ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 745 เมืองหลวงน้ำลึก
ตอนที่ 745 เมืองหลวงน้ำลึก
“ฝ่าบาทมีราชโองการ เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้นและเพื่อเลี้ยงส่งคณะทูตเป่ยหมาน อีกห้าวันให้หลังจะจัดงานแข่งขันชู่จวีระหว่างแคว้นเซิ่งและเป่ยหมานขึ้นที่ตำหนักซ่างหยาง!”
“ถึงเวลานั้นจะเชิญเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และขุนนางทั้งหลายในเมืองหลวงพร้อมครอบครัวไปร่วมชมการแข่งขันด้วย สองผู้ยิ่งใหญ่นั้นก็จะเสด็จมาด้วย คราวนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแน่!”
หลิวจี้วิ่งเหงื่อท่วมตัวพุ่งเข้ามาในบ้าน ปากก็ตะโกนเสียงดังด้วยความตื่นเต้น ดีใจประหนึ่งว่าตนเองจะได้ไปร่วมสนุกด้วยอย่างไรอย่างนั้น
เขาไปได้จริงๆ เสียด้วย!
เพราะกงเหลียงเหลียวก็ต้องเข้าร่วมงาน
อ๋องฉ่านทูลขอราชโองการมาด้วยตนเองว่าอยากจะพบอาจารย์กงเหลียง ตัวแทนวงการวรรณกรรมแคว้นเซิ่งสักครั้ง
ฮ่องเต้ทรงอนุญาตแล้ว ทั้งยังออกราชโองการด้วยพระองค์เอง รับสั่งให้กงเหลียงเหลียวเข้าร่วมงานนี้
ก็ไม่รู้ว่าซือคงเจี้ยนวางแผนอะไรอยู่ ไม่เพียงระบุตัวหลิวจี้ให้เป็นผู้ติดตาม ยังทำท่าทางเป็นจริงเป็นจัง ฝากเขาให้นำเทียบเชิญมาส่งให้ฉินเหยาฉบับหนึ่งด้วย
แต่ตอนที่หลิวจี้นำเทียบเชิญกลับมาถึงบ้านก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าในมือของฉินเหยาเองกำลังถือเทียบเชิญที่มีหน้าปกเหมือนกันเปี๊ยบอยู่ฉบับหนึ่ง
เทียบเชิญเหล่านี้ล้วนจัดทำขึ้นโดยกรมพิธีการ แจกจ่ายไปยังมือของขุนนางชั้นผู้ใหญ่และเชื้อพระวงศ์ในเมืองหลวง
หากมีใต้เท้าท่านไหนอยากจะขอเพิ่มสักฉบับสองฉบับเอาไปให้คนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
“เมียจ๋า เจ้าได้เทียบเชิญมาจากที่ใดหรือ” หลิวจี้ถามอย่างประหลาดใจ
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าในมือเขาก็มีอยู่ฉบับหนึ่งจึงยื่นส่วนของตนเองส่งไปให้ “ของข้าจวนองค์หญิงใหญ่ส่งมา”
หลิวจี้ก็กล่าวเช่นกัน “ส่วนของข้าจวนราชครูส่งมา”
สองสามีภรรยาแลกเปลี่ยนเทียบเชิญกัน เมื่อเปิดออกดู เนื้อหาด้านในล้วนเหมือนกันทุกประการ ชื่อที่ระบุไว้ล้วนเป็นชื่อของฉินเหยา มิได้ผิดเพี้ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“น่าสนใจเสียจริง” ฉินเหยายิ้มๆ ทว่าก็นึกแปลกใจอยู่บ้าง
การแข่งขันของพวกเขาเหล่าชนชั้นสูง เชิญสามัญชนคนธรรมดาอย่างนางไปทำไมกัน
ซือคงเจี้ยนจะพาหลิวจี้ไปด้วยนั้นยังพออธิบายได้
