ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 748 ความบ้าคลั่งที่เงียบงัน
ตอนที่ 748 ความบ้าคลั่งที่เงียบงัน
หลิวจี้ยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม
แม้การรู้ว่าเพื่อนตัวน้อยของลูกสาวมีท่านย่าเป็นถึงฮองเฮาจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกมากก็ตาม
แต่ว่า!
ฉินเหยาคือใครกันเล่า
นางคือสตรีที่ฆ่าคนตาไม่กะพริบ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ยังตั้งมั่นดุจขุนเขาไท่ซาน เป็นยอดคนประหลาดที่ดูแคลนพวกเขาที่เป็นเพียงปุถุชนเหล่านี้อย่างเท่าเทียม!
บนโลกนี้ยังมีคนหรือเรื่องราวใดที่คู่ควรทำให้นางถึงกับฝ่ามือชุ่มเหงื่อเย็นได้อยู่อีกหรือ
“ฮองเฮาทำให้เจ้าตกใจกลัวหรือ” หลิวจี้ลองหยั่งเชิงถามอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
นอกจากเหตุผลนี้แล้ว เขาก็นึกเหตุผลที่สองที่ทำให้นางเหงื่อออกเต็มฝ่ามือไม่ออกแล้วจริงๆ
ผิดไปจากที่หลิวจี้คาดการณ์ไว้ เขานึกว่านางจะแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลนแล้วเยาะเย้ยว่าเขาคิดมากไปเอง
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ฉินเหยาจะพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ใช่ พระนางทำให้ข้าตกใจ”
หากนางเดาไม่ผิด นางเองก็ทำให้สวีเหวินชิงตกใจไม่น้อยเช่นกัน
ความสั่นสะท้านที่มาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณนั้นทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
สามารถยืนยันได้จากสายตาว่าสวีเหวินชิงเองก็ไม่ใช่คนของโลกใบนี้เช่นกัน!
แต่เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะที่จะเล่าให้หลิวจี้ฟัง
นางไม่อาจบอกใครคนอื่นนอกจากตนเองได้จึงทำได้เพียงประมวลข้อมูลน่าเหลือเชื่อที่เพิ่งได้รู้นี้เพียงลำพัง
ภายในใจของฉินเหยาสั่นสะท้านจนไม่อาจสงบลงได้เป็นเวลานาน
แม้ในช่วงแรกที่ข้ามมิติมา นางจะเคยสงสัยจากร่องรอยเบาะแสที่หลุดออกมาจากปากคนรอบข้างว่า ที่นี่อาจเคยมีผู้ข้ามมิติมาเยือนมาก่อน
แต่พวกตัวเลขอารบิก การพิมพ์ตัวอักษร แก้วและสบู่หอมเหล่านั้น อย่างน้อยก็ปรากฏขึ้นมานับร้อยปีแล้ว
ส่วนความผิดปกติในตัวสวีเหวินชิงนั้นกลับบางเบาเสียจนแทบจับสังเกตไม่ได้
นี่ต้องใช้ความลึกซึ้งของจิตใจและความอดทนอดกลั้นที่เหนือมนุษย์เพียงใดกัน
แต่นางก็ยังมุ่งมั่นที่จะยกระดับสถานะและอำนาจของสตรีในแคว้นเซิ่งมาโดยตลอด
ต้องขอบคุณนาง ซื่อเหนียงถึงมีที่ให้ร่ำเรียนหนังสือ สตรีชั้นสูงก็มีหนทางในการสร้างผลงานและชื่อเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสาย
แต่สิ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า นี่คือยุคสมัยที่อำนาจระบอบศักดินาและราชวงศ์เป็นใหญ่ที่สุดไม่ได้
สวีเหวินชิงเป็นถึงฮองเฮาผู้อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น ท่าทีของพระนาง สามารถกำหนดความเป็นความตายของสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่งได้อย่างง่ายดาย
ฉินเหยาไม่มีความยินดีที่ได้พบเพื่อนร่วมชะตากรรมข้ามภพเลยแม้แต่น้อย นางเพียงแค่รู้สึกว่าตนเองได้กลับไปอยู่ในวันสิ้นโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้กินคนและพืชกลายพันธุ์อีกครั้ง
ไม่มีใครสักคนเดียวที่ควรค่าให้เชื่อใจ มนุษย์ทุกคนที่ปรากฏในสายตาล้วนมีโอกาสกลายเป็นศัตรูที่คุกคามการมีชีวิตรอดของนางได้ทั้งสิ้น
เป็นฝ่ายเข้าไปผูกมิตรก่อนหรือ
เลิกคิดไปได้เลย!
