ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 754 การไขว่คว้าอำนาจ
ตอนที่ 754 การไขว่คว้าอำนาจ
กงเหลียงเหลียวตบโต๊ะดังปัง ตวาดว่า “หยุดมือกันให้หมด!”
แต่ว่า ทั้งสองคนที่ตีกันจนตาแดงก่ำหาได้หยุดมือไม่
ก่อนที่จะเกิดเรื่องราวใหญ่โตถึงแก่ชีวิต อาวั่งและซุนเจียงจึงลงมือ ถึงได้ลากนายท่านใหญ่ของแต่ละฝ่ายออกมาจากกันได้
หลิวจี้ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย แม้ถูกหิ้วปีกเอาไว้แล้วก็ยังจะขว้างรองเท้าสองข้างไปทางซือคงเจี้ยนอีก
ซือคงเจี้ยนไม่ทันระวังตัวจึงโดนรองเท้าข้างนั้นเข้าไปเต็มหน้า
เขาโกรธจัดจนจะไปชักกระบี่ที่เอวของซุนเจียงมาแทงหลิวจี้ให้ตาย
แต่ซุนเจียงไม่ยอมให้เขาทำได้สำเร็จจึงปลดกระบี่โยนทิ้งออกไปไกลทันที
“ซุนเจียง! เจ้าเองก็คิดจะกบฏด้วยงั้นรึ”
ซือคงเจี้ยนตาแดงก่ำ ตะคอกใส่หูซุนเจียงเสียงดังสนั่นทำเอาจนซุนเจียงหูดับไปชั่วขณะ
กงเหลียงเหลียวคว้าชามที่อยู่ใกล้มือแล้วขว้างออกไปอย่างแรงด้วยความโกรธเกรี้ยว….
“พวกเจ้าทั้งสองหุบปากเดี๋ยวนี้!”
ตาเฒ่าตวาด ทั้งยังโกรธจนถึงขีดสุดจึงตบโต๊ะอย่างแรง
ทันใดนั้นใบหน้าเขาก็แดงก่ำ ร่างกายเกร็งกระตุก พ่นเลือดสดๆ ออกมาคำโต
“ท่านอาจารย์!” หลิวจี้ตกใจสุดขีด
ซือคงเจี้ยนเองก็หยุดชะงักด้วยความตื่นตระหนก
ทั้งสองสะบัดคนที่คุมตัวอยู่ออกแล้วพุ่งเข้าไปในโถง
กงเหลียงเหลียวเบิกตาโพลงแทบถลนจ้องไปที่ซือคงเจี้ยนที่วิ่งเข้ามาด้วยความโกรธแค้น อ้าปากอยากจะไล่ให้เขาไสหัวไปให้พ้น
ปากเพิ่งจะอ้าออก ในลำคอก็พลันมีรสคาวหวานตีขึ้นมา
เลือดถูกพ่นออกมาอีกคำ อาหารเต็มโต๊ะถูกย้อมไปด้วยจุดสีแดง
กงเหลียงเหลียวใช้แรงเฮือกสุดท้ายพูดสองคำนี้กับซือคงเจี้ยน จากนั้นร่างกายก็อ่อนยวบ
ศีรษะห้อยตกลงจากรถเข็น
“ท่านอาจารย์!!!”
หลิวจี้รีบพุ่งเข้าไปรับร่างของท่านอาจารย์ไว้
ชายชราในอ้อมแขนกลับเบาหวิวถึงเพียงนี้
หลิวจี้ใช้นิ้วมือที่สั่นเทาไปอังจมูกกงเหลียงเหลียว
ยังมีลมหายใจ ยังมีลมหายใจอยู่!
เขาเรียกอาวั่งให้รีบพากงเหลียงเหลียวเข้าไปนอนในห้อง
ส่วนอินเยว่ได้ไล่พวกเด็กๆ ไปที่สวนหลังบ้านแล้ว ไม่อย่างนั้นเด็กๆ คงต้องตกใจมาก
“ข้าจะไปตามหมอ!”
หลิวเฝยทิ้งคำพูดนี้ไว้ก็รีบวิ่งออกไปทันที
วิ่งไปถึงหน้าประตูก็ถูกสารถีที่เฝ้ารถเรียกเอาไว้
“นายท่านหลิว ท่านจะไปไหนหรือขอรับ”
ด้านนอกแสงโคมไฟไม่ค่อยดีนัก สารถีจำผิดคิดว่าหลิวเฝยคือหลิวจี้จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
หลิวเฝยไม่รู้ว่าตนถูกจำผิด คิดว่าม้าอย่างไรก็เร็วกว่าคน
เขาจึงรีบเล่าเรื่องที่กงเหลียงเหลียวกระอักเลือดหมดสติและตนกำลังจะไปตามหมอให้ฟังหนึ่งรอบอย่างรวดเร็ว
พอสารถีได้ยินเสียงก็รู้ทันทีว่าจำคนผิด แต่ก็ยังรีบกล่าวว่า “ขึ้นรถ ข้าจะพาท่านไปหาหมอเทวดา”
หลิวเฝยดีใจมาก สารถีคนนี้ช่างเป็นคนดีจริงๆ!
