ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 753 มารดามันเถอะ เกลียดพวกเจ้าที่เป็นแบบนี้ที่สุด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 753 มารดามันเถอะ เกลียดพวกเจ้าที่เป็นแบบนี้ที่สุด
ตอนที่ 753 มารดามันเถอะ เกลียดพวกเจ้าที่เป็นแบบนี้ที่สุด
ฉินเหยาไม่เข้าใจแล้ว
“ฮองเฮาทำเช่นนี้แล้วพระนางจะได้ประโยชน์อะไร”
อาวั่งส่ายหน้า
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ฮองเฮาผู้นี้ เขาไม่เคยมองออกเลยสักครั้ง
เหมือนกับตอนที่นางปล่อยให้เขาจากมานั่นแหละ
ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องและไม่อาจเห็นพ้องได้
ฉินเหยาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ตอนนี้ข้างนอกลือกันไปทั่วว่าเป็นองค์หญิงใหญ่ที่ต้องการสังหารท่านอาจารย์ รัชทายาทต้องไม่ยอมจบเรื่องแค่นี้แน่”
ไม่ว่าการลอบสังหารนี้ใครจะเป็นคนจัดฉาก แต่องค์หญิงใหญ่และรัชทายาท พี่น้องคู่นี้ เกรงว่าคราวนี้คงต้องแตกหักกันแล้ว
ต่อหน้าทูตเป่ยหมานและขุนนางน้อยใหญ่กลับต้องการเอาชีวิตกงเหลียงเหลียว
บอกว่าไม่ใช่การท้าทายก็คงไม่มีใครเชื่อ
ครั้งนี้หากรัชทายาททนได้ก็คงต้องยกบัลลังก์ให้คนอื่นนั่งแล้ว
แต่ล้วนเป็นบุตรที่ตนเองคลอดออกมา ฮองเฮาจะทนดูพี่น้องสองคนต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งได้จริงๆ หรือ
ยังมีท่าทีของฮ่องเต้ที่ชวนให้สับสนยิ่งนัก
ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าองค์หญิงใหญ่มีความทะเยอทะยาน แต่กลับไม่เห็นพระองค์จะปกป้องรัชทายาทอย่างไร
นี่มิใช่การอนุญาตกลายๆ ให้พี่น้องแก่งแย่งกันเองหรอกหรือ
“บิดามารดาคู่นี้ ตกลงกำลังเลี้ยงบุตรหรือเลี้ยงหนอนกู่อยู่กันแน่?”
ฉินเหยาถามคำถามนี้ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
อาวั่งกล่าวว่า “บางทีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติของราชวงศ์อาจจะไม่เหมือนกับที่เราคิดก็ได้กระมังขอรับ”
ทั้งสองสบตากันแล้วยักไหล่พร้อมกัน
ไม่เข้าใจพวกราชวงศ์เลยจริงๆ
“พวกเด็กๆ ใกล้จะกลับบ้านแล้ว ทำกับข้าวเถอะ” ฉินเหยาสั่ง
อาวั่งจึงถอยออกไป อย่างไรเสียการทำอาหารก็ทำให้คนรู้สึกมีความสุขมากกว่า
อาจเป็นเพราะข่าวการลอบสังหารแพร่ไปถึงตลาดทิศใต้
อินเยว่และหลิวเฝยที่ปกติจะปิดร้านกลับบ้านตอนเกือบมืดจึงกลับมาก่อนเวลาถึงหนึ่งชั่วยาม
พอเห็นสองสามีภรรยาฉินเหยายังอยู่ดีมีสุขอยู่ในบ้าน ทั้งสองคนที่ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ก็โล่งอกได้ในที่สุด
พอผ่อนคลายลง ถึงได้สังเกตเห็นว่าตัวเอกเหตุการณ์ลอบสังหารมาพักอยู่ที่บ้านด้วย
ฉินเหยาเห็นอินเยว่และเด็กๆ ทั้งสี่ในบ้านทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไว้ เหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่างนางจึงชิงยกมือห้ามก่อน
“ไม่ต้องถาม ไม่ต้องห่วง ไม่มีเรื่องอะไร ก็แค่ท่านอาจารย์จะกลับมาอยู่กับพวกเราอีกครั้ง เหมือนตอนที่อยู่หมู่บ้านเมื่อก่อนนั่นแหละ”
พูดจบก็หยิบตะเกียบขึ้นมา “เอาล่ะ กินข้าวกันเถอะ!”
นางคีบปูตัวใหญ่ที่สุดใส่ชามตัวเองก่อนเป็นคนแรกแล้วเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย
กลิ่นหอมลอยโชยมา ทุกคนก็มองหน้ากันไปมา
เรื่องกินคือเรื่องใหญ่ที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง!
ทุกคนต่างพร้อมใจกันยกตะเกียบ พุ่งเป้าไปที่ปูม้าตัวใหญ่ในกะละมังนั้น
หลิวจี้แย่งตัวใหญ่มาได้สองตัวจึงแกว่งโชว์ต่อหน้าพวกเด็กๆ อย่างลำพองใจ
ต้าหลางยื่นตะเกียบออกไปทันควัน คีบหมับ ดึงขวับ แย่งมาใส่ชามของตัวเองได้สำเร็จ
หลิวจี้โกรธจนแทบจะตบโต๊ะ
ผลคืออีกตัวก็รักษาไว้ไม่ได้ ถูกอาวั่งคีบไปอย่างง่ายดาย
“พวกเจ้า พวกเจ้า!”
ลูกแย่งพ่อ ลูกน้องแย่งเจ้านาย!
“มันจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว!” หลิวจี้คำรามขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
ประจวบเหมาะ เวลานี้มีคนมาเคาะประตูพอดี
หลิวจี้ที่อัดอั้นตันใจไม่มีที่ระบายจึงหันขวับไปตะคอกใส่ประตูใหญ่ว่า
“เคาะหาอะไร ไสหัวไปซะ!”
บนโต๊ะอาหารเงียบกริบไปวินาทีหนึ่ง
หลิวจี้ “…”
ได้ๆๆ เขาเป็นวัวเป็นม้าของบ้านนี้เองแหละ
ว่าแล้วก็วางตะเกียบลง ลุกขึ้นเดินปึงปังไปเปิดประตูอย่างเกรี้ยวโกรธ
ผลคือพอประตูถูกเปิดออกก็พบกับใบหน้าอันมืดครึ้มของซือคงเจี้ยน
“หลิวจี้ เจ้าบอกให้ใครไสหัวไป”
ซือคงเจี้ยนกัดฟันกรอด “เจ้าลองพูดอีกทีซิ”
หลิวจี้โกรธจนแทบจะหัวเราะออกมา
อาจารย์ทั้งคนยังปกป้องไว้ไม่ได้ ยังมีหน้ามาวางมาดราชครูที่นี่อีกหรือ
เรื่องวันนี้เขายังไม่ได้คิดบัญชีกับอีกฝ่ายเลยนะ
ตัวเองกลับเสนอหน้ามาเองซะนี่!
แต่สายตาเพื่อนบ้านแถวนี้จับจ้องอยู่เยอะเกินไป
หลิวจี้จึงอดกลั้นไว้ก่อน ปล่อยให้คณะของซือคงเจี้ยนเข้ามาด้านใน
คนมาไม่เยอะ มีแค่ซือคงเจี้ยนกับซุนเจียงแล้วก็รถม้าหนึ่งคันกับทหารองครักษ์อีกหนึ่งกอง
รถม้าถูกจอดไว้ข้างนอก ส่วนคนก็เข้ามาในลานบ้านทั้งหมด
พอแน่ใจว่าคนเข้ามาในลานบ้านหมดแล้ว
หลิวจี้ก็ปิดประตูดังปังทันที
ซือคงเจี้ยนนึกค่อนขอดในใจ เจ้าหมอนี่อารมณ์รุนแรงเสียจริง
แต่คิดไม่ถึงว่า หลิวจี้หันกลับมาก็คว้าคอเสื้อด้านหลังของเขาที่กำลังเตรียมจะเดินไปหากงเหลียงเหลียว
“จะไปไหน กลับมานี่ซะ! บัญชีระหว่างเราสองคนยังไม่ได้คิดเลยนะ!”
ปากก็พูดไป มือก็ยกขึ้นโบกให้คนในบ้าน “เมียจ๋า พวกเจ้ากินของพวกเจ้าไปเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า”
เขาจะ ‘คุย’ กับใครบางคนหน่อย!
ซือคงเจี้ยนที่ถูกคว้าคอเสื้อทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
เขาเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “หลิวจี้เจ้าจะทำอะไร”
แต่เพราะสายตาของฉินเหยาที่กวาดมองมาอย่างคลุมเครือ ซุนเจียงจึงไม่กล้าเข้าไปช่วยท่านราชครูของตน
ซุนเจียงไม่ขยับ พวกทหารองครักษ์เองก็ไม่กล้าผลีผลาม
ตราบใดที่พวกเขานิ่ง ฉินเหยาก็จะไม่ขยับ
ไม่นาน ด้านในก็มีเสียงเหมือนคนตะลุมบอนกันดังออกมา
ตามมาด้วยเสียงชนกระแทกกลิ้งล้มดังตึงตังโครมคราม
สักพัก ด้านในก็มีเสียงคำรามอย่างลำพองใจของซือคงเจี้ยนดังขึ้น
“คิดไม่ถึงล่ะสิ ข้าเองก็เชี่ยวชาญหมัดมวยเหมือนกัน อัดชาวบ้านอย่างเจ้ามันง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ!”
“หลบได้ด้วยรึ”
“เดี๋ยว! เจ้าหลบได้อย่างไร!”
“ซี๊ด~”
เสียงสูดปากด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น
ท่านราชครูที่เมื่อกี้ยังลำพองใจ ดูเหมือนจะถูกคนกดลงกับพื้นเสียแล้ว
ได้ยินแต่เสียงหลิวจี้ปล่อยหมัดออกไป หอบหายใจพลางตะคอกว่า
“เจ้ารู้อยู่แล้วใช่ไหมว่ามีคนซุ่มโจมตี?”
