ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 757 รัชทายาททูลขอสละตำแหน่ง
ตอนที่ 757 รัชทายาททูลขอสละตำแหน่ง
มีเพียงเวทมนตร์เท่านั้นที่จะเอาชนะเวทมนตร์ได้
ในช่วงสิบปีแรกของชีวิต สวีเหวินชิงได้ทดลองวิธีการนับไม่ถ้วนเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากร
แต่ไม่มีข้อยกเว้น ทุกอย่างล้วนลงเอยด้วยความล้มเหลว
จนกระทั่งนางได้พบกับนักพรตตกยากผู้หนึ่งที่ลงเขามาบิณฑบาตและให้นักพรตผู้นั้นทำนายดวงชะตาให้
นักพรตผู้นั้นกล่าวว่านางมีดวงมังกร
ช่วงเวลานั้นเป็นกลียุคพอดี คำทำนายของนักพรตทำให้คนตระกูลสวีทั้งตระกูลเลือดลมพลุ่งพล่าน
สวีเหวินชิงแสดงความโดดเด่นแตกต่างมาตั้งแต่ยังเล็ก นางรักการเรียนรู้ ชอบอ่านพงศาวดารและตำราพิชัยสงคราม ทั้งยังมักจะวิ่งไปที่สำนักศึกษาของตระกูลเพื่อขอคำชี้แนะจากพวกพี่น้องและอาจารย์อยู่เสมอ
และในตอนนี้ เพียงประโยคที่ว่ามีดวงมังกรก็ทำให้นางที่เป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยาซึ่งถูกเลี้ยงดูในนามของภรรยาเอกได้รับการปฏิบัติที่ต่างออกไปจากท่านปู่
ท่านปู่ ในฐานะผู้นำตระกูลสวีจึงสามารถเรียกใช้ทรัพยากรทุกอย่างของตระกูลได้
เมื่อเขาเลือกสวีเหวินชิงและตั้งใจจะลงทุนกับนาง นางจึงได้ครอบครองทรัพยากรที่ในอดีตไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่มีทางไขว่คว้ามาได้อย่างง่ายดาย
ท่านปู่สั่งสอนนางด้วยตัวเอง ท่านอาว่าจ้างอาจารย์มาสอนวรยุทธ์ให้นางกับมือ
แม้กระทั่งบิดาของนางที่เดิมทีให้ความสำคัญแต่กับบุตรชายก็ยังหันมาใส่ใจเรื่องคนรับใช้ข้างกายของนางด้วย
เขาจัดหานักฆ่าพลีชีพของตระกูลแปดคนมาไว้ให้นางเรียกใช้
หลินเว่ยก็คือบุตรสาวบุญธรรมของหัวหน้านักฆ่าพลีชีพรุ่นแรก
ความทรงจำหวนกลับคืน สายตาของฮองเฮาถอนกลับมาจากความทรงจำอันแสนไกลโพ้นนั้นและตกกระทบลงบนร่างขององค์หญิงใหญ่ที่กำลังคุกเข่าโขกศีรษะยอมรับผิดอยู่เบื้องหน้า
“เจ้าไม่เคยสัมผัสว่าโลกที่สตรีเป็นใหญ่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ดังนั้นเจ้าไม่มีทางเข้าใจ…”
น้ำเสียงนั้นแผ่วเบายิ่งนัก องค์หญิงใหญ่จึงฟังได้ไม่ถนัด ได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิดอย่างเดียว
นางจะสูญเสียอำนาจทหารไปไม่ได้เป็นอันขาด!
ฮองเฮาส่ายพระพักตร์อย่างจนใจ “ช่างเถิด ได้ลิ้มรสชาติของอำนาจบ้างก็ไม่เลว เจ้าจงจดจำความรู้สึกนี้เอาไว้ ครั้งหน้าจิตใจจะได้ไม่วอกแวกอีก!”
องค์หญิงใหญ่ทำได้เพียงรับคำซ้ำๆ ว่าจำไว้แล้ว
ฮองเฮาจึงอนุญาตให้นางลุกขึ้น โดยไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องการเรียกคืนอำนาจทางการทหารอีก
“เจ้าออกไปเถอะ”
ฮองเฮากลับไปนั่งลงบนที่นั่งประธาน นวดหว่างคิ้วด้วยความเหนื่อยล้า เริ่มไล่คนออกไป
รอจนกระทั่งองค์หญิงใหญ่ลุกขึ้นถอยไปถึงหน้าประตูตำหนัก จู่ๆ พระนางก็พลันเอ่ยขึ้น
“หนีหวง…คนที่แม่จะพึ่งพาได้ เหลือเพียงเจ้าคนเดียวแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดที่จู่ๆ ก็อ่อนแอลงของมารดา องค์หญิงใหญ่ก็รู้สึกแสบจมูก วันนี้นางไม่ควรต่อปากต่อคำกับเสด็จแม่เลย
ความรู้สึกผิดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย องค์หญิงใหญ่หันกลับมาคุกเข่าโขกศีรษะลงอย่างแรง กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ลูกจะไม่มีวันทำให้เสด็จแม่ผิดหวังเพคะ!”
ฮองเฮายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ แววตาอ่อนโยนลงอย่างหาได้ยาก “ไปเถิด ครั้งนี้ไม่มีใครจะเป็นคู่ต่อสู้ของเจ้าได้อีกแล้ว แม้แต่รัชทายาทก็ตาม”
องค์หญิงใหญ่ถอยออกไปอย่างตื่นเต้น
นางเพิ่งจะจากไป เงาร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากมุมมืดของพระตำหนัก
ฮองเฮาเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “เจ้ากลับมาแล้ว”
หลินเว่ยผู้สวมหน้ากากสัตว์ร้ายพยักหน้ารับ
แม่นมอวี้ยกสำรับเข้ามาวางที่โต๊ะเล็กข้างๆ อย่างรู้งาน
หลินเว่ยนั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติ เลิกหน้ากากขึ้นครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นริมฝีปาก กินไปพลางพูดไปพลาง
“หวังจิ่นกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว”
“ข้าพบนักฆ่าพลีชีพที่ท่านปล่อยไปเมื่อปีนั้นที่ตรอกควานเจิ้ง”
“เขากำลังเป็นพ่อบ้านอยู่ในบ้านลูกศิษย์ชาวบ้านคนนั้นของกงเหลียงเหลียว”
“สตรีบ้านนั้นอันตรายมาก ข้าไม่กล้าเข้าใกล้เลยไม่ได้สืบข่าวเกี่ยวกับนักฆ่าพลีชีพผู้นั้นมาเพิ่มเติม”
“อีกอย่าง รัชทายาทยังไม่ไปไหน”
……
ด้านนอกตำหนักฉีหวา
ฝนเริ่มซาลงแล้ว รัชทายาทกางร่มยืนอยู่บนเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อออกจากวัง
องค์หญิงใหญ่เดินดุ่มๆ ออกมา ครั้นเห็นรัชทายาทก็หันหน้าหนีเตรียมจะเดินเลี่ยงไป
แต่พอคิดดูอีกทีจะหลบหน้าเขาไปเพื่ออะไร
นางจึงเดินตรงผ่านหน้าเขาไปอย่างไม่คิดจะสนใจ
“เป็นท่านที่จะฆ่าท่านอาจารย์จริงๆ หรือ?!”
รัชทายาทตะโกนถามเสียงดัง
ฝีเท้าขององค์หญิงใหญ่ชะงักไปเล็กน้อย หันกายมาเอ่ยเตือน “อย่าคิดว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่รักเจ้าแล้วเจ้าจะมากำแหงใส่พี่สาวคนโตได้นะ!”
เมื่อรัชทายาทได้ฟังคำนี้ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการยอมรับกลายๆ เลย
“นั่นสินะ!” รัชทายาทหัวเราะอย่างแตกสลาย “เสด็จพ่อเสด็จแม่มอบความรักทั้งหมดให้ข้า แต่กลับมอบอำนาจคุมกองทัพนับแสนที่เย็นเยียบนั้นให้กับพี่หญิงใหญ่!”
คิดว่าเขาโง่จริงๆ หรือ
ที่เสด็จแม่ไม่เคยเข้มงวดกับเขา ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเขาจะมีกำลังไปแย่งชิงของกับพี่หญิงใหญ่หรอกหรือไร
แท้จริงแล้วใครกันแน่ที่ถูกลำเอียงรักมากกว่า!
องค์หญิงใหญ่มองรัชทายาทที่ปาร่มทิ้งแล้วยืนกราดเกรี้ยวอย่างไร้ทางสู้ท่ามกลางสายฝน มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อย
นางยอมรับว่าเมื่อครู่ที่นางโมโหใส่เสด็จแม่ที่ตำหนักฉีหวา หาว่าเสด็จแม่ลำเอียงรักแต่น้องชายนั้นออกจะเป็นคนที่ไม่รู้ดีชั่วไปสักหน่อย
“วางใจเถอะ ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะรักษาชีวิตเจ้าไว้”
หลังทิ้งประโยคนี้ไว้ด้วยน้ำเสียงของผู้ที่อยู่เหนือกว่า องค์หญิงใหญ่ก็ไม่หยุดรออีก นางหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
รัชทายาททรุดฮวบลงกับพื้น เขาแหงนหน้ามองฟ้า ปล่อยให้น้ำฝนไหลอาบใบหน้า
เขารู้สึกคับแค้นใจยิ่งนัก
ชัดเจนว่าตนเองต่างหากที่ไม่ได้รับความโปรดปราน ไฉนทุกคนถึงคิดว่าเขาได้รับความรักความเมตตากันหมด
แต่กาลก่อนที่อาจารย์กงเหลียงพูดไว้ไม่ผิดเลย
อำนาจทหารอยู่ที่ไหน ความรักของพ่อแม่ก็อยู่ที่นั่น
การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบในยามปกติจะนับเป็นอะไรได้!
สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ เสด็จแม่ไม่เคยประทานให้!
