ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 758 ของขวัญพบหน้า
ตอนที่ 758 ของขวัญพบหน้า
สองวันให้หลัง
อาจเป็นเพราะลมฤดูใบไม้ร่วงแรงเกินไป หรืออาจเป็นเพราะถูกรัชทายาททำให้โกรธจัด จู่ๆ ก็มีข่าวฮ่องเต้ประชวรลือออกมาจากในวัง
ผู้คนตื่นตระหนกกันทั้งแผ่นดิน
หลังจากผ่านการฝังเข็มรักษาอย่างเร่งด่วนจากหมอหลวง สิ่งแรกที่ฮ่องเต้ทรงทำเมื่อฟื้นคืนสติคือมีรับสั่งว่า นอกจากฮองเฮาที่ให้เข้ามาปรนนิบัติเฝ้าไข้ได้แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามารบกวนอีก
อีกทั้งยังให้รัชทายาทกับองค์หญิงใหญ่ร่วมกันสำเร็จราชการแทน
ส่วนทางด้านหน้าตำหนักหมิงเตี้ยน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ที่มีซือคงเจี้ยนเป็นแกนนำซึ่งมาคุกเข่าร้องขอความเมตตาให้รัชทายาทนั้น ยามนี้ได้คุกเข่าติดต่อกันมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว
ทันทีที่ราชโองการถูกประกาศออกมา ซือคงเจี้ยนกับพวกก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ละคนแข้งขาอ่อนแรง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
เรื่องการขอออกจากตำแหน่งของรัชทายาทจึงถูกปล่อยผ่านไปอย่างคลุมเครือเช่นนี้เอง
นอกจากตัวรัชทายาทเองแล้ว ทุกคนต่างพอใจกับผลลัพธ์นี้
ฮ่องเต้ยังให้รัชทายาทเป็นผู้สำเร็จราชการแทนได้ก็แสดงว่าเรื่องอ๋องเฟิงไม่มีผลกระทบต่อรัชทายาทแล้ว
ส่วนการที่องค์หญิงใหญ่ได้รับกระแสรับสั่งกะทันหัน น่าจะเป็นการสร้างความรู้สึกวิกฤตให้รัชทายาท เพื่อไม่ให้เขาทำเรื่องโง่ๆ อย่างการขอออกจากตำแหน่งอีก
และเป็นการบอกรัชทายาทด้วยว่า ตำแหน่งของเขา ถ้าเขาไม่ต้องการก็มีคนมากมายที่ต้องการ!
ไม่นาน ข่าวอ๋องเฟิงรับราชโองการเข้าเมืองหลวงก็ส่งมาจากตานโจว
ชินอ๋องผู้เป็นพี่น้องร่วมอุทรกับฮ่องเต้ผู้นี้ สุดท้ายก็หนีความหวาดระแวงจากฮ่องเต้ไม่พ้น
วันที่หนึ่งเดือนสิบ วันที่อ๋องเฟิงเข้าเมืองหลวง ประตูเมืองหลวงถูกปิดตาย ราษฎรทั้งเมืองถูกกองทหารองครักษ์หลวงปิดล้อมให้อยู่แต่ในย่าน ห้ามมิให้เข้าออก
ท้องฟ้าดำทะมึนมืดครึ้ม นี่เป็นลางบอกเหตุว่าหิมะแห่งเหมันตฤดูกำลังจะตกแล้ว
เพียงแต่เมืองหลวงอยู่ติดชายฝั่ง ฤดูหนาวจึงมักไร้หิมะ
เกล็ดหิมะสีขาวเหล่านั้นทำได้เพียงร่วงหล่นลงมาเหนือเมืองหลวงแล้วกลายสภาพเป็นน้ำฝนอันเย็นยะเยือกตกลงมา
ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่าน ประตูใหญ่บ้านฉินเหยาก็ถูกเคาะ
มีคนผู้หนึ่งที่เหนือความคาดหมายมาเยือนนั่นคือหลินเว่ยผู้สวมหน้ากากสัตว์ร้าย
