ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 756 โลกที่หญิงชายเท่าเทียม
ตอนที่ 756 โลกที่หญิงชายเท่าเทียม
ไม่พูดถึงเรื่องรัชทายาทหญิงยังพอทำเนา พอพูดขึ้นมา องค์หญิงใหญ่ก็อัดอั้นไปด้วยไฟโทสะ
“เสด็จแม่คิดว่าหม่อมฉันอยากเป็นรัชทายาทหญิงนักหรือเพคะ ไม่ใช่ว่าเป็นท่านเองหรอกหรือที่ให้หม่อมฉันไปแย่งชิงมาน่ะ”
องค์หญิงใหญ่ตวาดด้วยความโกรธ “หม่อมฉันเหนื่อย เสด็จแม่เข้าใจหรือไม่เพคะ หม่อมฉันเหนื่อยมาก!”
“เดิมทีหม่อมฉันสามารถเป็นองค์หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นไปวันๆ ไม่ต้องสนใจสิ่งใด แต่ตอนนี้เพื่อตำแหน่งลอยนี้ หม่อมฉันต้องสังหารคนที่ไม่อยากสังหารคนแล้วคนเล่า วางแผนสกปรกครั้งแล้วครั้งเล่า…”
เรื่องพวกนี้ความจริงก็ไม่เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้นางรับไม่ได้ที่สุดก็คือตอนนี้นางต้องแบกรับชื่อฉาวโฉ่ว่าเป็นคนลอบสังหารกงเหลียงเหลียวอีก
“เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว เสด็จแม่ก็ยังไม่ยอมบอกความจริงกับเจ้ารัชทายาทโง่นั่น เป็นเพราะกลัวว่าจะกระทบภาพลักษณ์อันสูงส่งของท่านในใจเขาหรือ”
“เช่นนั้นท่านก็ช่วยอย่าทำให้มันชัดเจนถึงเพียงนี้จนหม่อมฉันรู้ความจริงได้ไหม ความจริงข้อนี้หม่อมฉันไม่อยากรับรู้เลยสักนิด”
“หม่อมฉันไม่เข้าใจ ทั้งที่ทุกอย่างก็ดีอยู่แล้ว หม่อมฉันก็เป็นองค์หญิงใหญ่อยู่แล้ว อยากได้อะไรก็ได้ ทำไมต้องไปแก่งแย่งชิงดีกับพวกเขาด้วยเล่า”
ฮองเฮากล่าวเสียงขรึม “นั่นมันเป็นของพวกเราแต่แรกแล้ว นี่ไม่ใช่การแก่งแย่งชิงดี แต่ทั้งหมดนี้มันควรจะเป็นของพวกเรา”
นางเพียงแค่ทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของนางกลับมา
องค์หญิงใหญ่ทำสีหน้าไม่เข้าใจและจนคำพูด
เสด็จแม่มักจะพูดเช่นนี้เสมอ แต่ในสายตานางมันเหมือนเรื่องเพ้อเจ้อเสียมากกว่า
อะไรคือเป็นของพวกเราแต่แรก?
พวกนางเคยมีอะไรด้วยหรือ
พลิกเปิดหนังสือประวัติศาสตร์ของแผ่นดินผืนนี้ดู นางยังไม่เคยเห็นสิ่งที่เป็นของพวกนางในโลกใบนี้เลย
“เป็นเพราะตอนนั้นเสด็จพ่อทำให้ท่านผิดหวังแล้วยังรับหญิงอื่นเข้ามา ท่านไม่สบายใจเลยอยากจะแก้แค้นเสด็จพ่อใช่หรือไม่เพคะ”
คำถามนี้ผุดขึ้นในใจองค์หญิงใหญ่นับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดครั้งนี้ก็รวบรวมความกล้าถามออกไปได้เสียที
อย่างไรเสียครั้งนี้ นางก็เป็นแพะรับบาปแทนมารดาไปแล้ว ถือว่ามีแต้มต่ออยู่บ้าง
ผลคือ ได้รับฝ่ามือจากฮองเฮาไปสองฉาดใหญ่โดยไม่ทันได้ป้องกันใดๆ
สวีเหวินชิงอายุมากแล้วก็จริง แต่นางก็เคยเป็นขุนพลผู้เด็ดขาดมาก่อน การจะสั่งสอนองค์หญิงใหญ่นั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
การตบฉาดใหญ่สองครั้งนี้ ตบเสียจนองค์หญิงใหญ่มึนงงไปหมดและตาสว่างขึ้นมาบ้าง
นางพลันได้สติว่า เมื่อครู่ตนถามคำถามโง่เง่าอะไรออกไป
มารดาของนาง จะเป็นคนประเภทที่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องรักใคร่ของชายหญิงได้อย่างไร
“ลูกผิดไปแล้วเพคะ!”
