ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 739 ภรรยาน่าหลงใหลกว่าเขาเสียอีก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 739 ภรรยาน่าหลงใหลกว่าเขาเสียอีก
ตอนที่ 739 ภรรยาน่าหลงใหลกว่าเขาเสียอีก
ไม่รู้ว่าเป็นต้นไม้ของบ้านใด เสียงจักจั่นร้องระงมไม่หยุด สร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้คนยิ่งนัก
ใต้ต้นไม้ รถม้าคันใหญ่ที่จอดอยู่กลับนิ่งสนิทไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว ตอนเช้าตอนครอบครัวของฉินเหยาก็ออกจากบ้านล่าช้าไปบ้างแล้ว หากไม่เร่งรีบออกจากเมือง เกรงว่าเวลาที่เหลือให้พวกนางเที่ยวเล่นคงมีไม่มากนัก
เมื่อเห็นรถม้าของอีกฝ่ายยังคงนิ่งสนิท ในใจของฉินเหยาก็ชักจะหงุดหงิดขึ้นทุกที อดไม่ได้ที่จะตะโกนเร่ง
“หลีกทางให้แล้ว พวกท่านไปก่อนเลย!”
นึกไม่ถึงว่า รถม้าฝั่งตรงข้ามยังคงไม่ขยับ มิหนำซ้ำสารถียังกระโดดลงมาจากรถ นำตั่งเล็กสำหรับเหยียบลงรถมาวางให้เรียบร้อย
ไม่นาน มือคู่หนึ่งก็ผลักประตูรถม้าออกมา ซือคงเจี้ยนมุดออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เลิกชายเสื้อคลุมขึ้นแล้วเหยียบตั่งลงมาจากรถม้า
เขาเงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองครอบครัวฉินเหยาที่หลบเข้าข้างทาง แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ฮูหยิน พวกท่านกำลังจะออกจากเมืองหรือ”
เห็นใบหน้ายิ้มแย้มนั่นของซือคงเจี้ยน ฉินเหยายังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกเล่า
นี่เขาจงใจขวางทางไม่ให้พวกนางผ่านไปชัดๆ
ยังไม่ทันที่นางจะตอบ หลิวจี้ที่นอนเอกเขนกอย่างสบายใจอยู่ในรถพลันก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ ผุดลุกขึ้นมาทันควัน ชะโงกหน้าออกมานอกตัวรถม้า เมื่อเห็นใบหน้าที่น่ารังเกียจของซือคงเจี้ยนก็ตวาดถามเสียงดังอย่างหัวเสียทันทีว่า
“ท่านมาทำอะไร”
ซือคงเจี้ยนแผดเสียงดังยิ่งกว่าเขา “เจ้าถึงกับแกล้งป่วยเชียวรึ!”
“ถึงกับอะไรกัน บิดาป่วยจริงๆ นะ!” หลิวจี้กระโดดลงมาจากรถม้าพลางชี้แขนชี้ขาของตัวเองแล้วโวยวายว่า “นี่ นี่ นี่! ทั้งหมดนี่ล้วนเป็นบาดแผล เรียกว่าแกล้งป่วยได้อย่างไร หรือเท่านี้ยังนับว่าเจ็บไม่สาหัสพอ”
เขาโบกมือไล่สารถีของจวนราชครูอย่างเหลืออด “รีบหลีกทางไป!”
ขณะที่กำลังตะคอกอยู่นั้น บนรถกลับมีคนก้าวออกมาอีกคนหนึ่ง หลิวจี้เพ่งมองดู ในใจก็กรีดร้องว่าตายแน่แล้ว ราวกับเจอโรคระบาดจึงรีบถอยหลังกรูดไปหลายก้าว
“หลิวจี้ เจ้าป่วยไม่ใช่หรือ” หูเหอถีเซียงลงมาจากรถ มองหลิวจี้ที่ดูคึกคักกระปรี้กระเปร่าแล้วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
หลิวจี้หนังศีรษะชาวาบ ไม่สนใจปฏิกิริยาตื่นตะลึงของหูเหอถีเซียงแม้แต่น้อย ได้แต่ถลึงตาใส่ซือคงเจี้ยนอย่างโกรธแค้น เจ้าคนสถุล!
เขารีบถอยไปที่ข้างม้าของฉินเหยา รั้งชายกระโปรงนางไว้ แววตาเปี่ยมด้วยความจริงใจ ละล่ำละลักอธิบายว่า
“เมียจ๋า ข้าสาบานต่อเจ้าได้ ข้าไม่รู้ว่านางตามมาถึงหน้าประตูบ้านเราได้อย่างไร ความจริงใจของข้าที่มีต่อเจ้าฟ้าดินเป็นพยานได้ ไม่มีใจเป็นอื่นแน่นอน ข้าจะไม่ปรายตามองนางแม้แต่แวบเดียว เจ้าอย่าได้เข้าใจข้าผิดเชียวนะ!”