ซื่อเหนียงออกไปเปิดประตู
วันนี้คือวันที่หนึ่ง เป็นวันหยุดพักผ่อน
คนในบ้านล้วนอยู่เป็นเพื่อนกงเหลียงเหลียวที่อาการดูไม่ค่อยสู้ดีนัก เด็กหญิงตัวน้อยจึงอาสาออกมาเปิดประตูเอง
ผู้ดูแลย่านเพิ่งจะมา กำชับทุกคนว่าอย่าได้ออกจากบ้าน เกรงว่าวันนี้ในเมืองจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
คล้อยหลังไม่นานนักประตูบ้านก็ถูกเคาะอีก ซื่อเหนียงยังนึกว่าเป็นผู้ดูแลย่านที่ย้อนกลับมาเสียอีก
เมื่อเปิดประตู สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือหน้ากากสัตว์ร้ายสีดำมะเมื่อม ในช่องดวงตาที่คว้านออกนั้น มีดวงตาขาวดำตัดกันคู่หนึ่งที่จ้องมองนางอยู่
ซื่อเหนียงลอบตื่นตระหนกอยู่ในใจ ทว่าติดตามอยู่ข้างกายท่านแม่มานานจึงพอจะฝึกฝนความกล้าหาญมาได้บ้างไม่มากก็น้อย
นางถอยหลังเข้าไปในประตูสองก้าวพลางเอ่ยถามว่า “ท่านเป็นใคร ต้องการพบผู้ใดหรือเจ้าคะ”
หลินเว่ยหลุบตาลงมองเด็กหญิงตัวน้อยที่สูงเพียงหน้าอกตนผู้นี้ รู้สึกผิดคาดที่นางไม่ตกใจจนร้องไห้ออกมา
“พ่อบ้านอาวั่งของบ้านเจ้าอยู่หรือไม่ รบกวนเชิญเขาออกมาสักหน่อย สหายเก่ามีธุระจะหารือกับเขา”
ภายใต้หน้ากากมีเสียงแหบพร่าดังออกมา ยากจะแยกแยะว่าเป็นหญิงหรือชาย
แต่ซื่อเหนียงเห็นลำคอที่โผล่พ้นออกมาของนางไร้ลูกกระเดือก ช่วงอกก็มีสรีระของผู้หญิงจึงรู้ว่านางเป็นสตรี
นางจึงย้อนถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านชื่ออะไรหรือ”
“เว่ยหลิน” หลินเว่ยกลับคำในชื่อ แต่งชื่อใหม่ขึ้นมาเดี๋ยวนั้น
“เจ้าไม่กลัวข้าหรือ” นางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจอยู่บ้าง
ซื่อเหนียงขมวดคิ้วเล็กๆ มุ่น “ข้าจะกลัวท่านทำไม ท่านไม่ใช่ผีเสียหน่อย!”
พูดจบก็รีบปิดประตูใหญ่อย่างรวดเร็วพร้อมทั้งลงกลอนประตู
จากนั้นก็หันหลังวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน วิ่งพลางตะโกนบอกพวกผู้ใหญ่ว่า
“ท่านแม่ท่านพ่อ ข้างนอกมีสตรีแปลกหน้ามาคนหนึ่ง นางบอกว่าเป็นสหายเก่าของท่านอาอาวั่ง แต่ข้าดูแล้วเหมือนคนร้ายเลยเจ้าค่ะ!”
นอกจากหลิวจี้ที่เป็นห่วงกงเหลียงเหลียวแล้ว คนที่เหลืออย่างฉินเหยากับพวกล้วนรุดมายังเรือนส่วนหน้าในทันที
หนังตาของอาวั่งกระตุกวูบสองที จมูกขยับฟุดฟิด กลิ่นซาลาเปาไส้เนื้อน่าตายนั้นทำให้ใจของเขาดิ่งวูบลงทันใด
ได้ยินเพียงซื่อเหนียงชี้มือไปที่ประตูใหญ่พลางบอกกับฉินเหยาว่า “ท่านแม่ มีสตรีประหลาดมาเจ้าค่ะ นางบอกว่าชื่อเว่ยหลิน ต้องการพบท่านอาอาวั่ง ข้าดูแล้วนางไม่เหมือนคนดีเลยขังนางไว้นอกประตูแล้ว”
เว่ยหลิน?
