ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 750 การลอบสังหาร
ตอนที่ 750 การลอบสังหาร
คนในวังรับคำสั่งจากฮองเฮามาแจ้งว่า ในช่วงพักครึ่งของการแข่งขัน ขอเชิญกงเหลียงเหลียวปรากฏตัวและกล่าวอะไรสักเล็กน้อย ให้ชาวเป่ยหมานได้ประจักษ์ถึงสง่าราศีของมหาบัณฑิตแห่งแคว้นเซิ่ง
กงเหลียงเหลียวหันหน้าไปทางอัฒจันทร์สูง ประสานมือคารวะแล้วรับคำ
นางกำนัลวางแคนตาลูปสีทองอร่ามหนึ่งจานที่นำมาจากอัฒจันทร์สูงไว้แล้วเดินลงจากอัฒจันทร์กลับไปรายงานผลที่อัฒจันทร์สูง
พอคนเดินลับไป รอยยิ้มที่กงเหลียงเหลียวฝืนปั้นขึ้นมาก็หุบลงทันที เขาชี้ไปที่แคนตาลูปซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการจากต่างแดนอันล้ำค่านั้นให้ฉินเหยาและหลิวจี้ลองชิมดู
“นี่คือแตงอะไรหรือ” หลิวจี้ถามอย่างตื่นตาตื่นใจ เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อสีส้มทอง กลิ่นหอมประหลาดพิลึก
อันจื่อสมกับที่เป็นคนของจวนราชครู รอบรู้กว้างขวาง เขาตอบว่า “นี่คือแตงหู เครื่องราชบรรณาการที่ส่งมาจากแคว้นซีอวี้ เนื้อแตงหวานปานน้ำผึ้งจึงเรียกอีกชื่อว่าแตงมี่ (แตงน้ำผึ้ง)”
เห็นหลิวจี้ยื่นมือออกไป อันจื่อก็รีบเตือนด้วยความหวังดี “เปลือกแตงกินไม่ได้ นายท่านหลิวจำไว้ว่าอย่ากินเข้าไปนะขอรับ”
หลิวจี้ค้อนควับใส่เขา “ข้ามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเปลือกแข็งโป๊กนี่กินไม่ได้แน่ ยังต้องให้เจ้ามาเตือนอีกหรือ”
อันจื่อ “ข้าน้อยปากมากไปเองขอรับ”
หลิวจี้ถึงได้พอใจ แค่นเสียงอย่างลำพองแล้วหยิบแตงหนึ่งชิ้นส่งให้ฉินเหยาก่อน จากนั้นหยิบอีกชิ้นส่งใส่มือท่านอาจารย์ สุดท้ายถึงเป็นส่วนของตัวเองกับอันจื่อคนละชิ้น
ปากกินไปก็บ่นพึมพำไป “ราชครูนายของเจ้าเหตุใดยังไม่โผล่มาอีก?”
อันจื่อกัดแตงคำหนึ่งแล้วตะโกน “โอ้โห!” ตามขุนนางที่กำลังชมการแข่งขันไปด้วย จากนั้นจึงค่อยส่ายหน้า “ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ”
การแข่งขันผ่านไปครึ่งทาง เสียงกลองก็ดังขึ้น นักกีฬาชู่จวีของทั้งสองแคว้นลงจากสนามเพื่อพักผ่อนหนึ่งเค่อ
ถึงตาที่กงเหลียงเหลียวต้องออกโรงแล้ว
ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาควบคุมสถานการณ์ กงเหลียงเหลียวเพียงแค่เข็นรถเข็นออกมาที่ด้านหน้าสุดของอัฒจันทร์ ผู้ชมที่กำลังส่งเสียงจอแจในสนามก็เงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ มองตรงมาที่กงเหลียงเหลียว
มีคนมากมายเหลือเกินที่อยากรู้ว่าเหตุใดเขาจึงปรากฏตัวและเตรียมจะทำอะไร
คนที่สมควรจะหายสาบสูญไปจากเมืองหลวงอย่างถาวร เหตุใดถึงมาปรากฏตัวที่นี่อย่างเปิดเผยได้
นี่เป็นพระประสงค์ของฝ่าบาทหรือ
เช่นนั้นตอนนี้ฝ่าบาททรงดำริอย่างไรกันแน่?
