ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 755 หวังจิ่นกลับเมืองหลวง
ตอนที่ 755 หวังจิ่นกลับเมืองหลวง
ก่อนฝนของฤดูใบไม้ร่วงจะมาเยือน
คณะทูตเป่ยหมานที่ได้สัมผัสประสบการณ์การลอบสังหารในเมืองหลวงแคว้นเซิ่งมาด้วยตนเอง ในที่สุดก็นำของพระราชทานจากฮ่องเต้และฮองเฮากลับทุ่งหญ้าไปจนเต็มคันรถ
ทว่าบรรยากาศตึงเครียดทางการเมืองในเมืองหลวงเพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้น
เมืองหลวงเริ่มมีฝนตกทุกวัน ระดับน้ำในคูเมืองใต้พระราชวังจื่อเวยสูงขึ้นจนดูเหมือนจะเอ่อล้นขึ้นมาบนท้องถนน
ด้วยเหตุนี้ ร้านรวงสองฝั่งแม่น้ำจึงพากันปิดร้าน
แม้แต่คนแจวเรือข้ามฟากก็ยังหยุดพัก
ใต้ประตูพระราชวังจื่อเวย มีเพียงทหารยามเฝ้าทางน้ำที่เดินตากฝนลาดตระเวนไปมา
และเพราะฝนตกหนัก ชาวบ้านจึงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เมืองหลวงที่เคยอึกทึกตลอดทั้งปีจึงเงียบเหงาลงอย่างหาได้ยาก
บนถนนที่เงียบสงบ รถม้าคันหนึ่งแล่นฝ่าสายฝนมาอย่างช้าๆ
เมื่อข้ามสะพานก็หยุดพักที่หน้าประตูพระราชวังจื่อเวยเล็กน้อย ก่อนจะแล่นเข้าสู่ประตูวังต่อไป
นี่คือราชรถขององค์หญิงใหญ่
มีเพียงสถานะอย่างองค์หญิงใหญ่เท่านั้นที่สามารถนั่งรถม้าผ่านเข้าประตูวังไปได้
กองทหารองครักษ์หลวงในวัง เมื่อเห็นรถม้าขององค์หญิงไม่หยุดพัก มุ่งหน้าตรงไปยังวังหลังต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“องค์รัชทายาทเพิ่งมาถึง องค์หญิงใหญ่ก็ตามมาติดๆ ต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่” มีคนกระซิบพึมพำ
คนข้างๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย ดวงตามีความอยากรู้อยากเห็นอยู่หลายส่วน แต่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความหวาดวิตก
เพราะสำหรับคนตัวเล็กๆ อย่างพวกเขา ต่อให้เป็นเพียงการกระทบกระทั่งเล็กน้อยระหว่างผู้สูงศักดิ์ก็อาจหมายถึงชีวิตได้
และในเวลานี้ ภายในตำหนักฉีหวาที่คนในวังล้วนจับตามอง
ข้ารับใช้ในวังขานชื่อ “องค์หญิงใหญ่ขอเข้าเฝ้า!”
ภายในตำหนัก รัชทายาทและฮองเฮาดูเหมือนเพิ่งจะโต้เถียงกันไป คนหนึ่งขอบตาแดงก่ำ อีกคนหนึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
เหล่าข้ารับใช้ในวังที่คอยปรนนิบัติซ้ายขวาต่างหมอบกราบอยู่กับพื้น ตัวสั่นงันงก
หนึ่งเค่อก่อนหน้านี้
รัชทายาทได้รับข่าวที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุด หวังจิ่นกลับเมืองหลวงแล้วและแอบไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างเงียบๆ
หวังจิ่นนำหลักฐานกลับมามากมาย ทุกชิ้นล้วนชี้ชัดว่าอ๋องเฟิงมีเจตนาคิดก่อกบฏ
ฮ่องเต้ทรงตกตะลึงก่อน จากนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อ
สุดท้ายจึงจำต้องละทิ้งความใจอ่อนที่มีต่อสายเลือดเดียวกันเพียงน้อยนิดนั้นลง อ้างเหตุผลเรื่องพิธีเซ่นไหว้บรรพชนของราชวงศ์ในเดือนสิบเอ็ด เรียกตัวอ๋องเฟิงเข้าเมืองหลวงมาเป็นประธานในพิธี
เมื่อราชโองการถูกส่งออกไป ขุนนางในเมืองหลวงต่างก็แตกตื่นฮือฮา
หากอ๋องเฟิงมาเมืองหลวง หลักฐานในมือหวังจิ่นมีอยู่ครบถ้วน เขาย่อมไม่อาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้
แต่หากอ๋องเฟิงไม่มาก็เท่ากับขัดราชโองการ สุดท้ายต้องลงเอยด้วยการถูกลงอาญาทั้งตระกูล