สารถีพาหลิวเฝยตรงดิ่งไปยังจวนราชครู
หลังลากตัวหมอเทวดาที่จวนราชครูเลี้ยงดูไว้ออกมาจากจวน โยนขึ้นรถม้าแล้วรีบบึ่งรถกลับไปที่บ้านฉินเหยา
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอเทวดาก็ถูกหลิวเฝยพาตัวเข้ามา
บรรยากาศภายในลานบ้านไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
ฉินเหยายืนอยู่ที่หน้าประตูห้องโถงหลักเพียงลำพัง
ฝั่งตรงข้ามคือกลุ่มของซือคงเจี้ยน
เมื่อเห็นหลิวเฝยพาหมอเทวดามา ซือคงเจี้ยนก็มองเขาด้วยความประหลาดใจแวบหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร
แต่มีหมอเทวดาอยู่ ท่านอาจารย์น่าจะไม่เป็นไรแล้ว…กระมัง?
หมอเทวดามองดูสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งของท่านราชครู อีกทั้งใบหน้ายังเขียวช้ำและมุมปากก็แตกด้วยความตกตะลึง นึกว่าตนมาเพื่อรักษาท่านราชครูเสียอีก
“พี่สะใภ้สาม” หลิวเฝยขอคำชี้แนะจากฉินเหยา
ฉินเหยาชี้ไปทางห้องหนังสือ “พาท่านหมอไปที่ห้องหนังสือพี่ชายเจ้าก่อน”
“ได้” หลิวเฝยพยักหน้าแล้วกวักมือเรียกหมอเทวดา “ทางนี้ขอรับ”
หมอเทวดายังคงยืนงงอยู่
หลิวเฝยรีบกระชากตัวเขาออกไป
ซือคงเจี้ยนก้าวเท้าจะตามไปโดยไม่รู้ตัว
ฉินเหยาขมวดคิ้ว ปรายตามองมาโดยไม่พูดอะไร แต่เพียงแค่สายตานั้นก็สามารถตรึงเท้าของซือคงเจี้ยนเอาไว้ได้
เขามักจะรู้สึกว่านางไม่เหมือนกับคนทั่วไป
โดยเฉพาะหลังจากที่เขาตรวจสอบบาดแผลของมือสังหารสองคนนั้น กระดูกมือถูกบีบจนแตกละเอียด กริชโค้งแทงทะลุแขนจนเละ เพียงหมัดเดียวก็สามารถทุบกระดูกใบหน้าจนแตกละเอียดได้…
หากไม่ใช่เพราะเขามาถึงกะทันหันและนางเองก็กลัวความยุ่งยากแล้วล่ะก็มือสังหารสองคนนั้นคงไม่มีโอกาสได้กินยาพิษฆ่าตัวตายเป็นแน่
พูดตามตรง บางครั้งเขาก็เลื่อมใสหลิวจี้ยิ่งนัก
หากเป็นคนทั่วไป คงหนีไปแสนไกลนานแล้ว
แต่เขากลับไม่ทำ
เขาไม่เพียงแต่สาละวนเช็ดเลือดให้ฉินเหยายังช่วยนางจับคอคนให้ตรงเพื่อให้นางสามารถฆ่าได้สะดวก
เมื่อเห็นฉินเหยาก้าวเดินมาจากหน้าประตูห้องโถงหลัก
ซือคงเจี้ยนก็ใจหายวาบ ถอยหลังไปหลายก้าว
เขาเป็นคนปกติ ดังนั้นเขาจึงหวาดกลัวสตรีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
ส่วนหลิวจี้นั้น…เขาไม่มีสมองด้วยซ้ำจึงไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร!
ทันใดนั้น ในหัวของซือคงเจี้ยนก็ผุดคำคำหนึ่งขึ้นมา…คู่สร้างคู่สม!