สถานะง่อนแง่นขององค์รัชทายาทจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
องค์หญิงใหญ่ผู้แข็งกร้าวจะยอมปล่อยให้กงเหลียงเหลียวปรากฏตัวในโอกาสเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
ความสงสัยและปริศนามากมายต้องการคำตอบทำให้สายตาทุกคู่ดูร้อนแรงเป็นพิเศษ
ดวงตามากมายจับจ้องมา ไหนจะสายตาอันยากจะคาดเดาจากบนอัฒจันทร์สูงนั่นอีก ต่อให้จุดสนใจของทุกคนจะไม่ใช่ตนเอง แต่หลิวจี้ที่อยู่ในรัศมีใกล้เคียงจุดสนใจก็ยังรู้สึกกดดันอย่างหนัก
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นบนอัฒจันทร์ หลิวจี้แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นเสียงของตนเองหรือเสียงของอันจื่อ
กลับเป็นฉินเหยาที่นั่งอยู่ข้างกายที่ยังคงนั่งนิ่งอย่างเยือกเย็น กินแตงมี่เสร็จก็ดึงผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบน้ำหวานที่ปลายนิ้วอย่างเชื่องช้า
ทุกสิ่งรอบกายราวกับถูกนางปิดกั้นออกไป ในสายตาของนาง มีเพียงชายชราร่างผอมแห้งที่นั่งอยู่บนรถเข็นไม้เบื้องหน้าผู้นั้น
บนอัฒจันทร์สูง ฮ่องเต้ตรัสถามกงเหลียงเหลียวก่อนว่ามีอะไรอยากจะกล่าวกับทุกคนหรือไม่ มีอะไรก็ให้พูดออกมาอย่างกล้าหาญ ไม่ต้องกังวล
นี่เป็นการบอกใบ้อะไรหรือเปล่า ขุนนางทั้งหลายแอบคิดในใจ
รัชทายาทมองฮ่องเต้อย่างประหลาดใจแวบหนึ่ง พระองค์เดินไปที่ขอบอัฒจันทร์สูง จ้องมองกงเหลียงเหลียว สีหน้ามองไม่ออกถึงอารมณ์ใดและไม่เห็นความคาดหวังใดๆ
ทว่า กงเหลียงเหลียวกลับไม่ได้เอ่ยถึงองค์หญิงใหญ่หรือรัชทายาทแม้แต่ครึ่งคำ พูดเพียงแค่ว่าการแข่งขันชู่จวีในครึ่งแรกนั้นยอดเยี่ยมก็จริง แต่ขาดความดุเดือดในการต่อสู้ไปบ้าง
คำพูดเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าไม่ทำให้ฮ่องเต้ทรงพอพระทัย พระองค์จงใจเอ่ยถึงกลุ่มชู่จวีทั้งสองว่าเป็นของอ๋องฉ่านและรัชทายาทแล้วถามเขาว่าต้องตาฝั่งไหนมากกว่ากัน
ชัดเจนว่า ต้องการจะบีบให้เขาเลือกข้างให้ได้
กงเหลียงเหลียวยิ้มขื่น กล่าวเพียงว่าตนเองไม่ค่อยรู้เรื่องชู่จวีจึงไม่ขอเดาสุ่มดีกว่า
ทรงเว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วตรัสเสริมด้วยรอยยิ้ม “กงเหลียงเหลียวเชี่ยวชาญการคำนวณเป็นที่สุด ตัวเลขง่ายๆ เพียงแค่นี้ คงไม่ถึงกับดูไม่ออกกระมัง”
กงเหลียงเหลียวก้มหน้าแล้วพยักหน้าเบาๆ “ตัวเลขที่เห็นได้ชัดเจนย่อมสามารถแยกแยะได้ เพียงแต่การแข่งขันชู่จวีเพิ่งจะผ่านไปเพียงครึ่งทาง ผู้ชนะในครึ่งแรก ครึ่งหลังก็ใช่ว่าจะรักษาชัยชนะเอาไว้ได้ ดังนั้นกระหม่อมเห็นว่า หากจะตัดสินแพ้ชนะกันในตอนนี้นั้นไร้ความหมายพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮองเฮาแย้มพระสรวลอย่างประหลาดใจ “กงเหลียงเหลียว ท่านเปลี่ยนไปแล้ว แต่ก่อนเพียงแค่ครึ่งแรกก็ใช้การคำนวณอันแม่นยำของท่าน ตัดสินแพ้ชนะล่วงหน้าแล้วไม่ใช่หรือ”
สีหน้าของกงเหลียงเหลียวไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวอย่างนอบน้อม “กระหม่อมแก่แล้ว ไม่มีเรี่ยวแรงจะคำนวณหรือโต้เถียงอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นหรือ?” สุรเสียงของฮองเฮาสูงขึ้นกะทันหันคล้ายแฝงด้วยความโกรธ “ในเมื่อไร้เรี่ยวแรง ในเมื่อแก่ชราแล้ว เหตุใดจึงไม่กลับบ้านเกิดไปพักผ่อนในบั้นปลายชีวิตเล่า?!”
