ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 759 อ๋องเฟิงเสียชีวิต
ตอนที่ 759 อ๋องเฟิงเสียชีวิต
อาวั่ง “ฮูหยิน นี่คือสิ่งใดหรือ”
“ชุดชั้นในกระมัง” ฉินเหยาตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
ท่ามกลางสีหน้ามึนงงของอาวั่ง นางเปิดห่อผ้าสีชมพูกลีบบัวออกแล้วใช้มือข้างหนึ่งคีบชุดชั้นในสีฟ้าครามที่อยู่ด้านในขึ้นมา เป็นชั้นในแบบไร้ฟองน้ำ ไร้โครงเหล็ก ตัดเย็บเป็นทรงถ้วยบางๆ และสายที่สามารถปรับระดับได้
ไม่ใช่กระมังพี่สาว!
แถวบ้านเจ้านิยมมอบชุดชั้นในให้เป็นขวัญพบหน้างั้นรึ
ฉินเหยารู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
แต่ก็ยังตรวจดูรายละเอียดของชุดชั้นในตัวนี้อย่างกระตือรือร้น
ไม่มีฟองน้ำ ไม่มีโครงเหล็ก เรื่องนี้ถือว่าปกติมาก
เพราะอย่างไรเสียวิทยาการของแคว้นเซิ่งก็ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น
แต่สายที่ปรับระดับได้นี้ไม่ธรรมดาเลยล้วนทำจากทองเหลืองสั่งทำทั้งหมด
ยังมีตะขอเกี่ยวที่ด้านหลัง ทำเป็นสามแถวอย่างประณีตบรรจงโดยใช้ทองเหลืองทั้งหมดเช่นกัน
พูดตามตรง ตอนที่ฉินเหยารู้สึกว่าหน้าอกกระเพื่อมไหวก็เคยเกิดความคิดวูบหนึ่งว่าอยากจะทำชุดชั้นในแบบยุคปัจจุบันขึ้นมาเหมือนกัน
แต่พอมาคิดดูอีกที ความรู้สึกเป็นอิสระก็ไม่เลวจึงล้มเลิกไป
ตอนนี้พอเห็นชุดชั้นในที่ไม่มีอะไรต่างจากชุดชั้นในสมัยใหม่มาปรากฏอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกนี้จะให้พูดอย่างไรดีหนอ…
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าวันข้างหน้ามีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
“ขอบใจนะ”
ฉินเหยาห่อชุดชั้นในกลับคืนดังเดิม ชูห่อผ้าใบเล็กที่สัมผัสดีเยี่ยมห่อนั้นขึ้นมาแล้วแกว่งไปมาพร้อมยิ้มให้หลินเว่ย
“ก่อนฟ้ามืดจะส่งคนกลับมาให้ข้าครบสามสิบสองใช่ไหม” ฉินเหยายืนยันอีกครั้ง
หลินเว่ยผงกศีรษะพลางคิดด้วยความเลื่อมใสในใจ เหนียงเหนียงเก่งกาจจริงๆ ห่อผ้าใบเล็กใบเดียวก็จัดการสตรีที่มีระดับความอันตรายเกินพิกัดตรงหน้านี้ได้แล้ว
ฉินเหยาพาดดาบไว้บนบ่า โบกมือ “งั้นเจ้าก็พาไปเถอะ”
อาวั่งที่เพิ่งจะได้สติเบิกตากว้าง มองฉินเหยาที่อนุญาตให้คนอื่นพาตัวเขาไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“วางใจเถอะ ไม่เป็นไรหรอก ให้ความร่วมมือดีๆ แป๊บเดียวก็ผ่านไปแล้ว” ฉินเหยาปลอบโยน
อาวั่ง “???”
แต่การขัดขืนนั้นไร้ผล กรรมที่เคยก่อไว้ในอดีตก็ถึงเวลาที่ต้องชดใช้แล้ว
อาวั่งยังคงติดตามหลินเว่ยจากไป
ทั้งสองคนมาถึงบนกำแพงประตูเป่ยติ้ง ไป๋เฮ่อและซือคงเจี้ยนต่างก็อยู่ที่นั่นแต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของฮองเฮา
หลินเว่ยพยักหน้าให้ทั้งสองคนอย่างเรียบเฉย ทิ้งอาวั่งไว้แล้วถอยไปอยู่ในมุมมืด
เบื้องล่างกำแพงเมืองคืออ๋องเฟิงที่นำกองกำลังส่วนตัวที่เป็นนักฆ่าพลีชีพสองร้อยนายเดินทางมา
คนถูกขังไว้นอกเมือง เข้ามาไม่ได้
ซือคงเจี้ยนที่อยู่บนกำแพงเมืองหยิบราชโองการชำระความผิดขึ้นมา ประกาศหลักฐานความผิดของอ๋องเฟิงทีละข้อๆ
อู่เซิงและเหล่าขุนนางที่เป็นไส้ศึกในเมืองหลวงล้วนถูกนำตัวมาเป็นพยานทั้งหมด
อาวั่งก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
สิ่งที่เขาต้องเป็นพยานคือโทษตายที่อ๋องเฟิงส่งนักฆ่าพลีชีพไปลอบสังหารฮองเฮาของรัชกาลปัจจุบัน
พยานบุคคลพยานวัตถุครบถ้วน ไม่เปิดโอกาสให้อ๋องเฟิงได้แก้ตัวแม้แต่น้อย สิ้นเสียงคำสั่งของซือคงเจี้ยน พลธนูบนหอคอยที่ง้างสายธนูรอไว้นานแล้วก็ยิงลูกศรออกไปพร้อมกัน สังหารลูกน้องของอ๋องเฟิงทั้งหมดตายคาที่!