หูเหอถีเซียงเดินตรงเข้ามา กวาดสายตามองกลุ่มคนตรงหน้ารอบหนึ่ง สุดท้ายเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาไปหยุดอยู่ที่ฉินเหยาบนหลังม้า
นางพิจารณาดูฉินเหยาพลางกล่าวกับหลิวจี้ว่า “ข้าได้ยินว่าเจ้าป่วยจึงตั้งใจนำสมุนไพรล้ำค่ามาเยี่ยมเยียน”
สาวใช้อาอวี่รีบประคองกล่องยาเข้ามายื่นส่งให้ทันที
หลิวจี้ปรารถนาจะอยู่ให้ห่างจากพวกนาง ร่างกายแทบจะแนบติดไปกับท้องม้า เบียดกระแซะฉินเหยา โบกไม้โบกมือไล่อาอวี่ให้ถอยไปไกลๆ อย่างสุดชีวิต พูดว่า “รีบเอาออกไป เอาออกไปให้พ้น”
เขาหลับตาตะโกนใส่หูเหอถีเซียง “พวกเราไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันเลยสักนิด ข้าจะป่วยหรือไม่ป่วยก็ไม่เกี่ยวกับท่าน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมอบสมุนไพรล้ำค่าอะไรนั่น รีบไปเสียเถิด เดี๋ยวเมียจ๋าของข้าจะเข้าใจผิด!”
“เข้าใจผิดอะไร” หูเหอถีเซียงเบิกตากว้างจ้องกลับไป “ข้าเปิดเผยจริงใจ มีอะไรให้เข้าใจผิด หลิวจี้เจ้าลืมตาขึ้นมาคุยกับข้านะ!”
หลิวจี้พบว่าเหนือศีรษะเงียบกริบก็ตื่นตระหนกแทบตาย มือกระตุกชายกระโปรงฉินเหยาพลางส่งเสียงกระซิบกระซาบ “เมียจ๋า เจ้าพูดอะไรหน่อยสิเมียจ๋า เจ้าไม่เอ่ยปากสักคำ ข้าทำตัวไม่ถูกแล้วนะ”
อาอวี่มองดูหลิวจี้ที่ดึงชายเสื้อสตรีพลางทำเสียงเล็กเสียงน้อยราวกับกำลังออดอ้อน สาวใช้จากทุ่งหญ้าผู้หยาบกระด้างเพิ่งจะเคยเห็นภาพเหตุการณ์กลับตาลปัตรผิดทำนองคลองธรรมเช่นนี้เป็นครั้งแรก ถึงกับอ้าปากค้าง
กล่องยาที่ประคองอยู่ในมือก็ไม่รู้ว่าควรจะส่งให้อีกดีหรือไม่ ได้แต่หันกลับไปมององค์หญิงของตนเพื่อขอความเห็นด้วยความจนปัญญา
หูเหอถีเซียงรู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจากด้านบนกำลังจับจ้องตนเองอยู่ นางเงยหน้าขึ้นสบตาก็เห็นสตรีบนหลังม้ายิ้มให้นางบางๆ แล้วเอ่ยว่า
“ขอบพระทัยที่พระองค์ทรงมาเยี่ยมเขา น้ำใจนี้หม่อมฉันรับไว้แล้ว แต่สมุนไพรนั้นล้ำค่าเกินไป พวกเราขอไม่รับไว้จะดีกว่าเพคะ”
หูเหอถีเซียงชะงัก นี่หรือคือภรรยาที่หลิวจี้รักปานจะขาดใจ
สตรีผู้นี้ดูมีอายุกว่านางไม่กี่ปี บุคลิกหนักแน่นมั่นคงราวกับต่อให้ฟ้าถล่มลงมานางก็จะไม่กะพริบตาแม้แต่หนเดียว
นางเปรียบประดุจห้วงน้ำกว้างใหญ่ ที่ดูราวกับจะโอบอุ้มสรรพสิ่งในโลกหล้าไว้ได้
เพียงสบตากันแวบเดียว หูเหอถีเซียงก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ความหงุดหงิดที่เกิดจากความริษยาในก้นบึ้งหัวใจของตนพลันมลายหายไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือผู้ใด ข้านามหูเหอถีเซียง เป็นองค์หญิงจากทุ่งหญ้า เจ้าควรจะลงจากม้ามาคุยกับข้า” หูเหอถีเซียงเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง
นางไม่ชอบแหงนหน้ามองผู้อื่น
อีกทั้งสามัญชนแคว้นเซิ่งผู้หนึ่งก็ไม่คู่ควรให้องค์หญิงผู้สูงศักดิ์เช่นนางต้องแหงนหน้ามองเช่นนี้
ทว่าคำเตือนของนางกลับไร้ผล อีกฝ่ายไม่เพียงไม่ลงจากม้า มิหนำซ้ำยังมองก้มลงมาที่นางรวมถึงคนแสนดีอย่างท่านราชครูที่อยู่ข้างกายด้วย