หากเจ้าเป็นคืออ๋องเฟิง เจ้าจะมาหรือไม่
ใครก็ตามที่รู้จักฮ่องเต้ย่อมรู้ดีว่า ฮ่องเต้กำลังบีบให้อ๋องเฟิงก่อกบฏ
อย่างไรเสียก็เป็นถึงชินอ๋องแห่งราชวงศ์ ทั้งยังเป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันกับฮ่องเต้ หากไม่มีข้อหาที่หนักแน่นพอแล้วพระราชทานความตายแก่อ๋องเฟิง บรรดาเชื้อพระวงศ์และอ๋องหัวเมืองคนอื่นๆ ย่อมไม่พอใจเป็นแน่
ดังนั้น ข้อหานี้จึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากอ๋องเฟิงก่อกบฏ
ส่วนเรื่องที่ว่าอ๋องเฟิงจะกบฏจริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญเลยสักนิด
รัชทายาทสนิทสนมกับเสด็จอามาตั้งแต่เด็ก เมื่อทราบข่าวราชโองการนี้ก็รีบร้อนเข้าวังมาขอความเมตตา
แต่ตัวเขาเองยังแทบเอาตัวไม่รอด ฮ่องเต้ไม่ยอมให้เขาเข้าเฝ้าด้วยซ้ำ
จนปัญญา รัชทายาทจึงวิ่งมาที่ตำหนักฉีหวา หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากฝั่งพระมารดา
คนที่เคยส่งนักฆ่าพลีชีพมาลอบสังหารตนเอง สวีเหวินชิงจะยอมปล่อยโอกาสแก้แค้นอันดีงามนี้ไปหรือ นางย่อมไม่ทำ
สองแม่ลูกคุยกันไม่รู้เรื่อง รัชทายาทโต้เถียงฮองเฮาจึงเกิดภาพเหตุการณ์ในตอนนี้ขึ้น
“ให้องค์หญิงใหญ่เข้ามา”
สวีเหวินชิงไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยง นางสั่งให้ข้ารับใช้ในวังพาบุตรสาวเข้ามาทันที
องค์หญิงใหญ่เดินเข้ามาในตำหนัก เห็นรัชทายาทที่มีสีหน้าผิดหวังกลับไม่ได้แสดงท่าทีดูแคลนเหมือนเช่นเคย
นางไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น
น้องชายโง่เง่าของนางคนนี้ ถือดีว่าท่านพ่อท่านแม่รักใคร่จึงลืมใช้สมองคิด
ความผูกพันฉันเครือญาติที่เขาคำนึงถึง ต่อหน้าอำนาจราชศักดิ์แล้ว ไม่มีค่าควรแก่การเอ่ยถึงเลย!
องค์หญิงใหญ่เดินผ่านรัชทายาทไปหยุดตรงหน้าฮองเฮาแล้วถวายพระพร
“เสด็จแม่ เรื่องการลอบสังหารในสนามแข่งได้ผลสรุปแล้วเพคะ หม่อมฉันมารายงาน”
องค์หญิงใหญ่ใช้น้ำเสียงเป็นการเป็นงาน แต่ตอนที่ลุกขึ้นและเงยหน้านั้นกลับจงใจมองฮองเฮาแวบหนึ่ง
นางอยากดูว่าสตรีตรงหน้าที่นางภาคภูมิใจผู้นี้จะเผยพิรุธออกมาสักนิดหรือไม่
ทว่า กลับไม่มีเลย
พอรัชทายาทได้ยินว่าเรื่องลอบสังหารกงเหลียงเหลียวมีความคืบหน้าแล้วก็ลืมความผิดหวังที่เพิ่งถูกมารดาดุด่า รีบซักถามทันที
“ฝีมือใคร ใครต้องการฆ่าท่านอาจารย์ จับตัวคนบงการได้แล้วหรือยัง คนอยู่ที่ไหน”
ชั่วพริบตา ทั้งองค์หญิงใหญ่และฮองเฮาต่างหันมามองเขา
ภายในตำหนักเงียบกริบ ความผิดหวังในแววพระเนตรของฮองเฮา ช่างชวนให้ขบคิด
องค์หญิงใหญ่มองสีหน้าไร้เดียงสาและไม่เข้าใจสิ่งใดของรัชทายาท ในใจบังเกิดเจตนาร้ายขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
นางอยากเห็นจริงๆ ว่าเมื่อเขารู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารท่านอาจารย์ที่เขาใส่ใจที่สุดคือมารดาที่เขาเคารพรักที่สุด เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ไม่อยากจะเชื่อ สิ้นหวัง หรือว่าเจ็บปวด?
นางอยากเห็นรัชทายาทผู้ยังคงรักษาจิตใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้ได้ผู้นี้เข้าสู่ด้านมืดโดยสมบูรณ์
ไม่อย่างนั้นเหตุใดทั้งที่เป็นลูกเหมือนกัน นางกลับต้องแบกรับความมืดมนและอันตรายที่ไม่ควรต้องแบกรับเหล่านี้!
ส่วนรัชทายาทกลับสามารถทำตัวเหมือนเด็กที่ไม่มีวันโต มีดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้น
อ๋องเฟิงจะกบฏ เขายังมองว่านั่นคือเสด็จอาแท้ๆ ที่เคยดีกับเขา ช่างน่าขำสิ้นดี!
ไม่ใช่ว่ารัชทายาทจะไม่รู้สึกถึงความประสงค์ร้ายอันเปี่ยมล้นจากพี่สาวคนโต แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาห่วงที่สุดคือผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำร้ายท่านอาจารย์
ดวงตาที่แดงระเรื่อเบิกกว้างจ้องมององค์หญิงใหญ่อย่างรอคอยคำตอบ
องค์หญิงใหญ่กำลังจะเอ่ยปากบอกความจริงแก่เขา จู่ๆ ฮองเฮาก็ยกมือขึ้นโบก
“รัชทายาทออกไปก่อนเถอะ”
รัชทายาทชะงัก
องค์หญิงใหญ่มองมารดาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่กล้าทำร้ายจิตใจบุตรชายสุดที่รักของท่านขนาดนี้เชียวหรือ
“แม่นมอวี้ ส่งรัชทายาทออกไป” ฮองเฮาสั่งการโดยตรง
ไม่มีใครกล้าขัดขืนมารดาผู้นี้
แม้รัชทายาทจะร้อนใจอยากรู้คำตอบ แต่ก็จำต้องตามแม่นมอวี้ออกจากตำหนักฉีหวาไป
พอคนออกไปแล้ว องค์หญิงใหญ่ก็จ้องฮองเฮาอย่างไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม “ในเมื่อทรงกล้าทำ เหตุใดถึงไม่กล้าให้เขารู้เล่าเพคะ”
ฮองเฮากลับหรี่พระเนตรลงอย่างอันตราย “ไป๋หลี่หนีหวง เจ้าคิดว่าทำไมข้าถึงมอบหมายเรื่องนี้ให้เจ้าไปสืบกัน”
องค์หญิงใหญ่ย่อมรู้อยู่แล้วก็เพราะคำนวณไว้แล้วว่าต่อให้นางรู้ความจริงก็จะไม่มีทางพูดออกไป
ต่อให้ตอนนี้ทุกคนจะคิดว่าเป็นนางที่ต้องการฆ่ากงเหลียงเหลียว แต่นางก็ยินดีจะแบกรับฐานะแพะรับบาปนี้ไว้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันเมตตาของมารดา
“น้องชายเจ้า จนถึงเมื่อกี้นี้ก็ยังไม่สงสัยเลยว่าเป็นเจ้าที่ลงมือฆ่ากงเหลียงเหลียว” ฮองเฮาเตือนสติ
องค์หญิงใหญ่โกรธจนหัวเราะออกมา “นั่นเพราะเขาโง่ต่างหาก!”
“แต่หม่อมฉันไม่เข้าใจ เสด็จแม่ทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน”
ทั้งที่นางทำลายขาทั้งสองข้างของกงเหลียงเหลียวไปแล้ว ให้เขาอยู่ห่างไปจากศูนย์กลางของอำนาจ กลายเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไร้ความสำคัญ
แม้กงเหลียงเหลียวผู้นี้จะน่าชัง แต่ถึงอย่างไรก็เคยสั่งสอนนางและรัชทายาทมาด้วยความจริงใจ ปล่อยให้เขาตายไปอย่างสงบก็พอแล้วนี่
ฮองเฮาแค่นหัวเราะ พระนางนั่งลงบนเก้าอี้ประธานแล้วมองบุตรสาวของตนจากที่สูง
“ก็เพราะเจ้าใจอ่อน ข้าถึงต้องลงมือ หากแม้แต่วิธีการแค่นี้ยังไม่มี ตำแหน่งรัชทายาทหญิงนี่ข้าว่าเจ้าก็อย่าได้หวังเลย”
องค์หญิงใหญ่สะอึก แต่ก็ยังเถียงออกไปตามสัญชาตญาณ “แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาด…”
“ไม่จำเป็นหรือ” ฮองเฮาตรัสเตือนเสียงเย็น “ก็เพราะตอนนั้นเจ้าไม่ได้ฆ่าเขาเสียทีเดียวให้จบ ตอนนี้ข้าถึงต้องมาจัดการตัวปัญหาอย่างอ๋องเฟิงให้สิ้นซาก เพื่อที่จะได้ตัดแขนซ้ายแขนขวาของรัชทายาททิ้งให้เจ้าได้เป็นรัชทายาทหญิงอย่างไรเล่า”