ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 746 ท่านย่าตระกูลสวี
ตอนที่ 746 ท่านย่าตระกูลสวี
ฉินเหยากะเวลามาถึงสำนักศึกษาสตรีได้พอดิบพอดี เสียงระฆังทองแดงบอกเวลาเลิกเรียนในสำนักศึกษาดังขึ้นพอดี
ด้านนอกประตูมีรถม้าจอดอยู่หลายคันรวมถึงสาวใช้และแม่นมจากตระกูลต่างๆ ที่มารอรับคน
ตระกูลเหล่านี้ดูจากฐานะแล้วย่อมไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป ก่อนหน้านี้ตอนที่มาส่งซื่อเหนียงเข้าสำนักศึกษาสตรีก็เคยสังเกตเห็นแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ก่อตั้งสำนักศึกษาสตรีแท้จริงแล้วเป็นใครถึงได้มีบารมีดึงดูดผู้คนได้เพียงนี้
แต่ก่อน ฉินเหยาเคยคาดเดาว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือองค์หญิงใหญ่ เพราะมู่หลิงเคยปรากฏตัวที่นี่ แถมยังดูสนิทสนมกับอาจารย์ใหญ่มาก
แต่ตอนนี้พอฟังซื่อเหนียงเล่าเรื่องในสำนักศึกษาให้ฟังบ่อยเข้า ข้อสันนิษฐานนี้จึงถูกปัดตกไป
ประตูสำนักศึกษายังไม่เปิด ฝูงชนก็พากันมายืนล้อมอยู่ที่หน้าประตูใหญ่แล้ว ฉินเหยามองภาพเหตุการณ์นี้แล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ นี่มันเหมือนกับเหล่าผู้ปกครองที่มารอรับนักเรียนหน้าโรงเรียนประถมในยุคปัจจุบันไม่มีผิด
ขาดไปแค่อย่างเดียว คือที่หน้าสำนักศึกษาสตรีไม่มีแผงขายขนมกับร้านเครื่องเขียนพวกนั้นที่คอยดึงดูดนักเรียนตัวน้อย
ข้างๆ กันคือสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน บรรยากาศจึงค่อนข้างจะเคร่งขรึมกว่า
นักเรียนที่ร่ำเรียนในสำนักศึกษาสตรีก็มีเด็กโตวัยสิบกว่าปีที่สามารถกลับบ้านเองได้ ไม่ต้องให้พ่อแม่มารับ
บนท้องถนน มีทหารหญิงสวมชุดเครื่องแบบเดินตรวจตราให้เห็นได้ทั่วไป ความปลอดภัยในเขตเมืองหลวงใต้เบื้องพระยุคลบาทถือว่าดีมาก ไม่ต้องกังวลว่าจะมีกลุ่มลักเด็กหรือพวกค้ามนุษย์โผล่มา
คนที่รออยู่หน้าประตูใหญ่มีไม่มากนัก ฉินเหยาหามุมร่มรื่นใต้กำแพงด้านนอกประตูใหญ่ ยืนกอดอกรอแม่หนูน้อยของบ้านตนปรากฏตัวแล้วพุ่งเข้ามาหาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
ประตูไม้บานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก แกนไม้หมุนส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดชวนเสียวฟัน
ผู้คนที่รออยู่ด้านนอกเริ่มตื่นตัวขึ้นมา
ไม่นานนัก เสียงหัวเราะหยอกล้อของเด็กสาวก็ดังแว่วออกมา พวกนางจับกลุ่มกันสองคนบ้างสามคนบ้าง มือลากหีบหนังสือพลังเซียนเดินออกมา
คนที่มารอรับของแต่ละบ้านรีบยกมือเรียกคนของตน เพียงชั่วพริบตา คนที่รออยู่หน้าประตูก็หายไปกว่าครึ่ง
เสียงหัวเราะ “ฮ่าๆๆ” ดังมาจากด้านใน หูของฉินเหยากระดิกเล็กน้อย เมื่อเงยหน้ามองไปก็เห็นซื่อเหนียงของบ้านตน มือข้างหนึ่งของนางลากหีบหนังสือของตัวเอง อีกข้างจูงมือเด็กหญิงผิวขาวผ่องอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเดินออกมาจากสำนักศึกษาสตรี
ไม่รู้ว่าทั้งสองพูดคุยอะไรกัน ถึงได้พากันหัวเราะร่าอย่างมีความสุข หัวเราะจนเห็นฟันกรามด้านในทีเดียวเชียว
โดยเฉพาะซื่อเหนียงที่กำลังอยู่ในช่วงฟันขึ้น พอยิ้มทีไรก็จะเห็นช่องว่างดำๆ เล็กๆ ช่องหนึ่ง
เด็กหญิงผู้นั้นมีคนมารับ พอออกจากสำนักศึกษาก็มีแม่นมรูปร่างสูงโปร่งสวมชุดสีน้ำตาลเรียบๆ ผู้หนึ่งยิ้มต้อนรับพลางย่อกายคารวะเด็กหญิงผิวขาวผ่องผู้นั้น
เด็กหญิงทั้งสองพอเห็นนางก็ตะโกนเรียกด้วยความดีใจพร้อมกันว่า “แม่นมอวี้!”