“ข้าจะออกจากเมือง บอกสารถีของท่านให้หลีกทางไป” ฉินเหยาหลุบตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นชาเด็ดขาดชนิดที่ไม่อนุญาตให้โต้แย้ง
ในเมื่อนางกำหนดการเดินทางไว้แล้ว ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจขัดขวาง
ซือคงเจี้ยนยังนึกว่าตนจะได้เห็นฉากสองหญิงชิงหนึ่งชายจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเสียอีก
เขาเตรียมตัวพร้อมจะฉวยโอกาสเข้าไปปลอบโยนฉินเหยาและถือโอกาสใส่ไฟหลิวจี้ไว้เรียบร้อยแล้วแท้ๆ
คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปผิดจากความคาดหมายโดยสิ้นเชิง
ลองถอยออกมามองดู ต่อให้หูเหอถีเซียงกับหลิวจี้จะไม่มีอะไรในกอไผ่จริงๆ แต่สตรีผู้หนึ่งเห็นสามีของตนพัวพันกับหญิงอื่น นางจะไม่หึงหวงหรือโวยวายสักนิดเลยหรือ
“ท่านราชครู ทางที่ดีอย่าให้ข้าต้องเอ่ยเตือนเป็นรอบที่สาม!” แววตาของฉินเหยาเย็นเยียบขึ้น
หัวใจของซือคงเจี้ยนกระตุกวูบ มิใช่อาการหึงหวง แต่ดูท่านางจะโมโหเข้าให้จริงๆ แล้ว!
ภาพใบหน้าบวมปูดจนดูไม่ได้ของหลิวจี้ในวันนั้นผุดขึ้นมาตรงหน้าอย่างกะทันหัน ซือคงเจี้ยนลอบกลืนน้ำลายลงคอพยักหน้าส่งสัญญาณแก่สารถี
คู่นายบ่าวหูเหอถีเซียงทำได้เพียงมองดูรถม้าของจวนราชครูหลีกทางให้อย่างว่าง่ายตาปริบๆ ฉินเหยายิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ ขี่ม้านำหน้าพาครอบครัวออกจากเมืองไปอย่างเบิกบานราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทิ้งให้พวกนางยืนงงงันอยู่เป็นนาน
สาวใช้อาอวี่เอ่ยขึ้น “องค์หญิงเพคะ ดูท่าท่านราชครูก็เกรงกลัวนางนะเพคะ”
หูเหอถีเซียงพยักหน้า นางดูออกแล้ว เรื่องนี้ชัดเจนมาก
อาอวี่พูดเสริม “หลิวจี้อยู่ต่อหน้านางประดุจแมวเชียว” แถมยังเป็นแมวที่หดหัวอีกด้วย
หูเหอถีเซียงส่งเสียงอืมในลำคอ ยามนี้นางกลับรู้สึกว่าภรรยาของหลิวจี้มีเสน่ห์ยิ่งกว่าเขาเสียอีก
ดังนั้น…
“ท่านราชครู นางคือผู้ใดกันหรือ” หูเหอถีเซียงหันไปมองซือคงเจี้ยนที่ปั้นหน้าตายไร้ความรู้สึกแล้วถามด้วยความฉงน
ซือคงเจี้ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นางไม่ใช่คน”
คู่นายบ่าวหูเหอถีเซียงร้องประท้วง “ท่านราชครู เหตุใดท่านถึงด่าผู้อื่นเช่นนี้เล่า!”
ซือคงเจี้ยนไม่ใส่ใจพวกนางทั้งสอง สั่งให้สารถีปลดม้าออกมาหนึ่งตัวแล้วหันหลังไปกล่าวกับหูเหอถีเซียงอย่างเร่งรีบว่า “ข้าจะให้สารถีส่งพระองค์กลับเรือนรับรอง”
จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นหลังม้า ตวาด “ย่าห์” มือก็กระตุกบังเหียน ควบม้าที่ไร้อานมุ่งหน้าไล่ตามไปทางประตูเป่ยติ้งทันที
ทันทีที่เขาจากไป ในที่ลับก็มีองครักษ์ลับสองนายพุ่งทะยานออกมา ใช้วิชาตัวเบาติดตามไป เงาทั้งสามสายหายลับไปจากครรลองสายตาของคู่นายบ่าวหูเหอถีเซียงอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองหันมาสบตากันอย่างงุนงง สรุปว่า พวกนางถูกคนแสนดีอย่างท่านราชครูทิ้งไว้แบบนี้น่ะหรือ
ไม่ใช่สิ บุรุษที่กล้าทิ้งหญิงสาวสองคนไว้เช่นนี้ ย่อมไม่ใช่คนดีแน่
หูเหอถีเซียงทั้งโกรธทั้งอับจนถ้อยคำ นางจะต้องเอาเรื่องราชครูแคว้นเซิ่งให้หนัก คนผู้นี้ช่างไร้มารยาทเกินไปแล้ว!