ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 751 ไม่รู้จักเจียมตัว
ตอนที่ 751 ไม่รู้จักเจียมตัว
ฉินเหยาเดาะลิ้นอย่างจนใจ “มิน่าเล่า…”
มิน่าเล่าซือคงเจี้ยนถึงได้เจาะจงเชิญนางมาชมการแข่งขัน
คราวนี้ถือว่ารู้สาเหตุแล้ว
นางดูเหมือนจะเชื่องช้า แต่แท้จริงแล้วกลับพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง
ไม่มีใครมองทันว่านางออกท่าทางอะไร
ปิ่นทองด้ามหนึ่งพลันปรากฏขึ้นดั่งสายฟ้าฟาด กระแทกมีดสั้นที่เล็งมายังลำคอของกงเหลียงเหลียวจนเบี่ยงออกไป
เท้าข้างหนึ่งก็วาดออกไปถีบ ‘คนในวัง’ ที่แทงมีดมายังแผ่นหลังของกงเหลียงเหลียวจนกระเด็น
ฉินเหยานั้นราวกับเคลื่อนย้ายพริบตามาอยู่ด้านหลังของกงเหลียงเหลียว การปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าทำให้ ‘คนในวัง’ ที่ถือมีดสั้นบิดงอ แววตาตื่นตระหนกผู้นั้นตกใจจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ
“เศษสวะเอ๊ย!”
ฉินเหยาเบ้ปากเยาะเย้ย หมัดหนึ่งฟาดลงไปที่ใบหน้าของคนที่กำลังตะลึงงันผู้นั้น
พละกำลังราวกับหินยักษ์ร่วงหล่นสามารถทำลายสติสัมปชัญญะทั้งหมดของมนุษย์ลงได้อย่างง่ายดาย ประสาทสัมผัสรับรู้ได้เพียงความรู้สึกเดียว…เจ็บ! เจ็บเหลือเกิน!
คนผู้นั้นถูกทุบจนตัวแข็งทื่อ หมดสติไปในทันที ร่างหงายหลังล้มลงไปอย่างเงียบงัน
เพราะสูญเสียแรงจับมีดสั้นที่ถูกปิ่นทองซัดจนบิดงอเล่มนั้นจึงร่วงหล่นลงไปราวกับเศษเหล็ก
ฉินเหยายื่นมือออกไปคว้าก็สามารถแย่งชิงมีดสั้นมาจากมือเขาได้อย่างไม่เปลืองแรง
ด้านหลังมีจิตสังหารพุ่งเข้ามา นางจึงพลิกมือแทงมีดสวนกลับไปอย่างแม่นยำและรวดเร็ว มีดแทงเข้าไปในร่างกายอันอ่อนนุ่มของคนผู้นั้นอย่างโหดเหี้ยม!
ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครรู้มาก่อนว่ามีดสั้นที่บิดงอก็สามารถกลายเป็นอาวุธสังหารได้เช่นกัน
ได้ยินเพียงเสียง “ฉึก” ดังขึ้น มีดสั้นทั้งเล่มรวมถึงด้ามมีดก็ถูกเสียบเข้าไปในรักแร้ของคนในวังที่อยู่ด้านหลังฉินเหยาอย่างแรง
เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมา ฉินเหยาเอียงศีรษะหลบเล็กน้อย แต่ก็ยังหลบไม่พ้นทั้งหมด แขนเสื้อสีเรียบพลันย้อมไปด้วยดอกไม้โลหิตเป็นดวงๆ
คนในวังใต้ร่างคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด สัตว์ร้ายจนตรอกพลันระเบิดพลัง มืออีกข้างที่ยังดีอยู่รีบคว้ามีดสั้นจากมือข้างที่บาดเจ็บ ไม่สนใจมีดที่ปักอยู่ตรงรักแร้แล้วโถมทั้งร่างเข้าหาฉินเหยาเพื่อกดดันนาง จากนั้นซัดมีดสั้นพุ่งไปยังแผ่นหลังของกงเหลียงเหลียว…
เขามีเพียงเป้าหมายเดียวคือฆ่ากงเหลียงเหลียวให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!