สวีเหวินชิงไม่แน่ว่าอาจจะวางตาข่ายฟ้าดินรอให้นางเดินไปติดกับเองอยู่ก็เป็นได้
เผลอๆ ตอนนี้อาจจะส่งคนมาตรวจสอบประวัติความเป็นมาของนางแล้วด้วยซ้ำ
ตอนนี้ฉินเหยารู้สึกเพียงความไม่สบายใจ ความกังวลและลางสังหรณ์ถึงวิกฤตอันรุนแรงทำให้นางจำต้องทำอะไรสักอย่าง ทางที่ดีคือต้องลงมือทำทันที
นางจะทำอะไรได้บ้างนะ
ฉินเหยาตกอยู่ในภวังค์ความคิด
หลิวจี้มองดูคนตรงหน้าที่เหม่อลอยไปอีกครั้งตาปริบๆ จึงยื่นมือไปโบกไปมาตรงหน้านาง “เมียจ๋า?”
ฉินเหยายกนิ้วชี้ไปที่ประตูห้อง “เจ้าออกไป ข้าอยากอยู่เงียบๆ (จิ้งจิ้ง) อย่ามาถามข้านะว่าจิ้งจิ้งคือใคร”
ฉินเหยายิ้มขื่นออกมาทีหนึ่ง นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองยังมีอารมณ์มาเล่นมุกตลกที่ไม่ขำเอาเสียเลยแบบนี้ได้อย่างไร
แต่ในสายตาของหลิวจี้คือนางเหม่ออยู่ดีๆ จู่ๆ ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง เป็นความบ้าคลั่งที่เงียบงัน ความรู้สึกสยองขวัญพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
หลิวจี้ตัวสั่นสะท้าน รีบลุกขึ้นเปิดประตูออกไปอย่างว่าง่าย ตัดสินใจว่าไปต้มโจ๊กถั่วเขียวสักหม้อดีกว่า จะได้เอามาปลอบขวัญตัวเอง
พอหลิวจี้เดินออกไป ภายในห้องก็เงียบสงบลงทันที มีเพียงเสียงปะทุเบาๆ จากไส้เทียนที่กำลังเผาไหม้
เสียงทึบๆ ดังขึ้น ฉินเหยาที่กำลังใช้ความคิดพลันก็ฟุบหลับไปกับโต๊ะได้สำเร็จ
นับตั้งแต่วันสิ้นโลกมาเยือน นางก็สร้างสภาวะจิตใจที่ดีเยี่ยมขึ้นมาได้ นั่นคือไม่กลุ้มใจให้กับวันพรุ่งนี้ที่ยังไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่!
ดังนั้น ยังไม่ทันที่ฉินเหยาจะคิดออกว่าจะทำอะไร วันแข่งขันชู่จวีก็มาถึง
หลิวจี้ต้องไปดูแลกงเหลียงเหลียวจึงไปที่จวนราชครูตั้งแต่เช้าตรู่
ก่อนไปได้โผล่หน้ามาที่ประตูห้องฉินเหยา กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องจำไว้ว่าให้ไปหาเขา ถึงเวลาจะได้ดูชู่จวีด้วยกัน
ฉินเหยากำลังสะลึมสะลือจึงรับปากไปส่งๆ
กว่านางจะตื่น ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นสูงแล้ว หลังกินมื้อเช้าอันอุดมสมบูรณ์ที่อาวั่งเตรียมไว้อย่างไม่รีบร้อนอยู่ที่บ้าน ถึงค่อยจัดการแต่งตัวเตรียมออกเดินทาง
อากาศร้อน ฉินเหยาสวมชุดผ้าป่านสีเรียบที่บางเบาเป็นพิเศษ
เพราะอินเยว่ไปทำงานที่ร้านไม่อยู่บ้านจึงไม่มีคนช่วยทำผม นางจึงถักเปียยาวง่ายๆ ปัดข้างลงมาที่ไหล่และปักปิ่นทองหนึ่งอันเพื่อประดับตกแต่ง
อีกทั้งเพราะไม่อนุญาตให้พกพาอาวุธหรือสิ่งของที่สงสัยว่าเป็นอาวุธ ฉินเหยาจึงปลดมีดสั้น หนังสติ๊กและของอื่นๆ ที่พกติดตัวเป็นประจำเก็บไว้ที่บ้าน หยิบเพียงหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าสั้นๆ มาสวมเพื่อกันแดดแล้วเดินออกจากบ้านอย่างผ่อนคลาย
ตำหนักซ่างหยางตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระราชวังจื่อเวย ตรงกลางมีถนนเชื่อมตรงสู่พระราชวังจื่อเวย
แต่หากฉินเหยาจะไปที่นั่นจะต้องขี่ม้าไปที่แม่น้ำสายตะวันตกก่อน ฝากม้าไว้ที่ริมฝั่งแล้วค่อยนั่งเรือข้ามฟากจึงจะไปถึงหน้าประตูตำหนักซ่างหยาง
