ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 747 สบตายืนยัน
ตอนที่ 747 สบตายืนยัน
สองแม่ลูกฉินเหยาเดินนำอยู่ด้านหน้า แบ่งปันซาลาเปาไส้เนื้อที่หอมฉุยกันอย่างมีความสุข
ด้านหลังก็มีรถม้าแล่นตามมาอย่างเชื่องช้า รอบด้านมีสายตาอย่างน้อยสิบกว่าคู่คอยจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวบนรถม้า ทั้งบนสะพานลอย บนหลังคา ริมถนนล้วนมียอดฝีมือคอยคุ้มกันรถม้าคันนั้นอยู่อย่างลับๆ
สายตาของพวกเขากวาดมองเข้าไปในฝูงชนเป็นระยะ หากมีผู้ใดเผลอไผลขยับเข้าไปใกล้รถม้าสักหน่อยก็จะมี ‘คนผ่านทาง’ เข้ามาเบียดแทรกกันคนเหล่านั้นออกไปให้พ้นทางทันที
ชัดเจนถึงเพียงนี้ หากฉินเหยายังไม่สังเกตเห็นอีก การฝึกฝนตลอดสิบปีในวันสิ้นโลกก็คงสูญเปล่าแล้ว
นางก้มหน้าลงหมายจะถามลูกสาวที่กำลังกินซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อยว่ารู้หรือไม่ว่าท่านย่าของสวีเจียเจียมีนามว่าอะไร
คำพูดเพิ่งจะมาจ่ออยู่ที่ปลายลิ้น จู่ๆ ข้างกายก็มีเสียงใสกังวานของเด็กหญิงตะโกนดังขึ้น
“หลิวผิงหลิง!”
ซื่อเหนียงหันขวับไปมองด้วยความดีใจ เป็นสวีเจียเจียที่กำลังเกาะขอบหน้าต่างรถม้ายิ้มเรียกนาง
ฉินเหยาเองก็เงยหน้ามองตามไป สายตาพุ่งตรงผ่านดวงหน้าจิ้มลิ้มขาวผ่องของสวีเจียเจีย มองไปยังท่านย่าตระกูลสวีที่เผยให้เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างอยู่เบื้องหลัง
สตรีผู้มีผมตรงขมับขาวโพลนผู้นั้นคล้ายจะรับรู้ได้จึงหันกลับมามอง
นั่นคือดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่หนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม ริ้วรอยที่หางตายิ่งช่วยขับเน้นความเด็ดขาดแน่วแน่ เป็นผู้มีอำนาจสูงส่งที่กุมชะตาชีวิตผู้คนเอาไว้ในกำมือ
เดิมทีนางเพียงแค่กวาดตามองอย่างไม่ใส่ใจ นึกฉงนใคร่รู้เพียงว่าคนในครอบครัวเพื่อนใหม่ของหลานสาวมีหน้าตาเป็นเช่นไรเท่านั้น
ทว่าชั่วขณะที่สบตากับหญิงสาวผู้นั้น จู่ๆ ก็เกิดสนามพลังลึกลับที่มองไม่เห็นบางอย่าง ดึงวิญญาณของทั้งสองให้พัวพันกันแน่น ทำให้วิญญาณของทั้งคู่สั่นสะท้านพร้อมกัน!
อาการสั่นสะท้านนี้ช่างรุนแรงยิ่งนัก ฉินเหยารีบกำหมัดข่มกลั้น ถึงปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้โดยไม่เผยพิรุธใดออกมา
หญิงชราภายในรถม้ากลับตั้งรับได้ไม่ทันท่วงทีเท่าฉินเหยา ใบหน้าที่มักจะดูเรียบเฉยดุจสายลมแผ่วเบาพลันฉายแววตื่นตระหนกสุดขีดค้างอยู่เช่นนั้นอย่างน้อยสองสามอึดใจ ถึงจะได้สติกลับมาแล้วเก็บงำความรู้สึกไป
“สวีเจียเจีย ท่านย่าสวี” ซื่อเหนียงเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท
สวีเหวินชิงที่นั่งอยู่ในรถผงกศีรษะให้นางเล็กน้อย ถือเป็นการตอบรับ
เมื่อเงยหน้าขึ้น สายตาก็ตกกระทบลงบนร่างของฉินเหยาอีกครา นางจ้องมองฉินเหยาเขม็งด้วยแววตาแฝงความร้อนรนอยู่บ้างคล้ายกับต้องการจะยืนยันอะไรบางอย่าง
ฉินเหยากลับหลุบตาลงแล้วจูงมือลูกสาวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังสูงโปร่งเหยียดตรงให้นางมอง
ประหนึ่งว่าความรู้สึกวิญญาณสั่นสะท้านที่ผุดขึ้นมาเมื่อครู่เป็นเพียงสิ่งที่นางรู้สึกไปเองฝ่ายเดียว
ไม่จริง!
นางมั่นใจ อีกฝ่ายเองก็เป็นเช่นเดียวกันกับนาง!
สวีเหวินชิงสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามคุมน้ำเสียงให้ฟังดูปกติแล้วถามสวีเจียเจียที่กำลังพูดเองเออเองอย่างมีความสุขข้างๆ กายว่า “นั่นคือแม่เลี้ยงของหลิวผิงหลิงงั้นรึ”
สวีเจียเจียพยักหน้า “อื้อ น่าจะใช่นะเจ้าคะ”
“แม่เลี้ยงของนางชื่ออะไร”
สวีเจียเจียส่ายหน้า “แซ่ฉิน แต่ข้าไม่รู้ว่าชื่ออะไร”
“เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะท่านย่า” สวีเจียเจียยังคงสังเกตเห็นความผิดปกติของผู้เฒ่าข้างกายจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
สวีเหวินชิงส่ายหน้าแล้วไม่พูดอะไรอีก
รู้ว่าท่านย่ากำลังใช้ความคิดอีกแล้ว สวีเจียเจียจึงเงียบเสียงลงอย่างรู้ความ ตั้งหน้าตั้งตากินซาลาเปาไส้เนื้อ ในใจก็คิดว่า ถ้าท่านน้าหลินเว่ยอยู่ด้วย ไม่รู้จะดีใจแค่ไหน
……
ตรอกควานเจิ้ง。
ตรอกควานเจิ้ง
สองแม่ลูกฉินเหยายัดซาลาเปาไส้เนื้อที่เหลือเข้าปากที่หน้าบ้านแล้วหันมาสบตากันยิ้มๆ เหมือนแมวขโมยสองตัว หลังจัดการคราบมันบนตัวเสร็จถึงได้เดินเข้าบ้านไปด้วยความลำพองใจ
“พวกเรากลับมาแล้ว!” ซื่อเหนียงตะโกนบอกคนในบ้านพลางก้าวยาวๆ เข้าไป
หลิวจี้เป็นคนแรกที่มองมา เขาตาไวเห็นคราบน้ำมันที่มุมปากของสองแม่ลูก ในใจก็คิดว่า เอาเถอะ มิน่าเล่าระยะทางสั้นแค่นี้ถึงได้โอ้เอ้อยู่นานสองนาน ที่แท้ก็แอบไปกินของดีลับหลังพวกเรานี่เอง
แต่สองแม่ลูกไม่พูด เขาก็ไม่กล้าแฉ ทำได้เพียงมองค้อนฉินเหยาอย่างน้อยใจ ชี้ไปที่แตงที่หั่นเสร็จแล้วบนโต๊ะแล้วพูดว่า
“วางทิ้งไว้จนจะหายเย็นหมดแล้ว รีบล้างไม้ล้างมือมานั่งโต๊ะเถอะ รอพวกเจ้าสองคนอยู่พอดี”
สองแม่ลูกยิ้มให้กันแล้วรีบไปล้างมือเตรียมกินข้าว
ตอนที่ซื่อเหนียงปล่อยมือท่านแม่ก็ก้มมองดูฝ่ามือของตัวเองด้วยความงุนงงเพราะในมือนางชุ่มไปด้วยเหงื่อซึ่งเป็นเหงื่อจากมือของท่านแม่ทั้งสิ้น
นางเอียงคอมองฉินเหยาแวบหนึ่ง ท่านแม่ล้างมือไม่ถูสบู่ด้วย!
“เป็นอะไรไปหรือ” หลิวจี้ขยับเข้ามาใกล้พลางกระซิบถามเสียงเบา
สายตาของเขาไม่ได้ละไปจากตัวฉินเหยาเลย พอเห็นนางล้างมืออย่างใจลอยไปถึงไหนต่อไหน สบู่ที่ปกติต้องถูแน่ๆ ก็ไม่ได้ถูจึงจับสังเกตถึงความผิดปกติได้ในทันที
ฉินเหยาเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแววตาถึงค่อยกลับมามีชีวิตชีวา ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่มีอะไร กินข้าวเถอะ”
ปากของหลิวจี้ขานรับ แต่สายตากลับยังคงชำเลืองมองนางอีกหลายครั้ง
ฉินเหยาเอาแต่พุ้ยข้าว กินแต่ข้าวเปล่าไม่แตะกับข้าว หากไม่ใช่หลิวจี้คีบกับข้าวใส่ชามให้ นางคงไม่ยื่นตะเกียบออกไปคีบเองสักครั้ง
หลิวจี้ถึงกับพูดไม่ออก แบบนี้เรียกว่าไม่มีอะไรหรือ ต้องมีอะไรแน่ๆ!
