ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 749 การแข่งขันชู่จวี
ตอนที่ 749 การแข่งขันชู่จวี
ฉินเหยาตรวจค้นตัวเสร็จก็เดินออกมาจากห้องแล้วก็ได้พบกับอันจื่อที่มารออยู่ที่นี่นานแล้ว
พอเห็นนาง อันจื่อก็โบกมืออย่างแรง ด้วยกลัวว่าฉินเหยาจะไม่เห็น
สนามม้าหลวงแห่งนี้ใหญ่โตมโหฬาร หากไม่มีคนนำทาง ฉินเหยาคงต้องใช้เวลาหาหลิวจี้อยู่นานโข
หลังเดินเข้าไปสมทบกับอันจื่อ ทั้งสองก็พากันเดินจากทางเข้าสนามม้าอ้อมไปทางขวากว่าครึ่งรอบ ในที่สุดก็หาที่นั่งพบ
นี่เป็นอัฒจันทร์ชั่วคราวที่สร้างขึ้นติดกับกำแพงเมืองสูงตระหง่าน
หลิวจี้ยืนอยู่บนอัฒจันทร์ เขาเห็นเงาร่างของฉินเหยาแต่ไกล ยังไม่ทันที่นางจะเดินเข้ามาใกล้ เขาก็มายืนรออยู่ที่ตีนบันไดแล้ว
“เมียจ๋า ทางนี้ๆ!” หลิวจี้ตะโกนเสียงดัง
ที่นั่งผู้ชมนี้สร้างล้อมรอบสนามม้า ขณะนี้ที่นั่งโดยรอบเกือบจะเต็มหมดแล้ว รอเพียงยามอู่มาถึง การแข่งขันก็จะเริ่มทันที
ฉินเหยาเดินขึ้นไปบนอัฒจันทร์ ด้านบนกว้างขวางมาก มีผ้าสีสันสดใสขึงบังแดดไว้จึงไม่ถือว่าร้อนมากนัก
บนอัฒจันทร์จัดเตรียมที่ว่างไว้ไม่น้อย แต่ขณะนี้มีเพียงกงเหลียงเหลียวนั่งประจำที่อยู่เพียงคนเดียว
ไร้ซึ่งเงาของซือคงเจี้ยน บางทีอาจจะยังคงวิ่งวุ่นจัดการเรื่องการแข่งขันรอบนี้อยู่
แต่เขาก็ได้พาผู้คุ้มกันที่เป็นยอดฝีมือสี่คนที่เดิมทีเฝ้าอยู่หน้าผู่เยวี่ยนมาด้วย ขณะนี้กำลังทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ทั้งสี่ทิศของอัฒจันทร์
ทัศนวิสัยดี คนน้อย แถมยังมีที่บังแดด ฉินเหยาคิดว่าที่ตรงนี้ดีเยี่ยมทีเดียว
ฉินเหยามาถึงหน้าอัฒจันทร์ ทักทายกงเหลียงเหลียวที่ดูกระปรี้กระเปร่าไม่เลวแล้วจึงนั่งลงตรงที่ว่างข้างกายเขา
นางถอดหมวกคลุมหน้าออก ฉินเหยากวาดตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ที่แท้ห่างออกไปทางขวามือราวสิบเมตร ยังมีอัฒจันทร์ที่สูงกว่าตั้งอยู่อีกแห่ง ด้านหลังอัฒจันทร์นั้นคือระเบียงทางเดินบนกำแพงเมืองซึ่งเชื่อมตรงกับพระราชวังจื่อเวย
มองดูข้าวของสีเหลืองทองต่างๆ ที่จัดตั้งไว้บนอัฒจันทร์สูงนั้นก็สามารถเดาได้ไม่ยากว่า นั่นคงเป็นที่ประทับชมการแข่งขันของฝ่าบาทและฮองเฮา
เหล่าขุนนางน้อยใหญ่เดินทางมากันเกือบครบแล้ว เหลือเพียงสมาชิกราชวงศ์และอ๋องฉ่านกับองค์หญิงแห่งเป่ยหมานที่ยังไม่ปรากฏตัว
เมื่อประตูรั้วทางเข้าปิดลง เสียงกลองศึกทางด้านซ้ายและขวาของสนามก็ดังตุ้มๆ อัฒจันทร์ที่เดิมทีจอแจก็เงียบเสียงลงอย่างรวดเร็ว
ทุกคนชะเง้อคอมองพร้อมใจกันมองไปทางอัฒจันทร์สูงสีเหลืองทองทางทิศตะวันออก
หลิวจี้กระซิบอย่างตื่นเต้น “การแข่งจะเริ่มแล้ว!”