ดูท่าซื่อเหนียงเองก็รู้จักนางเช่นกัน
“ท่านย่าเล่า?” เด็กหญิงรีบมองซ้ายมองขวาไปทางหน้าประตู จากนั้นแววตาก็เป็นประกายขึ้นมา
ได้ยินคำเรียกว่าท่านย่านี้ ฉินเหยาก็พอจะเดาออกแล้วว่าเป็นใคร
นี่น่าจะเป็นสวีเจียเจีย เพื่อนสนิทที่เริ่มรู้จักกันจากการต่อยตีตามที่ซื่อเหนียงเคยเล่าให้ฟัง
ดูท่าท่านย่าผู้รักเอ็นดูหลานคนนั้นจะมารับนางเลิกเรียนอีกแล้ว
เด็กที่กำลังโตนี่เปลี่ยนไปทุกวันจริงๆ คราวก่อนนางจำได้ว่าแม่หนูน้อยคนนี้ยังดูผอมสูง ผ่านไปไม่กี่เดือนกลับดูอวบอิ่มขึ้นไม่น้อย ดูขาวผ่องนุ่มนิ่มราวกับก้อนแป้งข้าวเหนียว
แต่ซื่อเหนียงของนางดูดซึมสารอาหารได้ดีกว่า สวีเจียเจียแก่กว่าซื่อเหนียงปีสองปี แต่ทั้งสองคนกลับตัวสูงไล่เลี่ยกัน
ฉินเหยาแอบพึงพอใจอยู่ลึกๆ วันข้างหน้าแม่หนูน้อยต้องสูงกว่านางแน่ๆ
“ท่านแม่!”
ซื่อเหนียงที่เมื่อครู่ยังนึกอิจฉาสวีเจียเจียที่มีคนในครอบครัวมารับ พริบตาต่อมาก็ต้องประหลาดใจระคนยินดีเมื่อพบฉินเหยาที่ยืนอยู่ตรงที่ร่มมุมกำแพงฝั่งตรงข้ามถนน
ฉินเหยากวักมือเรียกแล้วเดินออกมาจากใต้กำแพง
ซื่อเหนียงดีใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย รีบบอกกับสวีเจียเจียว่า “ท่านแม่ข้ามารับแล้ว!”
จากนั้นก็ลากหีบหนังสือของตนวิ่งฉิวไปหาฉินเหยาที่กลางถนน
“ท่านแม่ ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ” ซื่อเหนียงดีใจอย่างยิ่ง จับมือฉินเหยาแกว่งไปมาแล้วถาม
หีบหนังสือถูกทิ้งไว้ข้างๆ แล้ว ยังไม่วายหันกลับไปยักคิ้วหลิ่วตาอวดสวีเจียเจียอย่างภาคภูมิใจ
ทว่าวันนี้สวีเจียเจียหาได้อิจฉานางไม่ เด็กหญิงตัวน้อยแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ ก่อนจะตามแม่นมอวี้ที่มารับนางขึ้นรถม้าสีแดงชาดขลิบทองที่จอดอยู่ริมถนนไป
มุดเข้าไปข้างในรถม้าแล้วก็ยังยื่นศีรษะออกมาโบกมือลาซื่อเหนียงอีกด้วย
ซื่อเหนียงโบกมือตอบ มองดูสวีเจียเจียมุดเข้าไปในรถม้าไม่โผล่ออกมาอีกก็เงยหน้าสบตาฉินเหยาแวบหนึ่ง สองแม่ลูกต่างพากันหัวเราะ
“ไปกันเถอะ” ฉินเหยาหิ้วหีบหนังสือที่ถูกลืมขึ้นมา มือหนึ่งลากหีบ อีกมือหนึ่งถูกซื่อเหนียงใช้สองมือกอดไว้
ซื่อเหนียงเดินไปพลางพูดไปด้วยว่า “วันนี้ข้ามีความสุขเหลือเกินเจ้าค่ะ เป็นวันที่ดีที่สุดเลย!”