ทว่าบังเอิญเหลือเกิน ที่เขามาเจอกับฉินเหยา
ความเร็วและพละกำลังของนาง ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะต่อกรได้เลย
มีดสั้นที่หมายจะซัดออกไป เพิ่งจะเริ่มออกแรงก็ได้ยินเสียง “กร๊อบ” เสียงกระดูกหักอันคมชัดดังขึ้น
ข้อมือของมือสังหารที่ถือมีดสั้นนี้ถูกฝ่ามือของฉินเหยาฟาดใส่จนแหลกละเอียด
มีดสั้นร่วงหล่นลงไปอย่างควบคุมไม่ได้ ปลายมีดปักลึกลงไปในพื้นไม้ของอัฒจันทร์ เหลือเพียงด้ามมีดส่วนหนึ่งที่สั่นไหวเบาๆ ราวกับกำลังเยาะเย้ยความไม่รู้จักประมาณตนของใครบางคน
มือสังหารผู้นั้นเมื่อเห็นว่าหมดหวังที่จะฆ่ากงเหลียงเหลียวจึงคำรามลั่นหมายจะกระโจนใส่ฉินเหยา
ท่าทางเช่นนี้ ช่างคล้ายคลึงกับซอมบี้กลายพันธุ์ไร้สติสัมปชัญญะมีเพียงความหิวกระหายในวันสิ้นโลกเสียเหลือเกิน
เดิมทีฉินเหยาสามารถใช้วิธีที่ตนเชี่ยวชาญบิดศีรษะของเขาให้หลุดออกมาได้ในคราเดียวได้
แต่หางตาพลันเหลือบไปเห็นซือคงเจี้ยนที่กำลังตะโกนว่า “คุ้มกันฝ่าบาทและเหนียงเหนียง!” พลางนำกลุ่มกองทหารองครักษ์หลวงกลุ่มใหญ่รีบรุดเข้ามา นางจึงรีบเก็บจิตสังหารทันควัน
ยึดคติที่ว่ามีเรื่องน้อยดีกว่ามีเรื่องมาก นางจึงจับคนทุ่มข้ามไหล่จนสลบเหมือดไปกับพื้นตรงนั้น
จากนั้นก็รีบรับรถเข็นของกงเหลียงเหลียวมาแล้วเข็นผู้เฒ่าไปยังเขตที่ปลอดภัย
เวลานี้องครักษ์ทั้งสี่ของจวนราชครูถึงเพิ่งได้สติกลับมา รีบกรูกันเข้ามาจับกุมมือสังหารทั้งสองไว้
“แย่แล้ว!” หลิวจี้ร้องอุทาน
วินาทีถัดมา มือสังหารทั้งสองก็ฟื้นคืนสติ ขยับกระพุ้งแก้ม กัดยาพิษฆ่าตัวตายอย่างเด็ดเดี่ยว
ตอนที่ซือคงเจี้ยนซึ่งตะโกนร้องให้คุ้มกันฝ่าบาทมาถึง มือสังหารทั้งสองก็ตายสนิทไปแล้ว
เขาทำได้เพียงสบตากับฉินเหยาอย่างเร่งรีบแล้วพุ่งขึ้นไปบนอัฒจันทร์สูงเพื่อคุ้มกันฮ่องเต้และฮองเฮา
สนามม้าทั้งหมดตกอยู่ในความโกลาหลแล้วก็กลับมาสงบลงด้วยความเร็วที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง
องค์หญิงใหญ่รีบอารักขาฮ่องเต้ ฮองเฮาและคณะทูตเป่ยหมานให้ถอยออกจากตำหนักซ่างหยางไปผ่านทางเดินเชื่อม
กองทหารองครักษ์หลวงและหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่จำนวนมากบุกเข้ามาในสนามม้า ควบคุมตัวขุนนางทั้งหมดไว้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าใครก็ห้ามออกไปโดยพลการ
ราชครูนำกองทหารองครักษ์หลวงด้วยตนเอง เริ่มตรวจสอบทีละคน
ต่อมาทหารม้าเกราะดำใต้บังคับบัญชาขององค์รัชทายาทก็มาถึงอัฒจันทร์ นำศพมือสังหารสองศพออกไป
ไป๋เฮ่อเตรียมจะส่งกงเหลียงเหลียวออกไปก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นอีก
ตอนนี้หลิวจี้ไม่กล้าเชื่อใจใครทั้งนั้น ท่านอาจารย์เกือบตายเพราะพวกเขาเหล่านี้ เขาไหนเลยจะกล้าส่งคนให้พวกเขาอีก?