ฉีเซียนกวนไม่อยู่ในเมืองหลวง ถึงตอนนั้นราชครูในฐานะราชทูตต้อนรับคณะทูตเป่ยหมานย่อมต้องยุ่งจนดูแลท่านอาจารย์ไม่ทั่วถึง การพาหลิวจี้ไปด้วยจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
แต่จะเรียกนางไปทำไมเล่า
แสดงไมตรีหรือ
“คราวก่อนข้าเพิ่งจะด่าเขาไป ลืมง่ายปานนั้นเชียว?” ฉินเหยายักไหล่แล้วถามออกมา
หลิวจี้ส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้
“แต่ว่านะเมียจ๋า การแข่งขันชู่จวีนี้ต้องครึกครื้นอย่างแน่นอน ในเมื่อพวกเรามีเทียบเชิญ ไม่ไปก็เสียเปล่าแย่ หากโชคดี ยังจะได้เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้กับฮองเฮาด้วย!” หลิวจี้ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ
นั่นคือบุคคลที่สูงศักดิ์ที่สุดสองคนของแคว้นเซิ่งเชียวนะ หากมิใช่เพราะพึ่งบารมีของท่านอาจารย์ เขาหลิวจี้เกรงว่าคงต้องรอให้สอบติดจอหงวนก่อน ถึงจะมีโอกาสได้เห็นผู้สูงส่งที่สุดในใต้หล้าจากที่ไกลๆ
อีกทั้งตัวเขาต้องไปแน่ๆ เขาไม่ไป ซือคงเจี้ยนก็คงคุมตัวเขาไปอยู่ดี
ฉะนั้น หากเมียจ๋าไปด้วยกันได้ มิเท่ากับได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายหรอกหรือ
“เมียจ๋า เจ้าก็ไปเถอะ” หลิวจี้เห็นฉินเหยาดูไม่ค่อยสนใจ ขนาดเขาอ้างถึงฮ่องเต้กับฮองเฮาแล้วนางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสนใจจึงนั่งลงตรงที่ว่างข้างมือนางแล้วเอ่ยว่า
“การแข่งขันชู่จวีต้องสนุกตื่นเต้นแน่ อีกอย่างได้ยินมาว่าตำหนักซ่างหยางเป็นพระตำหนักฤดูร้อนของราชวงศ์ ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา รวบรวมของล้ำค่าหายากจากทั่วหล้าเอาไว้ แค่ได้เข้าไปดูก็เอาไปคุยโวกับคนรุ่นหลังได้ครึ่งค่อนชีวิตแล้ว”
“นี่เป็นเรื่องที่มีหน้ามีตามากแค่ไหนกัน! ชาวบ้านทั่วเมืองหลวงอยากไปใจจะขาดก็ยังไปไม่ได้เลยนะ!”
หลิวจี้นำเทียบเชิญสองฉบับมารวมกันแล้วยัดใส่มือฉินเหยา “เมียจ๋าเจ้าดูสิ เจ้าได้ตั้งสองฉบับเชียวนะ หากวัดกันที่เรื่องบารมี ใครเล่าจะเทียบเจ้าได้”
ในใจเขานั้นนึกอิจฉาเสียจนไม่รู้ว่าจะอิจฉาอย่างไรแล้ว
นี่เป็นเทียบเชิญแบบระบุที่นั่ง ต่างจากเขาที่ติดตามท่านอาจารย์ไปนั่งเบียดๆ โดยสิ้นเชิง
ถึงตอนนั้นเมื่อเมียจ๋านั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น รอบกายซ้ายขวาหน้าหลังหากมิใช่ท่านอ๋องก็ต้องเป็นขุนนางบรรดาศักดิ์ป๋อโหว
คุณพระช่วย ต่อให้ฮวงซุ้ยบรรพชนตระกูลหลิวมีควันพวยพุ่งขึ้นมาก็ยังไม่มีวาสนาถึงเพียงนี้เลย!