นางไปสาย ตอนข้ามแม่น้ำจึงไม่ค่อยมีคน นางคนเดียวจึงนั่งเรือมาถึงใต้ประตูวัง
ยังไม่ทันเข้าไปก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังออกมาจากข้างในแล้ว
เหล่าขุนนางข้าราชบริพารรวมถึงครอบครัวและบ่าวไพร่ผู้คุ้มกันที่ติดตามของแต่ละจวน เมื่อมองลอดผ่านประตูเมืองชั้นนอกอันยาวเหยียดนั้นไปก็เห็นผู้คนเบียดเสียดกันแน่นขนัด
ฉินเหยาแต่งกายด้วยชุดสีเรียบ ท่ามกลางเหล่าครอบครัวขุนนางที่แต่งกายหรูหราอลังการจึงดูแปลกแยกไม่เข้าพวก
ทว่าดูแล้วนางก็ไม่เหมือนคนรับใช้ที่ติดตามมาปรนนิบัติเจ้านาย สายตาอยากรู้อยากเห็นนับไม่ถ้วนจึงพุ่งตรงมาที่นาง แต่เพราะไม่รู้จักและไม่รู้ตื้นลึกหนาบางจึงไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามเข้ามาทักทาย
ฉินเหยาเดินไปจนถึงหน้าประตูสนามม้าที่ใช้แข่งขันด้วยท่าทีเรียบเฉย มีนางกำนัลและองครักษ์หลวงรับผิดชอบค้นตัวรอบที่สองรวมถึงตรวจสอบเทียบเชิญ
ต่อให้ฉินเหยาจะมาสาย แถวที่ต่อคิวก็ยังคงยาวเหยียดอยู่ดี
นางรออยู่เกือบหนึ่งเค่อถึงจะถึงคิว
“ฮูหยินฉิน”
ขันทีที่รับผิดชอบตรวจเทียบเชิญรับเทียบเชิญของนางไปแล้วส่งคืนกลับมาให้อย่างนอบน้อมพร้อมกับเรียกขานชื่อนาง
ฉินเหยารู้สึกว่าเสียงคุ้นหูจึงละสายตาจากกระถางต้นไม้เหล่านั้นหันกลับมาดูก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาของอวิ๋นนั่วจึงรู้สึกประหลาดใจระคนยินดีอยู่บ้าง
อวิ๋นนั่วยิ้มให้นางพลางผายมือไปทางซ้ายทำท่าเชื้อเชิญ สื่อความหมายให้นางไปค้นตัวเข้างานที่ฝั่งสตรีทางด้านซ้าย
ฉินเหยารู้ว่าเขายุ่งจึงพยักหน้าทักทายแล้วเดินไปทางซ้าย
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแค่นหัวเราะไม่ทราบความหมายดังมาจากด้านหลัง
ฉินเหยาหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นสวีจง องครักษ์คนสนิทที่เปรียบเสมือนคนในครอบครัวข้างกายขององค์หญิงใหญ่
พอเห็นนางหันกลับมามอง สวีจงก็รีบเก็บสีหน้าไม่พอใจ ประสานมือคารวะนางอย่างสุภาพแล้วลุกขึ้นชี้ไปทางที่นั่งผู้ชมที่มีหลังคาผ้าใบสีแดงคลุมอยู่พลางกล่าวว่า
“ฮูหยินฉิน เชิญไปนั่งที่ปะรำสีแดงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ องค์หญิงจะเสด็จมาในไม่ช้า”
สวีจงเข้าใจว่า นางมาร่วมงานเพราะได้รับเทียบเชิญของเจ้านายตนย่อมต้องไปนั่งในตำแหน่งที่เจ้านายตนจัดเตรียมไว้ให้จึงตั้งใจเข้ามาเตือน
“ไม่ล่ะ ข้ามีที่นั่งอื่นแล้ว” ฉินเหยาส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ
แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ความจริงคือนางมาเพราะคำเชิญของซือคงเจี้ยน
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังรับปากหลิวจี้ไว้แล้วว่าจะไปหาเขา
ฉินเหยาพยักหน้าให้สวีจงตามมารยาท หันหลังเดินเข้าไปในห้องค้นตัวสำหรับสตรี ทิ้งให้สวีจงยืนทำหน้าสงสัยอยู่ที่เดิม ครุ่นคิดว่าฉินเหยายังรับเทียบเชิญของใครมาอีก
คนที่รับผิดชอบค้นตัวคือหน่วยราชองครักษ์ของจวนองค์หญิงใหญ่ ฉินเหยาพอจะเดาได้ว่า การแข่งขันชู่จวีในครั้งนี้ มีองค์หญิงใหญ่และราชครูเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน