ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 738 แก่ขนาดนี้แล้วหรือ
ตอนที่ 738 แก่ขนาดนี้แล้วหรือ
ช้าก่อน
“เสด็จอาเพคะ ท่านพูดว่าหลิวจี้ป่วยหรือ”
หัวใจของหูเหอถีเซียงพลันบีบรัดขึ้นมา
เดิมทีนางคิดว่าตนมิได้มีใจให้บุรุษที่มีภรรยาแล้วผู้นี้ อีกทั้งเขายังเป็นบัณฑิตแคว้นเซิ่งที่บทจะดูดีก็ดูดี บทจะขี้ริ้วก็ดูไม่ได้เท่าไรนัก
คาดไม่ถึงว่ายามนี้พอรู้ว่าเขาจะไม่มาอีกแล้ว หนำซ้ำยังล้มป่วย ในใจกลับรู้สึกวูบโหวงโศกเศร้า
“ป่วยได้อย่างไร อาการหนักหนาหรือไม่” หูเหอถีเซียงซักไซ้ด้วยความร้อนใจ
อ๋องฉ่านไหนเลยจะใส่ใจท่าทีของเด็กสาวเช่นนาง พอเห็นว่าขบวนเดินทางพร้อมสรรพก็โบกมือ ติดตามคณะทูตต้อนรับของแคว้นเซิ่งออกไปเที่ยวนอกเมืองอย่างสำราญใจ
หูเหอถีเซียงจนปัญญา ทั้งยังไม่สะดวกจะซักถามให้มากความจึงขึ้นรถม้า ขบวนคนกลุ่มใหญ่เคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริก
นางเรียกตัวหลูเสี่ยวเฟิ่งมาหาเป็นการเฉพาะ หมายจะสอบถามถึงอาการของหลิวจี้
ทว่าหลูเสี่ยวเฟิ่งเองก็กำลังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกเช่นกัน ถามสิ่งใดไปก็ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง
เขาเองก็ยังสับสน เมื่อวานตอนพบหน้าอีกฝ่ายยังดูคึกคักกระปรี้กระเปร่า จู่ๆ ก็มาล้มป่วยเสียอย่างนั้น ดูอย่างไรก็รู้สึกว่าการป่วยนี้มีเงื่อนงำชอบกล
แต่ว่า!
ไม่ว่าพี่ใหญ่จะมาหรือไม่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเสียอารมณ์เที่ยวเล่นเลยสักนิด
ทอดสายตามองรวงข้าวสีเหลืองอร่ามในทุ่งนาพวกนี้สิ ดูรอยยิ้มปรีดาจากการเก็บเกี่ยวบนใบหน้าของชาวบ้านเหล่านั้นสิ ช่างเป็นภาพช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงที่งดงามยิ่งนัก
ครั้นเห็นหลูเสี่ยวเฟิ่งเที่ยวเล่นตามอำเภอใจอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว หูเหอถีเซียงก็รู้สึกอัดอั้นในอกจนแทบกระอักเลือด
หรือนี่คือมิตรภาพลูกผู้ชายของคนแคว้นเซิ่ง?
หูเหอถีเซียงส่ายหน้า แสดงออกว่าตนเองไม่เข้าใจ
ทว่านางหมดกะจิตกะใจจะท่องเที่ยวเสียแล้ว กว่าจะฝืนทนจนการท่องเที่ยวสิ้นสุดลงและเดินทางกลับเข้าเมือง ในใจนางยังคงพะวงถึงคนผู้นั้นจึงไม่สนคำทัดทานของเสด็จอา พากลุ่มคนมุ่งหน้าไปยังจวนราชครู
ครั้นไปถึงจวนและสอบถามก็ได้ความว่าหลิวจี้ป่วยพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจึงได้ลางานไว้แล้ว
หูเหอถีเซียงพอได้ฟังว่าอาการหนักถึงเพียงนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปฉับพลัน
ซือคงเจี้ยนลอบสังเกตอยู่เงียบๆ รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง นึกไม่ถึงว่าหลิวจี้ทำตัวเช่นนั้นแล้ว องค์หญิงน้อยเป่ยหมานผู้นี้จะยังปักใจอยู่อีกกระนั้นหรือ
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย แสร้งเอ่ยปลอบโยนด้วยความหวังดี “องค์หญิงไม่ต้องกังวลหรอกพ่ะย่ะค่ะ หลิวจี้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน มีภรรยาและคนในครอบครัวดูแลอยู่ข้างกาย อีกไม่นานคงหายดี”
หัวใจของหูเหอถีเซียงพลันบีบรัด ภรรยาและคนในครอบครัว…นางเกือบลืมไปเสียสนิทว่าเขายังมีภรรยาและครอบครัว!