หลิวจี้พร่ำพูดไม่หยุดปาก ฉินเหยาเพียงฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
นางกำลังครุ่นคิดถึงเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังเทียบเชิญทั้งสองฉบับนี้
ทุกเรื่องราวย่อมต้องมีจุดประสงค์
ฉบับที่จวนองค์หญิงใหญ่ส่งมา นางยังพอจะถือว่าเป็นคำเชิญด้วยไมตรีจิตขององค์หญิงได้ อย่างไรเสียน้ำใจประเภทนี้สำหรับองค์หญิงแห่งแคว้นผู้หนึ่งแล้ว แค่สะบัดมือคราเดียวก็หว่านออกไปได้ตั้งมากมาย
หว่านแหให้กว้างก็จับปลาได้มากหน่อย ได้มาหนึ่งตัวก็นับว่าเป็นกำไรหนึ่งตัว
แต่ซือคงเจี้ยนเล่า
การส่งของขวัญไร้ประโยชน์มาให้เป็นกองพะเนินทุกสามถึงห้าวันก็นับว่าได้แสดงไมตรีแล้ว
อ้อ พักหลังนี้ไม่ได้ส่งของขวัญมาแล้ว เป็นไปได้ว่าวันนั้นถูกนางพูดจาทิ่มแทงใจดำใส่จนระเบิดโทสะไปแล้ว
ทั้งสองฝ่ายต่างก็หงายไพ่กันหมดแล้ว ซือคงเจี้ยนไม่จำเป็นต้องรีบร้อนมาแสดงไมตรีกับนางอีก
เช่นนั้นเหตุผลที่ส่งเทียบเชิญฉบับนี้มาก็มีเพียงข้อเดียว…ในการแข่งขันชู่จวี ซือคงเจี้ยนต้องการให้นางอยู่ในงานด้วย
“ท่านอาจารย์ก็ต้องไปร่วมงานด้วยหรือ” ฉินเหยาขัดจังหวะหลิวจี้ที่กำลังพล่ามไม่หยุดแล้วถามย้ำอีกครั้ง
หลิวจี้พยักหน้า “ใช่น่ะสิ ท่านอาจารย์เป็นตัวแทนวงการวรรณกรรมแคว้นเซิ่งของพวกเรา คนเป่ยหมานพวกนั้นมีวาสนาแล้ว!”
“อีกทั้งฝ่าบาทยังมีราชโองการเชิญท่านอาจารย์ไปร่วมงานด้วยพระองค์เองอีกด้วย”
ในใจของฉินเหยากระตุกวูบ กงเหลียงเหลียวนอนป่วยติดเตียง น่าจะเป็นเรื่องที่รู้กันดีไปทั่วทั้งเมืองหลวง
ตอนนี้อากาศร้อนระอุราวกับมีเสือฤดูใบไม้ร่วงอาละวาด การต้องไปนั่งดูการแข่งขันชู่จวีกลางแจ้งจนจบ ต่อให้เป็นคนหนุ่มสาวร่างกายแข็งแรงก็ยังทนรับไม่ไหว
ฉินเหยาขอยังไม่พูดถึงว่าฮ่องเต้องค์นี้มีความเห็นอกเห็นใจหรือไม่ เอาแค่ว่าในปีนั้นกงเหลียงเหลียวเสียขาทั้งสองข้างไปได้อย่างไร และต้องระหกระเหินออกจากเมืองหลวงไปอย่างน่าเวทนาเพียงใด
การที่ฮ่องเต้มีราชโองการฉบับนี้ลงมา จุดประสงค์ก็ไม่บริสุทธิ์แล้ว
“ดูท่าเรื่องวุ่นวายที่ท่านอาจารย์ของเจ้าพยายามหลีกเลี่ยงอย่างสุดชีวิตคงจะหลบเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว” ฉินเหยาขมวดคิ้วแล้วถอนหายใจ
หลิวจี้ที่กำลังปลาบปลื้มใจอยู่ถึงกับชะงัก “เมียจ๋าคำพูดนี้ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ฉินเหยาตอบ “ก็หมายความตามตัวอักษรนั่นแหละ”
นางหยิบเทียบเชิญสองฉบับนั้นขึ้นมาพลิกดูอีกรอบ ก่อนจะประกบเข้าด้วยกันแล้วโยนลงบนโต๊ะดัง ‘แปะ’ “ในเมื่อไมตรีจิตนี้ยากจะปฏิเสธ งั้นข้าไปสักหน่อยก็แล้วกัน ไปร่วมดูเรื่องสนุก”