“ไอ้วิญญูชนจอมปลอมอย่างเจ้านี่ก็ดีแต่วางมาด วันนี้ถ้าข้าหลิวจี้ไม่ได้ซ้อมเจ้าสักยก เจ้าคงนึกว่าข้ากับท่านอาจารย์จะยอมให้เจ้าจะบีบอย่างไรก็ได้งั้นสิ!”
ต่อยหนึ่งหมัดก็ด่าไปหนึ่งคำ “นี่แน่ะ ไอ้คนเจ้าแผนการ!”
“นี่แน่ะ ไอ้คนเชี่ยวชาญในการวางกลยุทธ์!”
“นี่แน่ะ เจ้าคนชั่ว กล้าวางแผนเล่นงานข้ากับเมียจ๋า บิดามันเถอะ เกือบทำท่านอาจารย์ตายแล้ว! ข้าขอสาปแช่งให้ชาติหน้าเจ้าไปเกิดเป็นเป็ดตัวผู้ มีลูกชายแต่ไม่มีรูทวาร!”
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น หลิวจี้ขุดคำหยาบคายออกมาด่าสารพัด
“…”
“ผู้ที่ทำการใหญ่ ไม่ควรถือสาเรื่องเล็กน้อย!” ซือคงเจี้ยนตะโกนเสียงแหบแห้ง
แม้จะมีประตูกั้น คนข้างนอกก็ยังสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นและความเจ็บใจของเขา
สติสัมปชัญญะมลายหายไปจนสิ้น
ดูท่าต่อให้เป็นคนใจเย็นแค่ไหนก็ยังทนรับการโจมตีด้วยคำพูดหยาบช้าของหนุ่มบ้านนอกคอกนาเช่นนี้ไม่ไหว
หลิวจี้ตบฉาดใหญ่เข้าให้อย่างแรงอีกที “ไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยมารดาเจ้าสิ! ก็เพราะไอ้ความไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยของเจ้า ถึงได้เกือบเอาท่านอาจารย์ไปสังเวยแล้ว!”
“ซือคงเจี้ยน ตกลงเจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่ ต่อให้ข้าสารเลวแค่ไหนก็ยังไม่เคยสารเลวเท่าเจ้า! มิน่าเล่าถึงมีแค่เจ้าคนเดียวที่ถูกขับออกจากสำนัก!”
แม่เจ้าโว้ย คำพูดนี้เหยียบโดนจุดเดือดของซือคงเจี้ยนเข้าอย่างจัง
สถานการณ์ในห้องข้างพลิกผันไปในชั่วพริบตา มีเสียงร้องโหยหวนประหนึ่งหมูถูกเชือดของหลิวจี้ดังออกมาจากในห้อง
ซือคงเจี้ยนตะโกนจนเสียงแหบแห้งว่า “เจ้าคนบ้านนอกอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร!”
“ชั่วชีวิตของข้า ต้องอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวน ดุจย่ำบนแผ่นน้ำแข็งบาง เจ้ารู้หรือไม่ว่าความรู้สึกที่ต้องแบกรับความคาดหวังของคนทั้งตระกูลเอาไว้ที่ตัวคนเดียวนั้นมันเป็นเช่นไร!”
“…เจ้าคิดว่าข้าไร้หัวใจหรือ หากข้าไม่สนใจไยดีจริงๆ เจ้ากับฉินเหยาจะเข้ามาถึงตำหนักซ่างหยางได้หรือ”
“หากข้าก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว คนทั้งตระกูลจะต้องย่อยยับ ความลำบากใจของข้า คนบ้านนอกอย่างเจ้าล่วงรู้หรือไม่”
หลิวจี้ถ่มน้ำลายดังถุย “มารดามันเถอะ บิดาล่ะเกลียดพวกเจ้าที่เป็นแบบนี้ที่สุด!”
“อ่านนิยายมากเกินไปจนสมองเลอะเลือนไปแล้วกระมัง เอะอะก็มีความในใจที่บอกใครไม่ได้ ลำบากใจนักเจ้าก็อย่าอยู่เรือนหลังใหญ่โตขนาดนั้น อย่ากินอาหารเลิศรส อย่าสะสมของล้ำค่าหายากสิวะ”
“ขมขื่นปานนั้น ทำไมไม่เห็นเจ้าไปกระโดดแม่น้ำให้ตายๆ ไปเสีย!”
“เจ้ามีความลำบากใจก็เลยส่งท่านอาจารย์ไปให้คนเขาฆ่างั้นหรือ!”
“เจ้ามีความลำบากใจก็เลยทำให้ข้ากับเมียจ๋าของข้าต้องตกอยู่ในอันตรายงั้นหรือ!”
“มารดามันเถอะ มีแต่เจ้าที่สูงส่งที่สุด มีความลำบากใจที่สุด คนอื่นสมควรตายกันหมดใช่หรือไม่!”
คำด่ากราดถึงบรรพบุรุษระลอกนี้ ทำเอาสติเส้นสุดท้ายของซือคงเจี้ยนขาดผึง
“หลิวจี้ ข้าจะฆ่าเจ้า!”