“เมียจ๋า” หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างน่าสงสาร
ฉินเหยารู้ความหมายของเขา กวาดตามองคราบเลือดบนตัวอย่างรำคาญแล้วพยักหน้า
หลิวจี้ยืดเอวขึ้นอย่างแข็งกร้าวทันที เอ่ยปฏิเสธไป๋เฮ่อไป
“ร่างกายท่านอาจารย์ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว วันนี้ยังตกใจมาก ตอนนี้ข้าจะพาท่านอาจารย์กลับบ้านไปหาหมอ เรื่องอื่นไว้ค่อยว่ากันทีหลัง”
ไป๋เฮ่อขมวดคิ้วแน่น มองหลิวจี้ที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมแล้วมองฉินเหยาที่เป็นแหล่งความมั่นใจของเขา คิดว่าสถานการณ์ตอนนี้วุ่นวาย ทางฝั่งฉินเหยากลับปลอดภัยที่สุดจึงพยักหน้ากล่าวว่า
“ข้าจะจัดคนไปส่งพวกเจ้ากลับ”
จากนั้นก็ชี้เรียกคนสองคน ส่งสัญญาณให้พวกฉินเหยาตามไป
หลิวจี้แบกกงเหลียงเหลียวขึ้นหลัง รถเข็นไม้ถูกทหารม้าเกราะดำที่นำทางแบกเอาไว้ ฉินเหยาเดินรั้งท้าย หันกลับไปมองอัฒจันทร์สูงที่ไร้ผู้คนนานแล้วแวบหนึ่ง
ก่อนจะรีบผละออกจากสถานที่แห่งความวุ่นวายนี้ไป
คนที่ถูกลอบสังหารคือกงเหลียงเหลียว แต่จุดสนใจของทุกคนกลับอยู่ที่มือสังหารปะปนเข้ามาในการแข่งขันจนเกือบเป็นอันตรายต่อฮ่องเต้และฮองเฮา
เมื่อพวกฉินเหยาจากไปเช่นนี้ก็ไม่มีใครสนใจสิ่งที่กงเหลียงเหลียวต้องเผชิญในวันนี้อีก
……
ในที่สุดก็กลับมาถึงบ้าน
มองดูเรือนที่คุ้นเคย สภาพแวดล้อมที่คุ้นตา ฉินเหยา หลิวจี้และกงเหลียงเหลียว ต่างก็พากันพ่มลมหายใจขุ่นมัวออกมาพร้อมกัน
เมื่อผ่อนคลายลง หลิวจี้ถึงได้สังเกตเห็นคราบเลือดบนตัวฉินเหยา เขาร้องโวยวายขึ้นมาแล้วรีบถามว่า “เมียจ๋า เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”
ไม่ต้องรอให้นางตอบ พอสังเกตเห็นว่านางกำลังหงุดหงิดกับคราบเลือดที่เปื้อนเสื้อผ้า เขาก็รีบวิ่งไปหาชุดสะอาดมาให้นางทันที
หวนนึกถึงวิธีการที่ฉินเหยาจัดการมือสังหารสองคนนั้นเมื่อครู่ กงเหลียงเหลียวก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน
แต่หลิวจี้กลับไม่มีปฏิกิริยาหรือรู้สึกไม่ดีเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังเป็นห่วงอารมณ์หงุดหงิดของฉินเหยาอีกด้วย
ปากก็ปลอบโยนว่าไม่เป็นไรๆ สกปรกเดี๋ยวเขาจัดการเอง มือก็ช่วยเปลี่ยนชุดสะอาด นำผ้าสะอาดมาเช็ดหน้าเช็ดมือให้นาง วิ่งวุ่นไปทั่วเรือน หมุนติ้วเหมือนลูกข่าง
ไม่ได้สนใจไยดีตาเฒ่าอย่างเขาที่เพิ่งรอดตายมาหมาดๆ เลยสักนิด!
ไม่นาน อาวั่งที่ออกไปซื้อหญ้าให้ม้าก็กลับมา
พอเข้าประตูมาเห็นผู้เฒ่ากงเหลียงเหลียวนั่งทำตัวไม่ถูกอยู่บนรถเข็นกลางลานบ้าน อาวั่งก็ตระหนักได้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ปกติ
พอมองดูหลิวจี้ที่กำลังฟอกสบู่ล้างมือล้างหน้าซักเสื้อเปื้อนเลือดให้ฉินเหยา ใจก็กระตุกวูบ วางหญ้าลงแล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ฮูหยิน ฆ่าคนอีกแล้วหรือขอรับ”
“อะไรคืออีกแล้ว?” ฉินเหยาค้อนใส่เขา “มีคนลอบสังหารท่านอาจารย์ ข้าเลยจัดการไป”
หลิวจี้วางเสื้อผ้าที่ล้างน้ำไปรอบหนึ่งแล้วลงแล้ววิ่งเข้าไปในโถงเทชาเย็นออกมาหนึ่งถ้วย ยื่นให้ฉินเหยา
“เมียจ๋าอย่าโมโห ดื่มน้ำชาแก้ตกใจหน่อย วันนี้โชคดีที่มีเจ้าอยู่ ไม่อย่างนั้นท่านอาจารย์ยังไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรกันแน่”
ทางนี้ก็ปลอบโยน ทางนั้นก็สั่งการอาวั่งอย่างวางอำนาจ “ยืนบื้ออยู่ทำไมอีก ยังไม่รีบไปตามหมอมาอีก!”
เมียจ๋าดูภายนอกเหมือนจะสบายดี แต่เผื่อว่ามีอาการบอบช้ำภายในเล่า
อาวั่งเต็มไปด้วยคำถามในหัว ถึงกับมีมือสังหารสามารถลงมือที่ตำหนักซ่างหยางได้เชียวหรือ
บนโลกนี้ หรือว่ายังมี ‘ยอดฝีมือ’ ที่วิปริตเหมือนฮูหยินของเขาอีกสองคน?
ไม่อย่างนั้นจะฝ่าวงล้อมองครักษ์อันแน่นหนา เข้าไปลอบสังหารกงเหลียงเหลียวถึงตัวได้อย่างไร
แต่ก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถามเรื่องนี้
ในใจคิดว่า เป็นเรื่องแปลกจริงๆ ก่อนจะรีบออกไปตามหมออย่างรวดเร็ว