องค์หญิงใหญ่รีบคุกเข่าลงทันที
ดีที่นางคุกเข่าเร็ว ไม่อย่างนั้นฮองเฮาคงยันเท้าถีบใส่นางไปแล้ว
ฮองเฮาเก็บเท้า ปัดเสื้อคลุมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ยืนมององค์หญิงใหญ่
“ในเมื่อเจ้าไม่อยากแก่งแย่งชิงดี ก็ได้ ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์ให้เจ้า”
ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ส่งอำนาจทางการทหารคืนมาทั้งหมดแล้วพาสามีและลูกๆ ของเจ้าไสหัวกลับบ้านเดิมไปใช้ชีวิตสุขสบายเสียเถิด”
องค์หญิงใหญ่ตอบกลับตามสัญชาตญาณทันที “ไม่เพคะ!”
ฮองเฮาแค่นยิ้มเย็น “ไม่หรือ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการหรอกหรือ ในเมื่อไม่อยากแก่งแย่งชิงดีก็จงหลีกทางให้น้องชายเจ้าเสียแต่โดยดี เขายังจะจดจำความดีของเจ้าได้ บางทีวันดีคืนดีอาจนึกขึ้นได้ว่ายังมีพี่สาวอยู่ที่บ้านเดิม ตรุษจีนปีใหม่ก็ประทานของขวัญไปให้ แต่งตั้งลูกหลานเจ้าเป็นท่านหญิงเป็นจวิ้นอ๋อง หญิงออกเรือน ชายแต่งภรรยา…”
“เสด็จแม่ ลูกสำนึกผิดแล้วจริงๆ เพคะ!”
ไม่รอให้ฮองเฮาพูดจบ องค์หญิงใหญ่ก็โขกศีรษะลงอย่างแรง นางพลันนึกถึงภารกิจของตนและคำสั่งสอนของมารดาตั้งแต่ยังเล็ก
“ลูกจะทวงคืนทุกอย่างที่เป็นของพวกเรากลับมา จะไม่ยอมเป็นสตรีที่ไร้ทางเลือก ต้องถูกกักขังอยู่ในเรือนหลัง อาศัยจมูกของสามีในการมีชีวิตอยู่เด็ดขาด!”
ต่อให้จะเป็นภรรยาที่ดีมารดาที่ประเสริฐก็ต้องเป็นเพราะพวกนางอยากจะเป็นเอง ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือกเลยจำต้องเป็น
พอได้ยินคำพูดนี้ สีพระพักตร์เย็นชาของฮองเฮาจึงคลายลงเล็กน้อย
นางเงยหน้ามองไปยังที่ไกลแสนไกลราวกับกำลังรำลึกถึงชาติก่อนของตน
ใช่แล้ว สวีเหวินชิงคือผู้ที่มีความทรงจำของชาติที่แล้ว
นางไม่รู้ว่าอะไรคือการทะลุมิติ นางรู้เพียงว่าหลังจากนางตายแล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็จากโลกที่หญิงชายเท่าเทียมกัน มาสู่โลกที่ชายเป็นใหญ่หญิงเป็นรอง
ชาติที่แล้วนางเป็นเพศหลัก ตั้งแต่เกิดจนตายล้วนมีสิทธิพิเศษอย่างเด็ดขาด
เข้าเรียนก่อน ทำงานก่อน กฎหมายการแต่งงานก็เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหญิงมากกว่า
การให้กำเนิดลูกก็เป็นสิทธิพิเศษของผู้หญิง ลูกใช้แซ่ตามแม่
ลูกที่ผู้หญิงคลอดออกมาจะได้รับการเลี้ยงดูร่วมกันโดยพี่น้องผู้หญิงของนาง
ส่วนผู้ชายสามารถจากครอบครัวนี้ไปได้ทุกเมื่อ แต่ไม่สามารถพาลูกไปด้วยได้
ในโลกของพวกนาง ลูกมีหน้าที่เลี้ยงดูแม่ ป้า น้า ยาย แต่ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูพ่อ
ยายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแม่ของพ่อ แต่เป็นแม่ของแม่
แน่นอนว่า ในโลกของพวกนางยังมีผู้ชายกลุ่มใหญ่ที่ตื่นรู้และเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ
เรียกร้องให้ลูกใช้นามสกุลพ่อ เรียกร้องให้ผู้ชายมีทางเลือกในการทำงานมากขึ้น เรียกร้องให้พ่อที่หย่าร้างสามารถพาลูกของตัวเองไปได้ เรียกร้องให้ลูกเลี้ยงดูพ่อ
มิฉะนั้น พวกเขาก็จะไม่แต่งงาน!