เมื่อเห็นว่าอ๋องเฟิงถูกธนูยิงแต่ยังขี่ม้าหนีออกไปได้ ไป๋เฮ่อก็สั่งให้คนเปิดประตูเมืองทันที นำทหารม้าเกราะดำไล่ล่าสังหารออกไป
อ๋องเฟิงไม่อยากจะเชื่อว่าพันธมิตรในอดีตจะทำกับตนเช่นนี้
ไป๋เฮ่อก็ไม่ได้อยากทำ แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือก
องค์รัชทายาทเพิ่งจะทำให้ฝ่าบาทโกรธจนประชวรจำเป็นต้องอาศัยโอกาสนี้จัดการอ๋องเฟิงให้สิ้นซากเพื่อสร้างผลงานลบล้างความผิด
อ๋องเฟิงดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น ชี้หน้าด่าไปทางทิศตะวันออกว่า “ไป๋หลี่ชาง! ไป๋หลี่ชิ่งหยาง! ข้าทุ่มเทเพื่อแผ่นดินตระกูลไป๋หลี่ แต่พวกเจ้าสองพ่อลูกกลับถูกสตรีใจร้ายอย่างสวีเหวินชิงปิดตา เข่นฆ่าพี่น้องในไส้!”
“….ข้าตายไปจะเป็นผีอาฆาต ทรมานพวกเจ้าสองคนทุกค่ำคืน ให้พวกเจ้าสองพ่อลูกตายทั้งเป็น!”
“ข้าขอสาปแช่งให้เจ้าพ่อลูกชาติหน้าต้องได้รับความอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุด ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดตลอดไปชั่วกัลปาวสาน!”
สิ้นเสียงพูด ไป๋เฮ่อก็ยิงธนูเข้าแสกหน้าอ๋องเฟิง
ผู้ที่สาปแช่งด้วยความเคียดแค้นเทียมฟ้านั้นก็ร่วงตกลงมาจากหลังม้าด้วยร่างแข็งทื่อ
อ๋องเฟิงดวงตาเบิกโพลง สิ้นลมหายใจ แต่ในแววตายังคงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
ไป๋เฮ่อปลดผ้าคลุมไหล่บนตัวลงมาคลุมร่างเขาไว้ ห่อศพอย่างลวกๆ แล้วกลับเข้าเมืองไปรายงานภารกิจ
ในเที่ยงวันของเดือนสิบนี้ ชินอ๋องผู้กุมอำนาจแท้จริงคนสุดท้ายของตระกูลไป๋หลี่ได้สิ้นลงแล้ว
อาวั่งมองดูศพที่ถูกห่อด้วยผ้าคลุมไหล่อย่างลวกๆ นั้นอย่างเหม่อลอย ลมหนาวพัดวูบมา พัดเปิดมุมผ้าที่ปิดหน้าเขาออก
ใบหน้านั้นเคยเป็นเจ้านายที่เขาคิดอยากจะถวายชีวิตให้
แต่พอนึกย้อนกลับไปในตอนนี้ ความทุกข์ที่เขาได้รับในช่วงยี่สิบปีแรกล้วนเป็นเพราะเขา
เจ้านายบ้าบออะไรกัน ตอนนี้พอนึกถึงกลับรู้สึกแค่ว่าน่าขัน
แต่เมื่อมองดูศพของคนผู้นั้น ในใจเขากลับไม่มีความสุขสมใจที่ได้ชำระหนี้แค้นเลยสักนิดหลงเหลือเพียงความโศกสลดเต็มอกราวกับว่าตัวเขาเองก็จะต้องเป็นเหมือนอีกฝ่ายในเร็ววัน กลายเป็นศพเย็นชืดศพหนึ่ง ถูกคนห่ออย่างลวกๆ แล้วเอาไปทิ้ง
จากนี้ไปบนโลกนี้ก็จะไม่มีใครจำได้ว่าเคยมีนักฆ่าพลีชีพคนหนึ่ง
อาวั่งเอียงคอเล็กน้อย หรือนี่ก็คือกระต่ายตายสุนัขจิ้งจอกเศร้า?