มองดูราชครูแคว้นเซิ่งผู้มีรอยยิ้มเป็นมิตรยืนอยู่กลางห้องโถง หูเหอถีเซียงก็อดไม่ได้ที่จะลองหยั่งเชิง “ท่านราชครู ท่านรู้หรือไม่ว่าบ้านของหลิวจี้อยู่ที่ใด”
ซือคงเจี้ยนแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ “ทำไมองค์หญิงถึงถามถึงเรื่องนี้เล่า”
“ข้าอยากไปเยี่ยมเขา” หูเหอถีเซียงไม่มีเจตนาจะปิดบังแม้แต่น้อย ตอบอย่างเปิดเผยทันทีว่า “ข้ามาเยือนแคว้นเซิ่งคราวนี้ พวกเราได้นำสมุนไพรหายากมาด้วยไม่น้อย สรรพคุณรักษาโรคเลิศล้ำ ข้าอยากจะนำสมุนไพรไปมอบให้เขาด้วยตัวเอง หวังให้เขาหายป่วยโดยเร็ว”
หากเป็นผู้อื่น ซือคงเจี้ยนคงต้องเอ่ยทัดทานเป็นแน่ เพราะด้วยฐานะขององค์หญิงนั้นมิสมควรจะไปมาหาสู่กับสามัญชนชาวแคว้นเซิ่ง
แต่ว่า!
เขาอยากจะดูละครฉากใหญ่เสียจริงๆ
ดังนั้น ซือคงเจี้ยนจึงแสร้งทำท่าทีลำบากใจครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นถูกหูเหอถีเซียงรบเร้าอีกคราจึงได้เอ่ยปากอย่าง ‘ฝืนใจ’ ว่า
“ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้ ฐานะขององค์หญิงสูงส่งยิ่ง ไม่สะดวกจะเดินทางไปเพียงลำพัง เช้าวันพรุ่งนี้ข้าว่างพอดี จะพาองค์หญิงไปเยี่ยมด้วยตนเอง”
กล่าวจบก็เอ่ยชมหูเหอถีเซียงอีกสองสามประโยค ว่านางเป็นคนหนักแน่นในความรักและคุณธรรมเพียงใด ยกยอจนดรุณีน้อยวัยสิบกว่าปีเขินอาย ได้แต่พูดว่า “ราชครู ท่านช่างเป็นคนดียิ่งนัก!”
รอยยิ้มของซือคงเจี้ยนดูเป็นกันเองยิ่งขึ้น ครั้นนัดแนะเวลาออกเดินทางในวันพรุ่งนี้เรียบร้อยก็เดินไปส่งหูเหอถีเซียงกลับเรือนรับรองด้วยตนเอง
ทำให้หูเหอถีเซียงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นประดุจพบญาติผู้ใหญ่ในต่างถิ่น
ช้าก่อน ญาติผู้ใหญ่?
หูเหอถีเซียงฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ หลังจากมองส่งรถม้าของราชครูจนลับตาก็หันขวับมาถามสาวใช้ข้างกายทันที “ท่านราชครูอายุเท่าไหร่แล้ว”
สาวใช้นึกทบทวนแล้วตอบว่า “ยี่สิบเก้าเพคะ”
หูเหอถีเซียงเดาะลิ้นส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว “แก่ปานนี้เชียวหรือ อายุน้อยกว่าเสด็จอาแค่ห้าปีเอง มิน่าเล่าถึงได้ใจดีเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่”
สาวใช้พยักหน้าอย่างกระอักกระอ่วน อายุมากแล้วจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ดูหนุ่มแน่นกว่าท่านอ๋องฉ่านของพวกเขามากโข!
“แล้วหลิวจี้อายุเท่าไรแล้ว” หูเหอถีเซียงถามต่อ
สาวใช้ตอบ “คล้ายว่าจะยี่สิบเจ็ดแล้วเพคะ ข้าได้ยินพวกหลูเสี่ยวเฟิ่งคุยกันว่า ลูกชายเขาอายุสิบสองแล้ว”
“องค์หญิง…” สาวใช้เอ่ยเตือนเสียงเบา “ลูกชายเขาอายุน้อยกว่าพระองค์เพียงสี่ปีเองนะเพคะ”
หูเหอถีเซียงตระหนักแล้วว่ามีสิ่งใดที่ผิดที่ผิดทาง หลิวจี้อายุปาเข้าไปยี่สิบเจ็ดปีแล้วนี่เอง!
ลูกชายเขาก็อายุสิบสองปีแล้ว!
ความรู้สึกร้อนรุ่มในใจที่พลุ่งพล่านพลันมอดดับลงไปกว่าครึ่ง
นางเงยหน้ามองไปทางรถม้าของราชครูที่เคลื่อนจากไปอีกครั้ง หูเหอถีเซียงก็พึมพำว่า “อาอวี่ ข้าเริ่มนึกเสียใจเรื่องนัดเช้าวันพรุ่งนี้เสียแล้วสิ ทำอย่างไรดี”
สาวใช้นามว่าอาอวี่ผู้นี้กลับมีความคิดความอ่านที่กว้างไกล นางส่ายหน้าเอ่ยเตือนสติ “ไม่ได้นะเพคะองค์หญิง พระองค์จำต้องไป”
รอจนได้เห็นสภาพความเป็นจริงของหลิวจี้กับภรรยาและลูกชายลูกสาวของเขา พระองค์ถึงจะตัดใจได้!