แต่ในฐานะผู้หญิง นางรู้ดีที่สุดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร
พวกนางไม่มีทางโง่พอที่จะยกผลประโยชน์ทั้งหมดให้ผู้ชายหรอก
แต่เพื่อรักษาความสงบสุขจอมปลอมก็ยังมีการสร้างสโลแกนสุภาพบุรุษให้เกียรติชายหนุ่มก่อนออกมาบ้างพอเป็นพิธีและยังแก้ไขกฎหมายการแต่งงาน เวลาหย่าร้างฝ่ายหญิงควรแบ่งรางวัลการให้กำเนิดบุตรส่วนหนึ่งแก่ฝ่ายชายด้วย
และในตำแหน่งงานที่ไม่สำคัญบางตำแหน่งก็กำหนดตำแหน่งงานสำหรับผู้ชายให้มากขึ้นเพื่อแสดงถึงความเท่าเทียมทางเพศ
ลองถามดูเถิด ผู้หญิงที่เคยครอบครองสิทธิพิเศษเช่นนี้จะทนรับโลกที่ชายเป็นใหญ่หญิงเป็นรองได้อย่างไร
สวีเหวินชิงเพิ่งจะเกิดมา ยังเป็นทารกอยู่ก็เห็นกับตาว่ามารดาของนางสูญเสียสิทธิ์ในการเลี้ยงดูนาง ถูกบิดาของนางใช้ข้ออ้างว่า ‘เพื่อตัวเจ้าเอง’ แล้วส่งนางไปให้ภรรยาหลวงเลี้ยงดู
และมารดาผู้ให้กำเนิดของนาง ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกต่อต้านไม่พอใจกลับยังซาบซึ้งในบุญคุณของสามีคนนี้
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นลูกที่นางคลอดออกมาเองแท้ๆ แต่นางกลับไม่มีสิทธิ์เลี้ยงดู
โลกใบนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
สถานะของสตรีที่นี่เทียบไม่ได้กับผู้ชายตัวเล็กๆ ในโลกเก่าของนางด้วยซ้ำ
เมื่อนางโตขึ้น ได้อ่านตำราประวัติศาสตร์จนแตกฉานก็ยิ่งตกตะลึงเมื่อพบว่า โลกนี้ไม่มีกษัตริย์หญิงเลยแม้แต่คนเดียว
ช่วงเวลาทำความเข้าใจโลกก่อนอายุสิบขวบเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตของสวีเหวินชิง
แม่ใหญ่ไม่อนุญาตให้นางเรียนทักษะใดๆ ที่จะใช้เอาตัวรอดในยุคโกลาหลได้
ท่านพ่อของนางก็ไม่ยอมให้นางเรียกร้องการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับพี่ชายน้องชายในบ้าน
ยังมีท่านอา อาสะใภ้ ท่านปู่ ท่านย่า ทุกคนต่างพร่ำบอกข้างหูนางไม่หยุดหย่อนว่า “เจ้าเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่ต้องกังวลอะไรหรอก ทุกอย่างมีพ่อและพี่ชายเจ้าคอยจัดการ ต่อไปพวกเขาจะต้องหาบุรุษดีๆ ให้เจ้าแต่งออกไปแน่”
สวีเหวินชิงในวัยเยาว์ย้อนถามทุกคนว่า “หากบุรุษคนนั้นตายเร็วเล่า”
ทุกคนตอบนางว่า “เจ้าก็ยังมีลูกชายอย่างไร”
สวีเหวินชิงตัวน้อยถาม “แล้วถ้าลูกชายข้ายังไม่ทันเกิด เขาก็ตายไปก่อนเล่า”
ท่านย่าบอกว่า “เจ้าก็แต่งงานใหม่ได้ ด้วยฐานะทางบ้านเรา ขอแค่สินเดิมเจ้ามากล้น บุรุษมากมายก็พร้อมจะแต่งเจ้า”
สวีเหวินชิงตัวน้อย “สรุปว่าชีวิตนี้ข้าจะกุมชะตาชีวิตตัวเองไม่ได้เลยรึ ต้องพึ่งพาบุรุษที่ไม่รู้ว่าเป็นคนหรือผีนั่นน่ะหรือ”
ทุกคนเงียบกริบ
ไม่ใช่แค่สตรีที่ไม่อาจกุมชะตาชีวิตตนเอง
ในยุคโกลาหล ผู้ที่ไร้กำลังทหาร ไร้ที่ดิน ไร้เงินทองล้วนไม่อาจกุมชะตาชีวิตตนเองได้
และในยุคโกลาหลเช่นนี้ สตรีที่ไร้กำลังปกป้องตนเองย่อมใช้ชีวิตยากลำบากที่สุด
สวีเหวินชิงในวัยสิบขวบกับอีกสองเดือนตัดสินใจแน่วแน่ นางจะเปลี่ยนแปลงโลกที่เฮงซวยใบนี้โดยเริ่มจากการที่นางขึ้นเป็นผู้นำตระกูลสวีก่อน!