“ไปกันเถอะ”
หลินเว่ยไม่รู้โผล่มาจากไหน ทำเอาอาวั่งที่กำลังใช้ความคิดสะดุ้งโหยง
หลินเว่ยพูดอย่างไม่ค่อยมีความอดทนนัก “ข้าจะไปส่งเจ้ากลับ ลูกน้องของผู้แพ้”
อาวั่ง แม่งเอ๊ย!
อยากพูดคำหยาบเหมือนนายท่านใหญ่จริงๆ
น่าเสียดาย เขายังคงพูดไม่ออกเพราะไม่ตรงกับบุคลิก
เห็นทั้งสองคนกำลังจะจากไป ซือคงเจี้ยนก็เดินเข้ามา
เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา ยื่นให้อาวั่ง
“องค์หญิงแห่งเป่ยหมานฝากข้ามามอบให้ฮูหยินบ้านเจ้าตอนออกจากเมืองหลวง” ซือคงเจี้ยนอธิบาย
อาวั่งมองเขาอย่างระแวงแวบหนึ่ง รับจดหมายมา ตรวจสอบอย่างละเอียดรอบหนึ่งว่ามีคนแอบเปิดอ่านหรือไม่ เมื่อยืนยันว่าไม่มีผิดพลาดจึงเก็บเข้าอกเสื้อแล้วเดินตามหลินเว่ยไป
ซือคงเจี้ยนแค่นหัวเราะอย่างพูดไม่ออก คนอะไรกัน ขอบคุณสักคำก็ไม่มี
แต่มองดูแผ่นหลังของหลินเว่ยและอีกคนที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ สีหน้าของเขาก็ค่อยๆ จางลง
อาจารย์เขา…น่าจะยังสบายดีอยู่กระมัง?
……
ประตูใหญ่ที่บ้านถูกเคาะ
แต่ยังไม่ทันรอให้ฉินเหยาไปเปิดประตู คนก็กระโดดข้ามกำแพงเข้ามาแล้ว
ฉินเหยาเลิกคิ้ว “ทำไมไม่เข้าทางประตูใหญ่”
อาวั่ง “ยุ่งยาก”
ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ แล้วถามไถ่อย่างห่วงใยว่าวันนี้เขาให้ความร่วมมือเป็นอย่างไรบ้าง
อาวั่งชำเลืองมองนางแวบหนึ่งแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ราชครู
เขาค่อยๆ เล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นใต้กำแพงเมืองออกมาด้วยสีหน้าหดหู่
อ๋องเฟิงตายแล้ว ฮ่องเต้ก็ประชวรหนัก
ตอนนี้ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดก็เหลือเพียงฮองเฮาคนเดียว
เวลานี้ ขุนนางทั้งหลายในเมืองหลวงเพิ่งจะผ่านการกวาดล้างครั้งใหญ่มาหมาดๆ คิดว่าน่าจะมีคนมองเห็นความทะเยอทะยานของฮองเฮาบ้างแล้ว
จากนี้ไปเมืองหลวงซึ่งเป็นน้ำขุ่นสระนี้จะถูกกวนอย่างไรล้วนขึ้นอยู่กับฮองเฮาเพียงผู้เดียว
ฉินเหยาถอนหายใจด้วยความปลงตกครู่หนึ่ง นึกถึงชุดชั้นในที่ตนได้รับวันนี้ก็เข้าใจท่าทีของสวีเหวินชิงได้อย่างแจ่มแจ้ง
ในเมื่อนางไม่มาหาเรื่องตน ตนก็จะรักษาระยะห่างนี้ไว้ ต่างคนต่างอยู่ไม่ล่วงเกินกัน
พูดตามตรง สวีเหวินชิงมาแสดงไมตรีจิต ฉินเหยาก็แอบดีใจเล็กๆ อยู่ในใจ
แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าสวีเหวินชิงข้ามภพมาจากโลกไหน เป็นการข้ามมาตั้งแต่เกิด หรือข้ามมากลางคันเหมือนกับนาง หรือว่าข้ามมาทั้งตัว
แต่ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกันและยังมีประสบการณ์พิสดารเหมือนกัน บางทีรอให้น้ำที่เชี่ยวกรากในเมืองหลวงนี้สงบลง นางอาจจะมีใครสักคนที่คอยระบายอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อหน้าผู้อื่นได้บ้าง
อาวั่งยื่นจดหมายของหูเหอถีเซียงให้ฉินเหยา “ราชครูฝากมาให้”
ฉินเหยาแปลกใจมาก
หูเหอถีเซียงที่เคยพบหน้ากันเพียงครั้งเดียว ถึงกับทิ้งจดหมายไว้ให้ตน
นางข่มความอยากรู้อยากเห็น เก็บจดหมายไว้ก่อนแล้วลุกขึ้นเดินไปที่ห้องหนังสือ