กลับคำก็คือหลินเว่ยไม่ใช่หรือ!
ฉินเหยาตวัดสายตาขึ้นมองอาวั่งแวบหนึ่งอย่างรวดเร็ว อาวั่งก็หันมองมาพอดี เมื่อเห็นเขาดูหงุดหงิดกระวนกระวายใจอยู่บ้าง ฉินเหยาจึงส่งสายตาปลอบประโลมไปให้
ตอนที่เขามาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวครานั้น นางเคยรับปากไว้ว่าจะคุ้มครองเขา จะไม่ผิดคำพูดเด็ดขาด
“อาเยว่” ฉินเหยากำชับอินเยว่ “เจ้าพาพวกเด็กๆ กลับเข้าห้องไปก่อน อีกเดี๋ยวไม่ว่าจะได้ยินความเคลื่อนไหวอันใด หากข้าไม่ออกปากก็ห้ามออกมาเด็ดขาด”
ต้าหลางรีบกล่าวว่า “ท่านแม่ ให้ข้าอยู่ด้วยเถิด”
แม้จะไม่รู้ว่าเว่ยหลินผู้นั้นเป็นใคร แต่เด็กหนุ่มสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าท่านอาอาวั่งและท่านแม่ทั้งสองคนมีท่าทีราวกับกำลังเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ
ฉินเหยาส่ายหน้า “ต้าหลาง เจ้าดูแลน้องชายและน้องสาวให้ดี”
จากนั้นจึงโบกมือเป็นสัญญาณให้อินเยว่และคนอื่นๆ รีบถอยออกไป
ต้าหลางมองไปทางประตูใหญ่อย่างไม่วางใจแวบหนึ่ง เขาไม่รู้สึกถึงอันตรายเลยแม้แต่น้อย ทว่าเพราะเป็นเช่นนี้กลับยิ่งทำให้รู้สึกใจไม่สงบ
“ท่านแม่ เช่นนั้นพวกท่านระวังตัวด้วย” ต้าหลางมองท่านแม่และท่านอาอาวั่งอีกครั้ง จากนั้นจึงรีบต้อนซานหลางที่รู้สึกตัวช้าและรั้งอยู่ท้ายสุดให้ถอยกลับไปที่สวนหลังบ้านพร้อมกับอินเยว่และคนอื่นๆ
เมื่อเห็นเด็กๆ ถอยไปหมดแล้ว ฉินเหยาก็ตะโกนกำชับไปทางห้องหนังสือของหลิวจี้อีกครั้งว่าห้ามออกจากห้อง เมื่อได้รับเสียงขานรับแล้ว ถึงได้ส่งสัญญาณให้อาวั่งไปเปิดประตู
ส่วนตัวนาง ได้หยิบกล่องที่วางอยู่บนคานของห้องโถงหลักลงมา เปิดออกและประกอบดาบจันทร์เสี้ยวพลางเดินตามหลังอาวั่งไป
ประตูใหญ่ค่อยๆ เปิดออกส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
ไม่มีอาวุธลับใดๆ บินเข้ามา คนที่อยู่หน้าประตูก็ยืนนิ่งไม่ไหวติง
เมื่อประตูเปิดออกจนสุด คนที่อยู่นอกประตูไม่ได้มองอาวั่งที่นางระบุชื่อว่าต้องการพบเป็นคนแรก
แต่กลับมองฉินเหยาที่ถือดาบจันทร์เสี้ยวยืนอยู่ด้านหลังอาวั่ง
ยิ่งเป็นยอดฝีมือ การรับรู้ถึงอันตรายก็ยิ่งชัดเจน
แวบแรกที่เห็นดาบใหญ่เล่มนั้นที่ดูหนักกว่าตัวคน หลินเว่ยก็ล้มเลิกความคิดที่จะหยั่งเชิง
นางกลัวว่าหากลองดีคงได้ไปสู่ปรโลกเป็นแน่
ดังนั้นจึงหยิบห่อผ้าสีชมพูอ่อนออกมาจากกระเป๋าสะพายที่เอวแล้วยื่นส่งให้อย่างนอบน้อม