ฉินเหยากับกงเหลียงเหลียวที่อยู่ข้างๆ ส่งเสียงรับคำอย่างราบเรียบทำให้หลิวจี้ไม่พอใจจนมองค้อนทั้งสองคนอย่างน้อยใจ “พวกท่านช่วยทำตัวให้มันดูคาดหวังกว่านี้สักนิดหนึ่งได้หรือไม่”
ฉินเหยากับกงเหลียงเหลียวสบตากันแล้วยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
หลิวจี้หดหู่ แค่นเสียงขึ้น รู้ซึ้งว่าความสุขและความทุกข์ระหว่างคนเรานั้นมิอาจสื่อถึงกันได้จึงคร้านจะสนใจพวกเขาอีก ทำเพียงปล่อยตัวไปตามบรรยากาศตื่นเต้นอันเงียบงันภายในสนาม เฝ้ามองอัฒจันทร์สูงนั้นอย่างคาดหวัง
ไม่นานก็ได้ยินเสียงประกาศก้องดังมาจากทางเดินลอดของอัฒจันทร์สูงนั้น
“ฮ่องเต้ ฮองเฮา เสด็จ!”
“คณะทูตเป่ยหมาน มาถึงแล้ว!”
“องค์หญิงใหญ่พร้อมด้วยราชบุตรเขย เสด็จ!”
“องค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาท เสด็จ!”
“…”
ด้านหลังยังมีเสียงประกาศชื่อท่านหญิงท่านชายอีกสามสี่คน เชื้อพระวงศ์สายตรงของฮ่องเต้และฮองเฮาล้วนมากันครบถ้วน
เพียงครู่เดียว ที่นั่งว่างบนอัฒจันทร์สูงนั้นก็ถูกจับจองจนเต็ม
ตำแหน่งที่ผู้คนนั่งอยู่ต่ำกว่าอัฒจันทร์สูงนั้นเล็กน้อย ทัศนวิสัยจึงถูกบดบัง มองเห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้ได้ไม่ชัดเจนนัก เห็นเพียงเงาด้านข้างสีเหลือง สีแดง สีชมพูและสีม่วงอยู่ไกลๆ
แต่ถึงกระนั้น หลิวจี้และอันจื่อก็ยังตื่นเต้นจนรีบคุกเข่าลงตามเหล่าขุนนางทั้งสนาม ตะโกนร้องสรรเสริญฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นปี ฮองเฮาทรงพระเจริญพันปี องค์หญิงและรัชทายาททรงพระเจริญพันๆ ปี อะไรทำนองนั้น
เพราะตื่นเต้นมากเกินไป น้ำเสียงจึงแหลมสูงเป็นพิเศษ ฉินเหยารู้สึกเพียงว่าสมองของตนแทบจะระเบิด
แต่ในเมื่อทุกคนต่างคุกเข่าถวายบังคม นางก็ทำได้เพียงกัดฟันทนกับมลพิษทางเสียงข้างหู อาศัยชุดตัวโคร่งช่วยบดบัง ย่อตัวลงคุกเข่าข้างเดียวแล้วก้มหน้าถวายบังคม
สนามแข่งขันกว้างใหญ่มาก แต่เนื่องจากในงานเงียบกริบ เสียงจากบนอัฒจันทร์สูงจึงดังไปทั่วทั้งลาน
ฮ่องเต้แคว้นเซิ่งผู้มีพระชนมพรรษาล่วงเลยห้าสิบพรรษาไปแล้ว ประทับยืนอยู่ภายใต้ฉัตรบนอัฒจันทร์สูง ตรัสกับทุกคนในที่นั้นด้วยพระสุรเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังว่า
“วันนี้เป็นการแข่งขันชู่จวีระหว่างสองแคว้น เป็นการแลกเปลี่ยนฝีมือซึ่งกันและกัน ขอให้คำนึงถึงกฏกติกา อย่าให้เสียไมตรีต่อกัน…”
