ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 752 เดือนเศษ
ตอนที่ 752 เดือนเศษ
ท่านหมอถูกอาวั่งพาตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว
กงเหลียงเหลียวก็ให้ความร่วมมือในการตรวจรักษา
เพียงแต่ท่านหมอจับชีพจรอยู่นานสองนานก็ไม่พูดอะไรสักคำ
อีกทั้งเพราะหลิวจี้เร่งเร้า ท่านหมอจึงมาตรวจให้ฉินเหยาด้วยรอบหนึ่ง
เห็นนางสีหน้าแดงเปล่งปลั่งก็ส่ายหน้าพูดว่า
“ฮูหยินไม่เป็นอะไรมาก แต่ธาตุไฟในตับค่อนข้างแรง ช่วงไม่กี่วันนี้ก็ให้ลดของคาว เน้นทานอาหารเจเป็นหลักจะดีกว่า”
พอรู้ว่าฉินเหยาไม่เป็นไร หลิวจี้ก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เขากำชับอาวั่งว่าคราวหน้าให้ทำอาหารรสจืดหน่อย
ตรวจเสร็จแล้ว ท่านหมอก็ไม่ได้เขียนใบสั่งยาอะไร ลุกขึ้นแล้วเริ่มเก็บล่วมยา
พร้อมแอบส่งสายตาให้สองสามีภรรยาฉินเหยาและหลิวจี้
นี่คือต้องการให้พวกเขาปลีกตัวไปคุยด้วย
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อาวั่งไปจัดห้องพักแขกให้กงเหลียงเหลียวห้องหนึ่งก่อน บอกให้หลิวจี้อยู่ต่อ ส่วนตนเองเดินไปส่งท่านหมอที่ประตู
เมื่อถึงหน้าประตู แน่ใจว่าคนป่วยไม่ได้ยินเสียง ท่านหมอจึงส่ายหน้าให้ฉินเหยา
ทั้งยังกำชับฉินเหยาว่า “ท่านผู้เฒ่าปกติชอบกินอะไรก็ให้เขากินเถอะ ทำจิตใจให้เบิกบานก็พอ”
ฉินเหยาขมวดคิ้วแล้วลองหยั่งเชิงถาม
“เขายังมีเวลาเหลืออีกเท่าไหร่หรือ”
ท่านหมอมองเข้าไปในลานบ้านอย่างเสียดาย ทิ้งคำพูดไว้สองคำ
“เดือนเศษ”
อาจจะเป็นหนึ่งเดือน
อย่างไรก็คงไม่เกินสองเดือนนี้
ฉินเหยาส่งท่านหมอกลับไป ในใจก็คิดทบทวนคำว่า ‘เดือนเศษ’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เข้ามาในลานบ้าน เห็นกงเหลียงเหลียวกำลังวิเคราะห์สถานการณ์การลอบสังหารในวันนี้กับหลิวจี้อย่างกระตือรือร้น
ดูอย่างไรก็ไม่เชื่อว่าชีวิตของเขาจะเหลือเพียงเดือนเศษจริงๆ
“ท่านหมอกลับไปแล้วรึ”
สังเกตเห็นว่าฉินเหยากลับมา หลิวจี้ก็รีบหันมายิ้มให้
กงเหลียงเหลียวมองหลิวจี้ที่ใช้รอยยิ้มกลบเกลื่อนก็ส่ายหน้ากลับเป็นฝ่ายเปิดเผยตรงไปตรงมาแล้วถามตรงๆ ว่า
“ท่านหมอว่าอย่างไรบ้าง ข้าผู้เฒ่ายังมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าไร”
กวาดตามองฉินเหยาที่มือเปล่า แม้แต่ใบสั่งยาก็ไม่ได้ถือกลับมา
ในใจก็กระจ่างแจ้งแล้ว
ไม่รอให้ฉินเหยาเอ่ยปาก เขาก็พูดขึ้นเองว่า “สองเดือนรึ”
หลิวจี้กลอกตา ถลึงตาใส่ท่านอาจารย์ของเขาอย่างเหิมเกริม
“วิชาการคำนวณของท่านนี่ไม่ค่อยดีเลย ดูท่าทางเสียงดังฟังชัดของท่านสิ เมื่อกี้ยังมีแรงด่าข้าอยู่เลย อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสักสองปี…”
“เดือนเศษ”
เสียงของหลิวจี้ยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินฉินเหยาพูดสองคำนี้ออกมา
หลิวจี้ตะลึงงัน “…อะไรนะ”
เห็นฉินเหยาเงียบเขาก็ระเบิดอารมณ์ทันที ก้าวยาวๆ พุ่งออกไปนอกประตูแล้วตะโกนด่าทอเสียงดังลั่น
“หมอเถื่อน! ไอ้หมอเถื่อน!”
เสียงดังเกินไปจนทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าชิวข้างบ้านตื่นตระหนก
“เป็นอะไรไป ที่บ้านมีคนป่วยรึ” ฮูหยินผู้เฒ่าชิวถามด้วยความเป็นห่วง
หลิวจี้โบกมือ มองค้อนฮูหยินผู้เฒ่าไปทีหนึ่ง
ท่านสิป่วย ป่วยกันทั้งบ้าน!
คำพูดนี้วนเวียนอยู่ที่ปากหลิวจี้ แต่สุดท้ายยังเห็นแก่ภาพลักษณ์วิญญูชนของตนเองในหมู่เพื่อนบ้านจึงไม่ได้พูดออกมาจริงๆ
เขาฝืนยิ้ม “ไม่มีใครป่วยหรอกขอรับ ฮูหยินผู้เฒ่าท่านกลับไปเถอะ”
เขาถอยกลับเข้ามาแล้วปิดประตูลง
ฉินเหยาเข็นกงเหลียงเหลียวเข้ามาในโถงแล้ว
วันนี้แดดแรง ยืนในลานบ้านนานๆ จะทำให้คนเวียนหัวได้
กงเหลียงเหลียวทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถือถ้วยชาเย็นไว้ดื่มไปพลางพูดกับฉินเหยาที่กำลังรู้สึกกระอักกระอ่วนว่า
“ต่อจากนี้คงต้องรบกวนพวกเจ้าแล้ว”
แต่ก็แค่เดือนเศษ
เหยาเหนียงเป็นคนใจกว้าง คงจะไม่ถือสาหรอก
กลับเป็นลูกศิษย์ของเขาคนนั้นต่างหากที่ทำให้คนวางใจไม่ลงจริงๆ
“ซานเอ๋อร์ พาข้าไปห้องหนังสือของเจ้าหน่อย” กงเหลียงเหลียววางถ้วยชาลงแล้วสั่ง
เขาต้องฉวยโอกาสตอนที่ยังมีแรง บันทึกสิ่งที่จำได้เกี่ยวกับเมืองหลวงทั้งหมดเอาไว้
แบบนี้ต่อให้ตัวเขาไม่อยู่แล้ว การเรียนของซานเอ๋อร์และเซียนกวนก็จะไม่หยุดชะงักไปกะทันหัน
เซียนกวนเขากลับไม่ค่อยเป็นห่วง
มีแต่หลิวจี้เจ้าคนเหลวไหลผู้นี้ที่สั่งสอนยากจริงๆ
ดูท่าเวลาหนึ่งเดือนนี้เขาคงต้องลงมือโหดหน่อยแล้ว!
“เหยาเหนียง เรื่องอื่นๆ ฝากเจ้าด้วยนะ”
กงเหลียงเหลียวรู้สึกว่าบางทีตนเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าซานเอ๋อร์สักเท่าไหร่
หน้าหนาจริงๆ!
ฉินเหยากลับพยักหน้าอย่างจริงจัง ส่งสัญญาณให้เขาวางใจพักอยู่ที่บ้านของนาง
อยากทำอะไรก็ทำ
ไม่อยากทำอะไรก็ไม่ต้องทำ!
กงเหลียงเหลียวจึงรับน้ำใจนี้ไว้ด้วยความหน้าหนาแล้วลากหลิวจี้ตรงไปยังห้องหนังสือ
หลิวจี้ค่อนข้างดีใจทีเดียว
ท่าทางของตาเฒ่าแบบนี้ดูไม่เหมือนคนที่จะมีชีวิตอยู่ได้แค่เดือนเศษเลย
หมอเถื่อน หมอผู้นั้นต้องเป็นหมอเถื่อนแน่ๆ
หลิวจี้มั่นใจ
นางมองส่งสองศิษย์อาจารย์เดินไปยังสวนหลังบ้าน อาวั่งก็เดินมาที่ห้องโถงหลักแล้วพิงกรอบประตู
เมื่อกี้เขาออกไปเดินเล่นมาแล้วรอบหนึ่ง
เรื่องลอบสังหารที่ตำหนักซ่างหยาง ตอนนี้ลือกันไปทั่วแล้ว
“เรื่องนี้ผิดปกติมาก” อาวั่งกล่าว
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาเล่าว่าผิดปกติตรงไหน
อาวั่งพูดว่า “คณะทูตเป่ยหมานยังอยู่ที่เมืองหลวง ถ้าเรื่องการลอบสังหารในตำหนักซ่างหยางแพร่งพรายออกไปจะทำให้เกียรติภูมิของแคว้นเซิ่งเสื่อมเสียอย่างหนัก ตามวิธีการปกติของราชวงศ์ ควรจะต้องพยายามปิดข่าวนี้ให้ถึงที่สุด”
“ดังนั้น ข่าวที่หลุดออกมาคราวนี้จะต้องงมีคนสั่งการ มีคนจงใจให้เป็นเช่นนั้น”
ฉินเหยาพยักหน้า การวิเคราะห์นี้ตรงกับที่นางคิด
“อาวั่ง เจ้าว่าใครช่างกล้าหาญถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าลงมือในตำหนักซ่างหยาง?”