กงเหลียงเหลียวหลุบตาลง หัวเราะเบาๆ ราวกับเย้ยหยันตนเอง เขาไร้คำจะโต้ตอบ
ทั่วทั้งสนามเงียบกริบ สายตานับไม่ถ้วนกวาดไปมาระหว่างอัฒจันทร์สูงและกงเหลียงเหลียว
แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากอัฒจันทร์สูง กระจายไปรอบทิศอย่างรวดเร็วและปกคลุมไปทั่วทั้งสนามม้า
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
กลัวว่าเพียงแค่ส่งเสียงดังนิดเดียวจะกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไป
รัชทายาทเผยสีหน้าว้าวุ่นใจ ทำท่าอยากจะพูดแต่ก็หยุดไว้ ด้วยเกรงกลัวในความแข็งกร้าวของพระมารดาจึงอ้าปากขอความเมตตาให้กงเหลียงเหลียวไม่ได้เสียที
องค์หญิงใหญ่ยืนอยู่ด้านข้าง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย มองดูรัชทายาทด้วยแววตาดูแคลนเต็มเปี่ยม
อาจเป็นเพราะถูกสีหน้าดูแคลนนั้นกระตุ้น รัชทายาทที่ลังเลใจอยู่จู่ๆ ก็ก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วกล่าวด้วยถ้อยคำหนักแน่นจริงใจว่า
“เสด็จแม่ ท่านอาจารย์เคยมีบุญคุณต่อลูก ลูกไม่อาจทนเห็นท่านอาจารย์ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างในชนบทได้จึงได้ส่งคนไปเชิญท่านอาจารย์กลับมาเพื่อตอบแทนบุญคุณในกาลก่อน”
“หากเสด็จแม่ทรงเห็นว่าการกระทำของลูกไม่เหมาะสม ลูกจะส่งท่านอาจารย์ไปพักรักษาตัวที่เรือนสวนเดี๋ยวนี้ ชั่วชีวิตนี้จะไม่ให้ท่านอาจารย์ย่างกรายเข้าเมืองหลวงอีกแม้แต่ครึ่งก้าว!”
กล่าวจบก็ก้มลงคารวะอย่างสุดซึ้งราวกับขอร้อง
พระพักตร์ที่เย็นชาแข็งกร้าวของฮองเฮาผ่อนคลายลง พระนางหันไปมองฮ่องเต้ที่อยู่ข้างกายซึ่งแสดงท่าทีทั้งรักทั้งจนปัญญาและพร้อมจะยอมทำตามคำขอของโอรสองค์นั้น
องค์หญิงใหญ่แค่นเสียง หันหน้าหนีไม่มองทางรัชทายาทอีก เพราะนางรู้ดีว่า เสด็จพ่อเสด็จแม่ทรงลำเอียงเข้าข้างรัชทายาทมาโดยตลอดย่อมต้องทรงอนุญาตแน่นอน
แต่ทว่าตาเฒ่ากงเหลียงเหลียวผู้นี้แม้จะน่าชัง แต่ก็นับว่าเป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อแคว้นเซิ่งผู้หนึ่ง ละเว้นชีวิตเขาไว้สักครั้ง ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เวลานั้นเอง คนในวังสองคนที่นำป้ายคะแนนมาส่งก็ได้ถือป้ายไม้ยาวเดินขึ้นมาบนอัฒจันทร์แล้ว
ในขณะที่ฮ่องเต้เห็นว่ารัชทายาทน่าสงสาร เตรียมจะตรัสขึ้นนั้น
เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
เห็นเพียงคนในวังที่ถือป้ายสองคนนั้น จู่ๆ ก็ทุ่มป้ายไม้ที่ทั้งหนักทั้งยาวในมือใส่ผู้ชมทางซ้ายและขวาอย่างแรง
อันจื่อไม่ทันระวังตัว ถูกป้ายไม้ฟาดจนล้มคว่ำ
หลิวจี้กลิ้งลงจากเก้าอี้ตามสัญชาตญาณจึงสามารถหลบป้ายไม้ที่ฟาดลงมาได้ แต่ก็ล้มลงไปกองกับพื้นเช่นกัน
คนในวังสองคนทิ้งป้ายไม้ ไม่รู้ว่าชักมีดสั้นสองเล่มออกมาจากที่ใด พุ่งเข้าแทงกงเหลียงเหลียวอย่างโหดเหี้ยม
ด้วยระยะห่างที่ใกล้เกินไป เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป ใครก็คาดไม่ถึงว่าการแข่งขันชู่จวีที่มีการป้องกันแน่นหนาถึงเพียงนี้ จะมีมือสังหารถือมีดโผล่มาได้
องครักษ์ยอดฝีมือสี่คนของจวนราชครูตั้งตัวไม่ทันเลยสักนิด
พวกเขาทำได้เพียงเบิกตามองมีดสั้นคมกริบสองเล่ม เล่มหนึ่งมุ่งเป้าไปที่แผ่นหลังของกงเหลียงเหลียว อีกเล่มมุ่งเป้าไปที่ลำคอของเขา แทงลงไปอย่างแรง!
หลิวจี้ที่กว่าจะกลิ้งตัวลุกขึ้นมายืนใหม่ได้ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นฉากอันน่าหวาดเสียวนี้จึงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด
“ท่านอาจารย์ รีบหลบเร็ว!”
แต่ท่านอาจารย์ของเขาเป็นตาเฒ่าขาพิการที่นั่งรถเข็น จะไปหลบพ้นได้อย่างไร