นางสังหรณ์ใจว่าตาเฒ่าจะมีภัย ไปกันไว้ก่อนดีกว่า
แต่จะว่าไป ตำหนักพักร้อนของราชวงศ์ ทั้งยังเป็นงานใหญ่กระชับสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น ฝ่าบาทและฮองเฮาก็เสด็จมา การรักษาความปลอดภัยน่าจะอยู่ในระดับสูงสุดถึงจะถูก
แต่ดูจากท่าทีที่ไม่วางใจของซือคงเจี้ยนแล้วราวกับเขาจะรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเรื่องขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
ฉินเหยามองดูสีของท้องฟ้า สำนักศึกษาใกล้เลิกแล้วกระมัง
นางนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาจึงกล่าวว่า “ข้าจะไปรับซื่อเหนียงเลิกเรียน พวกเจ้ารีบเตรียมมื้อเย็นให้ไวเข้า อย่าลืมหั่นแตงเย็นยกมาให้สักชามด้วยล่ะ นึกอยากกินแล้ว”
แตงในฤดูร้อนนี้ กินอย่างไรก็ไม่รู้จักเบื่อ~
สั่งการเสร็จ ฉินเหยาก็ไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วเดินออกจากประตูใหญ่ไปด้วยท่าทางเบิกบานใจ มุ่งหน้าไปยังทางสำนักศึกษาสตรี
ทิ้งให้หลิวจี้นั่งอยู่ในโถงจ้องมองเทียบเชิญทั้งสองฉบับนั้นอย่างเหม่อลอย
ศิษย์อาจารย์อยู่ร่วมกันมาเนิ่นนาน เรื่องบางเรื่องกงเหลียงเหลียวก็เคยเล่าให้หลิวจี้ฟังแล้ว
ต่อให้เป็นเรื่องที่กงเหลียงเหลียวไม่ได้เล่า เจ้าคนสารเลวซือคงเจี้ยนก็นำมายัดเยียดเล่าให้เขาฟังอยู่เป็นพักๆ
เขารู้ดีว่าท่านอาจารย์ของตนแต่ก่อนนั้นเป็นฝ่ายสนับสนุนรัชทายาทอย่างหัวชนฝาจึงได้ล่วงเกินองค์หญิงใหญ่ จนเป็นเหตุให้ต้องเสียขาทั้งสองข้างไป
เรื่องใหญ่โตถึงเพียงนั้น ในยามนั้นรัชทายาทไม่เพียงแต่ไม่อาจทวงคืนความยุติธรรมให้กับท่านอาจารย์ได้ แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ทรงขุ่นข้องหมองพระทัยที่ท่านอาจารย์เข้าไปพัวพันกับการแก่งแย่งแบ่งฝักฝ่ายจึงทรงวางเฉยยืนดูอยู่ห่างๆ
คิดดูแล้วก็คงเพราะเหตุนี้ท่านอาจารย์ถึงได้หมดอาลัยตายอยาก ตัดสินใจจากเมืองหลวงไปตลอดกาล ไม่หวนกลับมาอีก
แต่เคราะห์หามยามร้าย ดันถูกรัชทายาทเชิญตัวกลับมา ทั้งยังถูกราชครูกักบริเวณไว้ในจวน ยืมฐานะมหาบัณฑิตเรียกร้องให้เหล่าบัณฑิตทั่วหล้า ร่วมกันรุมประณามองค์หญิงใหญ่ที่คิดคดทรยศต่อจารีต เพ้อฝันจะเป็นรัชทายาทหญิงจนสามารถพลิกกระดานกลับมาเอาชนะได้หนึ่งตา
เช่นนี้แล้ว ต่อให้ท่านอาจารย์ไม่เคยออกหน้าด้วยตนเอง แต่ในสายพระเนตรของฝ่าบาทจะต่างอะไรกับการแบ่งพรรคแบ่งพวกเล่า
ทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัยแล้วจะเป็นอย่างไร
หลิวจี้พลันตัวสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง ไม่กล้าคิดให้ลึกซึ้งมากไปกว่านี้อีก
ในใจได้แต่ร้องอุทานว่า น้ำในเมืองหลวงช่างลึกนัก!