฟัง
กงเหลียงเหลียวรับฟังแล้วก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า “เจ้าคงมิใช่เพราะอยากออกไปเที่ยวนอกเมืองวันพรุ่งนี้ ถึงได้ลงทุนเล่นบทเจ็บตัวหนักหนาถึงเพียงนี้หรอกนะ”
ก็ต้องใช่อยู่แล้วสิ!
แต่หลิวจี้มีหรือจะยอมรับ
เขาแกล้งร้องโอดโอยเสียงดัง กงเหลียงเหลียวจึงคร้านจะซักไซ้ต่อแล้วรีบไล่ให้เขาไปพักผ่อน
แต่เมื่อมองดูบาดแผลอันน่ากลัวของหลิวจี้ก็อดถามไม่ได้ว่า “สภาพเจ้าเช่นนี้ พรุ่งนี้จะไปเที่ยวไหวหรือ”
หลิวจี้ตอบว่า “ไม่เป็นไรขอรับ ที่บ้านมียาขี้ผึ้งสลายเลือดคั่งชั้นดี เดี๋ยวกลับไปข้าทาสักหน่อย พรุ่งนี้หน้าก็หายบวมแล้ว”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าครั้งนี้เมียจ๋าถึงกับตบหน้าเขา หลิวจี้ก็ขดตัวคุดคู้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ระทมทุกข์จนใจสลาย
…..
ณ จวนรับรองอีกด้านหนึ่ง
ซุนเจียงพาคนใหม่เข้าไป ทุกอย่างดำเนินไปตามคำสั่งของราชครู คลี่คลายปัญหาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ครั้นเสร็จสิ้นภารกิจจึงถอยออกมา
อ๋องฉ่านมองดูของขวัญเต็มโต๊ะและบัณฑิตคนใหม่ที่ดูว่าง่ายรู้ความ อารมณ์ขุ่นมัวจากการถูกหลิวจี้ล่วงเกินจึงทุเลาลงบ้าง
ทว่าในขณะที่หูเหอถีเซียงกำลังตั้งตารอจะออกไปเที่ยวนอกเมือง ครั้นกวาดสายตามองไปกลับเห็นเป็นใบหน้าของคนแปลกหน้า
หน้าตาธรรมดาสามัญ หากปะปนอยู่ในฝูงชนก็ยากที่จะมีผู้ใดสังเกตเห็น
ใจของนางกระตุกวูบ อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า “ตกลงว่าวันนี้หลิวจี้ไม่มาหรือ ทำไมถึงมีคนอื่นมาแทน เขาเป็นใคร”
อ๋องฉ่านถ่ายทอดคำอธิบายของซุนเจียงให้นางฟัง “เขาป่วยน่ะ ต่อไปบัณฑิตผู้นี้จะมาทำหน้าที่แทนเขา”
“อะไรนะ” หูเหอถีเซียงมองบัณฑิตคนใหม่ด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ “เขาจะมาแทนที่หลิวจี้ได้อย่างไร”
ลำพังแค่หน้าตาก็คนละสายพันธุ์กันแล้ว!