รถม้าสีแดงชาดขลิบทองที่ฝั่งตรงข้ามของถนนเริ่มเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังทิศทางของถนนสายหลัก
ฉินเหยาให้ความร่วมมือถามลูกสาวกลับอีกว่า “ทำไมวันนี้ถึงดีที่สุดเล่า”
กล่าวพลางหันไปสังเกตรถม้าคันที่วิ่งขนานไปกับตนที่ฝั่งตรงข้ามของถนนโดยสัญชาตญาณ
ตัวรถมีขนาดไม่ใหญ่ ใช้ม้าลากจูงหนึ่งตัว ล้อรถเป็นสีทองแดงรมดำ บนแกนล้อสลักตราประจำตระกูลอักษร ‘สวี’ แบบดัดแปลงเอาไว้
สารถีบังคับรถ แม่นมอวี้นั่งอยู่ตรงคานหน้ารถม้าไม่ได้เข้าไปข้างใน ภายในตัวรถม้ามีเสียงสนทนาของคนแก่และเด็กดังแว่วออกมาเป็นระยะ
ฉินเหยาเงยหน้ามองไปรอบๆ ทันที สองข้างทางของถนนแคบล้วนเป็นจวนขุนนางและที่ทำการของทางการ ตัวเรือนปลูกติดกันเป็นพืดแทบไม่มีช่องว่าง หลังคาสามารถเดินเชื่อมถึงกันได้หมด
ตรงปากทางเข้าออกย่านทั้งหน้าและหลังมีซุ้มประตูอยู่ ด้านบนมีสะพานเชื่อมสำหรับให้ทหารยามเดินตรวจตราได้
ลมพัดผ่านใบไม้ริมทางเกิดเสียงดังสวบสาบ หูของฉินเหยากระดิก นางได้ยินความเคลื่อนไหวที่ผิดแผกไปในสายลม
“ท่านแม่?” ซื่อเหนียงรอคำตอบจากฉินเหยานานแล้วก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับจึงเอ่ยเรียกเบาๆ “ท่านแม่ ท่านกินซาลาเปาไส้เนื้อไหมเจ้าคะ”
ฉินเหยาก้มลงมองก็เห็นซื่อเหนียงชี้ไปที่ร้านซาลาเปาข้างหน้าด้วยรอยยิ้มเขินๆ เห็นได้ชัดว่านางเองนั่นแหละที่อยากกิน
“ไปซื้อสิ” ฉินเหยาหัวเราะขบขัน
แม้ว่าที่บ้านจะมีคนทำซาลาเปาไส้เนื้อได้อร่อยล้ำเลิศ แต่สำหรับเด็กๆ แล้ว ของที่บ้านจะไปสู้แผงลอยริมทางได้อย่างไร
ซื่อเหนียงดีใจยกใหญ่ รู้อยู่แล้วว่าท่านแม่ต้องอนุญาต!
นางส่ายหน้าปฏิเสธเหรียญที่ฉินเหยายื่นมาให้ เด็กหญิงตัวน้อยตบกระเป๋าเสื้อของตัวเอง เป็นเชิงบอกว่าตนมีเงิน จากนั้นก็ปล่อยมือนาง วิ่งไปที่หน้าร้านซาลาเปาไส้เนื้อแล้วต่อแถวอย่างชำนาญ
ฉินเหยาไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่า ระหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกเรียน เด็กหญิงตัวน้อยคงมาอุดหนุนร้านซาลาเปาไส้เนื้อเจ้านี้อยู่บ่อยๆ เป็นแน่
ร้านนี้การค้าดีทีเดียว ยังมีคนต่อแถวอยู่เลย คาดว่ารสชาติน่าจะดี
ฉินเหยาทำทีเป็นไม่ใส่ใจ เงยหน้ากวาดตามองชายคาบ้านรอบๆ อีกครั้ง สองคนในมุมมืดนั้นดูเหมือนจะหยุดลงแล้ว
นางหันมามองฝั่งตรงข้ามของถนน รถม้าตระกูลสวีก็หยุดลงเช่นกัน
ฉินเหยาหูดีนัก ได้ยินเสียงสวีเจียเจียออดอ้อนดังมาจากในตัวรถม้าอย่างชัดเจน
“ท่านย่า พวกเราซื้อซาลาเปาไส้เนื้อไปฝากท่านน้าหลินเว่ยกันเถอะเจ้าค่ะ ท่านน้าหลินเว่ยชอบกินซาลาเปาไส้เนื้อที่สุดเลย ซาลาเปาร้านนี้หอมมาก นางต้องชอบแน่ๆ!”
ด้านในมีเสียงสตรีสูงวัยเย็นชาเจือแหบพร่าเล็กน้อยตอบกลับมาว่า “ไม่ต้องซื้อแล้ว นางกลับบ้านเกิดไปเยี่ยมญาติแล้ว”
“หา” สวีเจียเจียว่านึกไม่ถึงว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ คาดว่าคงจะอึ้งไปอีกครู่หนึ่ง
ท่านย่าของนางหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปสั่งแม่นมอวี้ที่อยู่นอกรถว่า “ไปซื้อซาลาเปาไส้เนื้อให้เจียเจียสักสองลูก”
สวีเจียเจียเปลี่ยนจากเศร้าเป็นดีใจในทันที นางตะโกนลั่นด้วยความเบิกบาน “แม่นมอวี้ ข้าเอาสามลูก!”
แม่นมอวี้ส่ายหน้ายิ้มๆ ขานรับคำว่า “เจ้าค่ะ” แล้วลงจากรถมาต่อแถวซื้อซาลาเปาไส้เนื้อ
ซื่อเหนียงซื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายคลาดกันไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น