มื้อเย็นผ่านพ้นไป เห็นกับตาว่าฉินเหยาล้างหน้าบ้วนปากอย่างลวกๆ แล้วกลับห้องไป หลิวจี้จึงรีบคว้าตัวซื่อเหนียงที่กำลังจะไปทำการบ้าน ลากมาที่โถงข้างแล้วกระซิบถาม
“ท่านแม่ของเจ้าเป็นอะไรไปน่ะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้ดูแปลกไปเพียงนี้”
ซื่อเหนียงทำหน้างง “ไม่รู้เจ้าค่ะ ท่านแม่เป็นอะไรหรือ”
เอาเถอะ ลูกดูไม่ออกเลยสักนิดว่าท่านแม่ของตัวเองผิดปกติตรงไหน หลิวจี้ถอนหายใจ
แต่มาคิดดูอีกที พิรุธเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นของฉินเหยา หากมิใช่เพราะเขารู้จักนางดีพอก็คงไม่ทันสังเกตเห็นเหมือนกัน
มองดูดวงตาคู่โตที่ฉายแววเป็นห่วงมารดาของลูกสาว หลิวจี้จึงเปลี่ยนคำถาม ถามว่าเย็นวันนี้พวกนางไปเจอใครมา ไปทำอะไรกันมาบ้าง
เรื่องนี้ซื่อเหนียงรู้จึงเล่าเรื่องที่ตอนเย็นหลังเลิกเรียนเจอท่านย่าของสวีเจียเจียให้ฟัง
จริงสิ ยังมีเรื่องที่เมื่อครู่ท่านแม่จับมือนางจนเหงื่อชุ่มไปหมดก็เล่าออกมาด้วย
คงเพราะอากาศร้อนกระมัง ซื่อเหนียงคิดในใจ
“แล้วเป็นอะไรหรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงไม่เข้าใจ “เรื่องนี้มีอะไรแปลกหรือ”
หลิวจี้คิดในใจว่า นี่มันแปลกสุดๆ ไปเลยต่างหาก!
จะมีใครที่ทำให้คนอย่างฉินเหยาเครียดจนเหงื่อออกมือได้กัน?
ทว่าหลิวจี้ไม่คิดจะให้เด็กต้องมากังวลใจจนเกินไปจึงโบกมือปัดอย่างขอไปที “ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไร สงสัยท่านแม่เจ้าคงจะเป็นไข้แดดเลยดูซึมๆ ไปบ้าง เจ้าก็รีบไปทำการบ้านเถอะ เรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่ต้องกังวล”
ซื่อเหนียงกำชับด้วยความเป็นห่วง “ถ้าเช่นนั้นท่านพ่อก็ต้มน้ำแกงถั่วเขียวแก้ร้อนในมาให้ท่านแม่ดื่มหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”
นางสั่งการบิดาบังเกิดเกล้าราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย เมื่อเห็นเขาพยักหน้ารับคำแล้ว ซื่อเหนียงจึงค่อยกลับห้องไปทำการบ้าน
หลิวจี้ค่อยๆ ย่องไปที่หน้าประตูห้องของฉินเหยาอย่างลับๆ ล่อๆ “เมียจ๋า ข้าเข้าไปได้หรือไม่”
ด้านในไม่มีเสียงตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ไล่ให้เขาไสหัวไป หลิวจี้จึงถือว่านี่เป็นการอนุญาตโดยดุษณี
เขาจึงยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องหน้าเตรียมตั้งรับสถานการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ มืออีกข้างก็ค่อยๆ ผลักบานประตูเข้าไป
“ฟู่~” ไม่มีการลอบโจมตีกะทันหัน เขาถอนหายใจออกยาวด้วยความโล่งอก
ภายในห้องมืดตึ๊ดตื๋อ หลิวจี้คลำทางไปที่โต๊ะอย่างชำนาญ เป่าตะบันไฟจุดเทียนบนเชิงเทียน ภายในห้องพลันก็สว่างขึ้นมา
พอเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นฉินเหยานั่งเงียบกริบอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะทำให้เขาตกใจจนเกือบกระโดดโหยง
หลังตบหน้าอกสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกขวัญก็นั่งลงแล้วถามเสียงเบา “ซื่อเหนียงบอกว่าวันนี้พวกเจ้าเจอท่านย่าของแม่หนูสวีเจียเจียคนนั้นหรือ”
ฉินเหยาเห็นเขาถามถึงก็ไม่ปิดบัง นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ท่านย่าของนางคือฮองเฮา”
หลิวจี้ตะลึงงัน “หา” นางพูดว่าใครนะ?
“กงเหลียงเหลียวบอกว่าฮองเฮามีนามว่าสวีเหวินชิง สวีเจียเจียเองก็แซ่สวี”
อีกทั้งโดยรอบยังมียอดฝีมือผู้คุ้มกันแฝงตัวอยู่มากมายรวมถึงท่านน้าหลินเว่ยผู้ชอบกินซาลาเปาไส้เนื้อที่บังเอิญกลับไปเยี่ยมญาติในชนบทจึงไม่อยู่ในเมืองหลวงพอดี
เมื่อความบังเอิญเหล่านี้มารวมกัน ฐานะของหญิงสูงวัยบนรถม้าผู้นั้นก็แทบจะกระจ่างชัด
พระนางก็คือฮองเฮาสวีเหวินชิง ผู้ได้รับการขนานนามร่วมกับฝ่าบาทว่าเป็นสองผู้ยิ่งใหญ่