ด้วยเหตุนี้ เมื่อหลิวจี้พักผ่อนไปหนึ่งคืนจนเรี่ยวแรงฟื้นคืน กำลังเตรียมตัวพาคนทั้งครอบครัวออกไปเที่ยวนอกเมืองด้วยความเบิกบานใจนั่นเอง
รถและม้าของบ้านเขาที่จอดอยู่หน้าประตูกลับถูกรถม้าของจวนราชครูขวางทางไว้จนหมดสิ้น
ทว่าในยามนี้ครอบครัวฉินเหยายังไม่รู้ตัวว่าเส้นทางเบื้องหน้าถูกปิดกั้นเสียแล้ว
เด็กๆ ทั้งสี่คนในบ้านและอินเยว่ขึ้นไปนั่งบนรถม้าเรียบร้อย หลิวเฝยที่ถูกไหว้วานให้มาช่วยกำลังนั่งอยู่ตรงตำแหน่งสารถี รับหน้าที่บังคับรถม้าในวันนี้
ที่บ้านยังมีม้าอีกสองตัว อาวั่งเป็นคนจูง รออยู่ที่แท่นเทียบม้าหน้าประตูอย่างว่าง่าย
ฉินเหยากับหลิวจี้ตรวจตราความเรียบร้อยภายในบ้านแล้วก้าวยาวๆ ออกมา
ฉินเหยาพลิกตัวขึ้นหลังม้าไปก่อน ส่วนหลิวจี้ลั่นดาลประตูใหญ่แล้วโยนกุญแจให้อาวั่ง ก่อนจะปีนขึ้นไปบนรถม้า
ใบหน้าของเขาหายบวมแล้ว เหลือเพียงรอยฟกช้ำจางๆ ดูไม่น่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้อีก
ทว่าอาการบาดเจ็บตามร่างกายยังไม่หายดีเสียทีเดียว ถึงแม้ใจอยากจะขี่ม้าร่วมกับเมียจ๋า แต่เพื่อสังขารของตัวเอง นั่งรถม้าย่อมดีกว่า
โชคดีที่รถม้าของบ้านเขาใหญ่โตกว้างขวางจึงไล่อินเยว่ออกไปนั่งด้านนอก ตัวเองมุดเข้าไปนอนเอนกายบนเบาะนุ่มๆ ในรถม้า มีเด็กน้อยทั้งสี่ล้อมรอบสามารถเรียกใช้ได้ทุกเมื่อ ช่างสุขสำราญยิ่งนัก
ทว่าสุขสำราญได้ไม่เท่าไร รู้สึกว่ารถม้าเพิ่งจะเคลื่อนตัวก็พลันหยุดชะงักลง
หลิวจี้ร้องถามทันที “เจ้าสี่ เจ้าบังคับรถม้าเป็นหรือไม่”
หากไม่ใช่เพราะนั่งหันหลังให้ตัวรถ ไม่สะดวกจะหันกลับไปมอง หลิวเฝยอยากจะประเคนเท้าให้สักป้าบจริงๆ
แต่เมื่อเห็นรถม้าหรูหราเทียมม้าสองตัวเบื้องหน้าก็ได้แต่ข่มใจไว้ รีบอธิบายว่า “มีรถม้าขวางทางอยู่”
หลิวจี้ร้องอ้อทีหนึ่ง ขี้เกียจแม้แต่จะลุกขึ้นดูจึงล้มตัวลงนอนต่อ
เอาเถอะ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็มีคนตัวสูงคอยค้ำยัน ไม่ถึงคราวที่เขาต้องกังวล
ยังไม่ลืมกำชับเด็กทั้งสี่ในรถว่า “อย่าชะโงกหน้าออกไปดู นั่งกันดีๆ”
สี่พี่น้องรับคำ “อื้อ”
ด้านหน้ารถม้า ฉินเหยาและอาวั่งที่ขี่ม้านำอยู่หน้าสุดจำต้องหยุดม้าลง เพราะตัวรถม้าของบ้านนางกับอีกฝ่ายล้วนมีขนาดใหญ่โตจึงไม่สามารถแล่นสวนกันได้
ยึดถือคติมีเรื่องมิสู้ไร้เรื่อง ฉินเหยาโบกมือไปด้านหลัง ส่งสัญญาณให้หลิวเฝยถอยรถม้าหลบเข้าไปในลานว่างหน้าประตูบ้านตนเองก่อน
หลิวเฝยพยักหน้ารับคำ โชคดีที่ยังออกมาไม่ไกล มิฉะนั้นคงถอยลำบากแน่
หลิวเฝยเบี่ยงรถม้าเข้าชิดข้างทางอย่างรวดเร็ว ฉินเหยากับอาวั่งก็บังคับม้าเข้าข้างทางเช่นกันพร้อมกับพยักหน้าให้สารถีฝั่งตรงข้าม เป็นเชิงบอกให้พวกเขาไปก่อน