อาวั่งวิเคราะห์โดยใช้วิธีตัดตัวเลือก
เริ่มแรกตัดพวกรัชทายาททิ้ง
เพราะหากกงเหลียงเหลียวตาย รัชทายาทจะไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรกลับมีแต่ผลเสีย
ต่อมาก็ตัดฮ่องเต้ออก
หากฮ่องเต้อยากสังหารกงเหลียงเหลียวก็ไม่จำเป็นต้องตอบรับคำขอของทูตเป่ยหมานที่อยากพบมหาบัณฑิต
อย่างมากก็แค่ใช้ลูกไม้เล็กน้อยยั่วยุกงเหลียงเหลียวทำให้เขาขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลก็เท่านั้น
สุดท้ายก็ได้ผลลัพธ์
ฮองเฮา องค์หญิงใหญ่ เลือกหนึ่งในสองคนนี้
“แต่ถ้าเป็นองค์หญิงใหญ่ล่ะก็…”
อาวั่งส่ายหน้า พูดช้าๆ “นั่นก็ชัดเจนเกินไป”
ให้คนเดาก็เดาถูกเป๊ะ
รัชทายาทกับพี่สาวที่แข็งแกร่งของเขาผู้นี้ เกรงว่าแม้แต่ความสงบสุขซึ่งเป็นฉากหน้าก็คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
แน่นอนว่า สถานการณ์ภายนอกตอนนี้ก็เป็นเช่นนี้
ทุกคนต่างรู้สึกว่าเป็นฝีมือขององค์หญิงใหญ่
เพราะในสนามแข่ง ฮองเฮาเกือบจะตอบตกลงคำขอของรัชทายาทที่จะรั้งตัวกงเหลียงเหลียวไว้อยู่แล้ว
ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างสถานการณ์ลอบสังหารแบบนี้
อีกทั้งองค์หญิงใหญ่ยังมีเงื่อนไขครบถ้วนในการสร้างสถานการณ์ลอบสังหารนี้
องครักษ์ทั้งสนามแข่งแทบจะเป็นคนขององค์หญิงใหญ่ทั้งหมด
อีกทั้งนางยังมีความแค้นกับกงเหลียงเหลียวที่คัดค้านการที่นางจะเป็นรัชทายาทหญิงอีกด้วย
ถ้าเป็นองค์หญิงใหญ่อยากจะฆ่ากงเหลียงเหลียวต่อหน้าธารกำนัลเพื่อสร้างบารมีและเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า คนที่ขวางนางจะมีจุดจบอย่างไรล่ะก็
ทั้งหมดนี้ก็ฟังขึ้นทันที
แต่ไม่รู้ทำไม สัญชาตญาณของอาวั่งบอกเขาว่า
เรื่องไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
“เจ้าสงสัยว่าเป็นฮองเฮาที่ลงมือหรือ” ฉินเหยาถามด้วยความประหลาดใจ
อาวั่งพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ฮองเฮาก็มีเงื่อนไขในการสร้างสถานการณ์ลอบสังหารนี้เช่นเดียวกัน”
“ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินท่านบอกว่าคนในวังที่ถือป้ายเป็นคนที่ฮองเฮาสั่งการมา นี่ไม่เท่ากับเห็นได้ชัดแล้วหรอกหรือ”
ฉินเหยาตกใจเล็กน้อย
ตามปกติแล้ว เพราะคนในวังเป็นคนที่ฮองเฮาสั่งการมา ดังนั้นนางจึงน่าสงสัยที่สุด นี่ไม่ผิด!
แต่ว่า…ก็เพราะว่ามันชัดเจนขนาดนี้อย่างไรเล่ากลับทำให้คนรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นฮองเฮา
ถึงอย่างไรคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมลึกซึ้งปานนั้นจะใช้วิธีการหยาบถึงเพียงนี้เชียวหรือ
อาวั่งเตือนว่า “องค์หญิงใหญ่มีวิธีการที่ร้ายกาจก็จริง แต่การลอบสังหารเพิ่งผ่านไปนานแค่ไหน ตามตรอกซอกซอยในเมืองหลวงล้วนแพร่ข่าวที่ว่าองค์หญิงใหญ่แอบส่งมือสังหารไปสังหารท่านอาจารย์กันทั่วแล้ว”
“นี่แสดงว่าการลอบสังหารเพิ่งจะเริ่ม หรือกระทั่งก่อนจะเริ่มก็ได้มีข่าวการลอบสังหารดักรอไว้ตามย่านต่างๆ ในเมืองหลวงแล้ว รอเพียงเกิดเรื่องก็จะเปิดฉากกระแสสังคมนี้ทันที”