“นี่เป็นของขวัญพบหน้าเจ้านายข้าฝากมาให้ฮูหยิน อยากจะขอยืมคนจากฮูหยินสักคนหนึ่ง ก่อนฟ้ามืดจะนำมาคืนท่านอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน”
ฉินเหยายังไม่ได้ตอบรับในทันที แต่พิจารณานางเงียบๆ
อีกฝ่ายตัวสูงมากราวๆ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร
รูปร่างจัดว่าดูผอมบาง แต่ความจริงแล้วทั่วทั้งร่างล้วนอบอวลไปด้วยคลื่นพลังอันเปี่ยมล้น
ก่อนหน้านี้ฉินเหยายังไม่เข้าใจว่าคลื่นพลังที่เกือบจะมองไม่เห็นนี้คืออะไร
ภายหลังได้สัมผัสกับไป๋เฮ่ออยู่หลายครั้ง นางถึงได้รู้ว่า นี่น่าจะเป็น ‘ปราณ’ ที่มีเฉพาะในผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงของโลกใบนี้
พลังปราณแบบนี้ นอกจากตัวนางเองแล้ว ตั้งแต่ข้ามภพมาเพิ่งจะเคยเห็นในตัวคนอื่นเป็นครั้งแรก
มิน่าเล่าอาวั่งถึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
แม้เขาจะเป็นยอดฝีมือระดับหัวกะทิเช่นกัน แต่คนตรงหน้าที่ชื่อหลินเว่ยผู้นี้กับเขานั้นมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
นักฆ่าพลีชีพใช้การฝึกฝนแบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายล่วงหน้า ไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา
ดังนั้นในช่วงแรกจึงเลื่อนขั้นได้เร็ว แต่หลังจากผ่านจุดสูงสุดไปแล้วร่างกายจะถูกแว้งกัดกลับอย่างไม่สิ้นสุดทำให้อายุสั้น
ผู้ฝึกยุทธ์อย่างหลินเว่ยเห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาทางเดียวกับนักฆ่าพลีชีพ
เบื้องหลังของนางย่อมต้องมียอดฝีมือที่เชี่ยวชาญอย่างยิ่งคอยสั่งสอน พรสวรรค์ก็เป็นระดับสูงในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน
ดังนั้นแม้อายุยังน้อยจึงมีฝีมือที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
หากไม่มีผู้มีพลังพิเศษอย่างฉินเหยา สวีเหวินชิงที่มีไพ่ตายอย่างหลินเว่ยอยู่ในมือ ย่อมสามารถกวาดล้างไปทั่วหล้าได้อย่างแน่นอน
น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ
ฉินเหยาผงกศีรษะให้อาวั่งเบาๆ
อาวั่งจึงได้ก้าวไปข้างหน้า รับของขวัญพบหน้าฮูหยินที่หลินเว่ยยื่นส่งมาแล้วส่งต่อให้ฉินเหยา
ห่อผ้าสีชมพูอ่อนนั้นนุ่มนิ่มมาก ฉินเหยาลองบีบดู เป็นผ้าไหมเนื้อหนาชั้นดี สัมผัสดีพิลึก
นางเปิดห่อผ้านี้ออกด้วยความอยากรู้อยู่หลายส่วน…เดี๋ยวก่อนนะ นี่มันชุดชั้นในงั้นหรือ
โหมดอ่านต่อเนื่อง
เมื่อเข้าสู่หน้านิยายที่ถูกล็อกด้วยเหรียญระบบจะใช้เหรียญปลดล็อกตอนต่อไปโดยอัตโนมัติ