พอเอ่ยถึงอำนาจทางการทหารก็กลายเป็นเรื่องต้องห้าม ดังนั้นจึงห้ามเอ่ยถึงเด็ดขาด
แต่พี่หญิงใหญ่ไม่ต้องเอ่ยปาก เสด็จแม่ก็เตรียมหน่วยราชองครักษ์ส่วนตัวให้นางเลย
“ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย…ฮ่าๆๆๆ…”
รัชทายาทหัวเราะท่ามกลางสายฝน หัวเราะที่ชีวิตชาตินี้ของตนเองเหมือนเป็นเรื่องตลก
หัวเราะไปหัวเราะมา จู่ๆ เขาก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นโคลน วิ่งตรงไปยังตำหนักหมิงเตี้ยนของฮ่องเต้ พุ่งไปที่หน้าประตูตำหนัก โขกศีรษะลงพร้อมตะโกนก้องว่า
“ขอฝ่าบาททรงปลดลูกออกจากตำแหน่งรัชทายาทแล้วลดขั้นลูกเป็นสามัญชนด้วยเถิด!”
……
ตรอกควานเจิ้ง
“เมียจ๋า เมียจ๋า! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
หลิวจี้หิ้วสุราชั้นดีที่ซื้อมาให้อาจารย์ไว้ในมือ วิ่งหน้าตาตื่นถลันเข้ามาในบ้าน
ร่มยังไม่ทันได้หุบก็โยนทิ้งไว้ใต้ระเบียงแล้วเดินเข้าไปในห้องโถงหลัก
ฉินเหยาที่กำลังอ่านจดหมายของพี่ชายยังคงเยือกเย็นดั่งเช่นเคย
นางวางจดหมายลง เงยหน้าขึ้นมองหลิวจี้ ส่งสัญญาณให้เขาพูด
หลิวจี้กระแอมนำร่องก่อน ถึงค่อยกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว! เมื่อครู่รัชทายาททูลขอลาออกจากตำแหน่งที่ตำหนักหมิงเตี้ยน ขอให้ฮ่องเต้ปลดตนเป็นสามัญชน ทำเอาฮ่องเต้กริ้วจัด เกือบจะรื้อตำหนักหมิงเตี้ยนทิ้งแล้ว!”
“นี่อ๋องเฟิงยังมาไม่ถึงเมืองหลวงเลย รัชทายาทก็ถอดใจไปก่อนแล้ว เล่นเอาพรรคพวกฝั่งรัชทายาทตกใจกันยกใหญ่ รีบฝ่าฝนเข้าวังไปร้องขอความเมตตาให้รัชทายาทก็ไม่รู้ว่าฮ่องเต้จะสั่งปลดรัชทายาทออกจากตำแหน่งจริงๆ หรือไม่”
ทว่านี่ล้วนมิใช่สาเหตุที่ทำให้หลิวจี้ตื่นเต้นถึงเพียงนี้
สาเหตุที่เขาตื่นเต้น เป็นเพราะรอดูเรื่องสนุกของซือคงเจี้ยนต่างหาก
เจ้าหมอนั่นเป็นหัวโจกฝั่งรัชทายาทมาโดยตลอด คราวนี้รัชทายาทขอลงจากตำแหน่งเอง เขาต้องตกใจแทบตายแน่
เวลานี้ขอเพียงซือคงเจี้ยนไม่เป็นสุข หลิวจี้ก็รู้สึกเป็นสุขแล้ว
ฉินเหยาแปลกใจอยู่บ้างจริงๆ “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าหวังจิ่นกลับมาแล้วหรือ”
หลิวจี้ส่ายหน้า “ไม่รู้สิ”
แต่ว่าเขาชอบเสพข่าวร้อนๆ จึงกำลังจะออกไปสืบดูที่ตระกูลหวังให้รู้ความ
ทว่ากลับถูกฉินเหยาเรียกไว้ “ไม่ต้องไปแล้ว หวังจิ่นต้องกลับมาแล้วแน่ๆ”
หลิวจี้ร้องโอดครวญแล้วเดินย้อนกลับมา สายตาเหลือบไปเห็นของบนโต๊ะจึงถามอย่างยินดีว่า
“พี่เขยข้าส่งจดหมายมาอีกแล้วหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้าตอบรับในลำคอ ท่าทางเยือกเย็นเช่นนี้ทำให้หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองเหมือนตัวตลก
เขาวางกาเหล้าลง นั่งลงตรงข้ามฉินเหยาแล้วถามว่า “เมียจ๋า เจ้าไม่สงสัยเลยหรือว่าฮ่องเต้จะปลดรัชทายาทหรือไม่”
ฉินเหยา “ก็งั้นๆ อย่างไรเสียเดี๋ยวผลลัพธ์ก็ออกมาเอง”
หลิวจี้ “…”
ช่างเถอะ ถือเสียว่าเขาถามคนผิด!
“ข้าไปหาท่านอาจารย์ดีกว่า”
หลิวจี้หิ้วกาเหล้า รีบแจ้นไปหาท่านอาจารย์เพื่อสนทนาเรื่องชาวบ้านต่ออย่างอารมณ์ดี