หลังจากกำชับจบความ ทุกคนต่างก็ขานรับ ฮ่องเต้จึงยกพระหัตถ์ขึ้น “ลุกขึ้นกันเถิด ทุกท่านจงชมการแข่งขันชู่จวีที่ดีไปพร้อมกับเรา!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
ผู้คนเต็มสนามขานรับโดยพร้อมเพรียงกัน เสียงดังกังวานปานระฆังใบใหญ่
ในหัวของฉินเหยาเกิดเสียงวิ้งๆ ขึ้นมาอีกระลอก
ทุกคนกลับเข้าประจำที่ เสียงกลองดังขึ้นอีกครั้ง นักกีฬาชู่จวีของแคว้นเซิ่งและเป่ยหมานก็เริ่มทยอยเข้าสู่สนาม กลุ่มแคว้นเซิ่งสวมชุดสีแดง ส่วนเป่ยหมานสวมชุดสีดำเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่จำสับสน
ทั้งสองฝ่ายมายืนประจำที่หน้าอัฒจันทร์สูง รอคนบนนั้นกล่าวให้กำลังใจก่อนแข่ง
คนที่ก้าวออกมาในคราวนี้คืออ๋องฉ่านและองค์รัชทายาท ต่างฝ่ายต่างก็เป็นตัวแทนแคว้นของตน ลงมาให้กำลังใจคนในกลุ่มด้วยตนเอง ปลุกเร้าเหล่าชายชาตรีเลือดร้อนให้ฮึกเหิมจนแทบอยากจะสละชีพเพื่อชาติ หลั่งเลือดชโลมแผ่นดินเสียเดี๋ยวนั้น!
พาลทำให้ขุนนางของทั้งสองแคว้นต่างก็ตื่นเต้นจนแทบจะลุกขึ้นยืน ปากตะโกนร้องเรียกหาชัยชนะ
บรรยากาศเป็นใจถึงเพียงนี้ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ย่อมได้รับอิทธิพลไปตามๆ กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะอยู่ค่อนข้างใกล้กับอัฒจันทร์สูง ฉินเหยาจึงมองเห็นท่านชายน้อยจวนองค์หญิงใหญ่และหูเหอถีเซียงกำลังส่งเสียงเชียร์ แต่ละคนแข่งกันตะโกนเสียงดัง
ส่วนท่านหญิงแห่งจวนรัชทายาทดูเหมือนจะมีนิสัยถอดแบบมาจากบิดาของนาง เมื่อสังเกตเห็นว่าระหว่างท่านชายกับองค์หญิงแห่งเป่ยหมานมีไฟโทสะลุกโชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจึงมายืนคั่นกลางด้วยความใจเย็น พยายามทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย
น่าเสียดายที่ไม่มีใครฟังนางเลย
จวบจนกระทั่งราชบุตรเขยส่งเสียงตวาดปราม การปะทะคารมของทั้งสองฝ่ายจึงยุติลง
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเหยาได้เห็นราชบุตรเขยขององค์หญิงใหญ่ รูปร่างสูงใหญ่กำยำ คิ้วเข้มตาโต ไว้หนวดเคราเฟิ้ม เป็นชายที่หน้าตาเหมือนราชาราชสีห์ ทั้งดุดันและทรงพลัง
ทว่าระหว่างคิ้วกลับแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่ขัดแย้งกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง
มีข่าวลือในหมู่ชาวบ้านว่า ราชบุตรเขยคือหัวหน้ากองกำลังผู้ยิ่งใหญ่ที่องค์หญิงใหญ่ไปเจอระหว่างรวบรวมแผ่นดิน เพื่อขยายอำนาจ นางจึงใช้แผนสาวงามหลอกล่อมา
ภายหลังฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ องค์หญิงใหญ่กลายเป็นองค์หญิง หัวหน้ากองกำลังผู้นี้จึงกลายเป็นราชบุตรเขยอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
เพียงแต่จวบจนปัจจุบัน ทั้งสองคนก็ยังไม่เคยจัดพิธีมงคลสมรสอย่างเป็นทางการเลยสักครั้ง
สาเหตุเป็นเพราะอะไรน่ะหรือ
เป็นเพราะราชบุตรเขยเข้มงวดเกินไปจนองค์หญิงใหญ่ไม่ชอบ? หรือเป็นเพราะภายในใจขององค์หญิงใหญ่มีผู้อื่นจับจองอยู่แล้วจึงไม่อยากทำร้ายจิตใจคนรัก?
สรุปก็คือ พิธีมงคลสมรสที่ทั้งสองไม่เคยจัดขึ้นนั้นได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นเยี่ยมให้ชาวบ้านนำไปแต่งเติมเสริมแต่งเป็นข่าวลือซุบซิบ
ฉินเหยาหรี่ตาหลบแสงแดดที่แยงตา มองดู ‘ราชาราชสีห์’ ผู้นั้นใช้น้ำเสียงอ่อนโยนอบรม ‘ลูกราชสีห์’ อย่างท่านชายน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าไม่ควรทะเลาะกับแขก ในใจก็คิดว่าบางทีอาจจะเป็นยอดชายใจพระ ผู้ยึดมั่นในรักแท้โดยไม่สนใจพิธีการใดๆ ก็เป็นได้
ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงสายตาของฉินเหยา ‘ราชาราชสีห์’ ผู้นั้นจู่ๆ ก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง กวาดสายตามองมา
“ตึง ตึง ตึง!” เสียงกลองรัวสนั่น การแข่งขันเริ่มขึ้นในที่สุด!
เพราะถูกเสียงกลองขัดจังหวะ พอจะกลับไปค้นหาสายตาที่จ้องมองตนเองคู่นั้นอีกครั้งก็หาไม่พบเสียแล้ว
“เมียจ๋า ท่านอาจารย์ ชู่จวีจะเริ่มแล้ว!” หลิวจี้ร้องเตือนด้วยความตื่นเต้น “รีบดูเร็วๆ”
ฉินเหยารับคำหนึ่งที เบนสายตาไปยังการแข่งขันในสนามที่นับว่าไม่ได้ดุเดือดอะไรมากนัก
กลับเป็นสายตาค้นหาที่ส่งมาจากบนอัฒจันทร์สูงเป็นระยะๆ ต่างหากที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนมีหนามตำหลัง นั่งไม่ติดที่ เหมือนมีก้างปลาติดคอ รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก
สวีเหวินชิงอาจจะคาดไม่ถึงเช่นกันว่านางจะมาปรากฏตัวที่นี่จึงใช้กงเหลียงเหลียวเป็นข้ออ้าง ส่งคนในวังมาแสดงความห่วงใย
ถ้าสายตาของคนในวังผู้นั้นไม่ตกอยู่ที่ตัวนางบ่อยจนเกินไปก็คงจะแนบเนียนยิ่งกว่านี้