สามีภรรยาคู่นี้ ช่างสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกจริงๆ
ก่อนหน้านี้เขายังคิดอยากจะเป็นหนึ่งในคู่สร้างคู่สมนั้น
ช่างเป็นการล่วงเกินอีกฝ่ายโดยแท้
ฉินเหยาหยุดยืนห่างจากซือคงเจี้ยนสามเมตร
“ท่านกลับไปได้แล้ว” นางเอ่ย
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็บอกผลการตรวจของท่านหมอในวันนี้แก่เขา
เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษเท่านั้น
บางทีหมอเทวดาออกมาคราวนี้ อาจจะบอกพวกนางว่า ตาเฒ่าอาจอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ
ดังนั้น ปล่อยเขาไปเถอะ
น้อยครั้งนักที่ฉินเหยาจะรู้สึกทนดูไม่ได้
แต่เมื่อครู่ที่เห็นตาเฒ่าตัวผอมแห้งร่วงลงมาราวกับเศษผ้าขาดนั้นนางยังรู้สึกเวทนา
โชคดีที่อินเยว่พาพวกเด็กๆ หลบออกไปก่อน
มิเช่นนั้นหากเด็กๆ เห็นภาพนั้น จิตใจต้องรับไม่ไหวแน่ๆ
ซือคงเจี้ยนที่ได้ยินข่าวว่าเหลือเวลาอีกแค่เดือนเศษก็ดูเหมือนจะไม่ได้แปลกใจสักเท่าไร
เขากล่าวว่า “ข้าจะทิ้งหมอเทวดาไว้ที่นี่”
“รอท่านอาจารย์ฟื้น ข้าค่อยไป”
คิดแล้วก็เสริมอีกว่า “ต่อให้เจ้าไม่ให้ข้าพาคนไปก็มีคนอื่นที่อยากจะพาตัวเขาไปอยู่ดี”
“ไม่จำเป็น” ฉินเหยากล่าวเสียงเย็น “หมอเทวดาไม่ต้องอยู่ต่อ ขอแค่ไม่เห็นคนที่เกี่ยวข้องกับท่าน ผู้เฒ่าก็จะดีขึ้นเอง”
ซือคงเจี้ยน “…”
“จริงสิ”
ขณะที่กลุ่มของซือคงเจี้ยนกำลังจะจากไปนั้น จู่ๆ ฉินเหยาก็ถามขึ้น
“ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่านางให้ผลประโยชน์แก่ท่านเท่าไหร่กันแน่”
ซือคงเจี้ยนมองนางด้วยแววตาลึกซึ้งแวบหนึ่งคล้ายกับต้องการจะยืนยันว่า ‘นาง’ ที่ฉินเหยาพูดนั้นถึงคือใคร
ฉินเหยาไม่เคยพูดอ้อมค้อมจึงพูดตรงๆ ว่า “ใช่ ข้าหมายถึงฮองเฮา”
“เจ้ารู้?” ซือคงเจี้ยนแค่นหัวเราะเบาๆ
แต่ก็ช่างเถอะ
หลังจากเกิดเหตุลอบสังหารในวันนี้ คนฉลาดย่อมเดาจุดยืนของเขาได้แล้ว
ดูจากการที่ไป๋เฮ่อยินดีช่วยส่งกงเหลียงเหลียวมาที่บ้านหลิวจี้นี้ก็รู้แล้ว
ป่านนี้รัชทายาทเองก็น่าจะรู้แล้วเช่นกัน
ซือคงเจี้ยนมองแววตาอยากรู้อยากเห็นของฉินเหยาแล้วเอ่ยเยาะหยันว่า
“เจ้าถามผิดแล้ว เจ้าควรถามว่าข้ามีจุดอ่อนอยู่ในมือนางเท่าไหร่ต่างหาก”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วกล่าวประชดประชันว่า
“เข้าใจแล้ว ตระกูลซือของพวกเจ้ากิจการใหญ่โต ชีวิตคนทั้งตระกูล สำคัญกว่าคนคนเดียวจริงๆ”
“วันหน้าอย่ามาอีก ต่อให้ผู้เฒ่าตายก็ไม่ต้องมา เขาไม่อยากเห็นหน้าเจ้า”
ฉินเหยากำชับด้วยความจริงจัง
นิ้วมือที่วางอยู่ข้างลำตัวของซือคงเจี้ยนสั่นระริก
“ถึงตาย ข้าก็มาไม่ได้หรือ” เขาถามกลับเสียงเบา
ในดวงตาหงส์คู่นั้นที่ถูกหลิวจี้ต่อยจนเขียวช้ำกลับเผยแววเจ็บปวดโศกเศร้าออกมาหลายส่วน
ฉินเหยาหาได้สนใจไม่ว่าเขาจะโศกเศร้าเจ็บปวดหรือไม่เพียงถามด้วยความสงสัยอีกว่า “นางไม่พอใจที่จะเป็นแค่ฮองเฮา ใช่หรือไม่”
คราวนี้ซือคงเจี้ยนเงียบไป
เขาไม่กล้าตอบ
แต่การไม่ตอบก็คือคำตอบแล้ว
ฉินเหยาโบกมือเหมือนกำลังไล่แมลงวัน
“ไปซะๆ ขืนท่านยังไม่ไปอีก ข้าจะสงสัยแล้วนะว่าท่านถูกนางบงการจึงจงใจมาเพื่อให้ผู้เฒ่าตายเร็วขึ้น”
ซือคงเจี้ยนยิ้มขื่น กระทบไปจนถึงมุมปากจึงสูดปากด้วยความเจ็บ
แต่เขาก็ยังอดขำไม่ได้ ขำความน่าสมเพชของตัวเอง
อยากจะเป็นคนอำมหิต แต่กลับไม่เคยอำมหิตได้จริง
ไม่เหมือนท่านผู้นั้น ต่อให้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองก็ไม่อาจขัดขวางการไขว่คว้าอำนาจของนางได้!