ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 760 จัดงานศพเป็นหรือไม่
ตอนที่ 760 จัดงานศพเป็นหรือไม่
กงเหลียงเหลียวที่เมื่อช่วงสายดูเหมือนลมหายใจเข้าจะน้อยกว่าลมหายใจออก แต่ตอนนี้กลับดีขึ้นมาแล้ว สองศิษย์อาจารย์นอนขดตัวอยู่บนเตียงด้วยกัน ปรึกษาหารือเรื่องสถานการณ์ในเมืองหลวง
ฉินเหยาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นนอกเมืองในวันนี้ให้ทั้งสองฟัง
กงเหลียงเหลียวสีหน้าเรียบเฉย ดูเหมือนจะคาดเดาได้ก่อนแล้ว
หลิวจี้ตบต้นขาถอนหายใจว่าน่าเสียดาย เสียดายที่ไม่ได้เสพข่าววงในสดใหม่เป็นคนแรก
พอถูกฉินเหยาถลึงตาใส่ ถึงได้เกาหัวหัวเราะแหะๆ แล้วสำรวมท่าที
หลังกำชับหลิวจี้ให้ดูแลผู้เฒ่าให้ดี ฉินเหยาก็หมุนตัวกลับห้องของตนเอง
ช่วงต้นฤดูหนาวของเมืองหลวงนั้น หนาวชื้นเข้ากระดูก ให้ความรู้สึกต่างกันกับที่หมู่บ้านอย่างสิ้นเชิง
นี่เพิ่งจะเริ่มต้นฤดู ที่บ้านก็จุดกระถางไฟจนลุกโชนแล้ว
ถ่านไฟที่อบอุ่น ขับไล่ความหนาวเย็นชื้นแฉะภายในห้องออกไป ความอบอุ่นกระจายไปทั่ว
แสงสว่างในห้องสลัวราง ฉินเหยาจุดเทียนให้สว่างแล้วนั่งลงหน้าโต๊ะ
ข้างเท้าคือกระถางไฟที่แสนอบอุ่น รูปร่างคล้ายอ่างมีฝาปิด
ถ่านไฟลุกไหม้อยู่ด้านใน พอกลบด้วยขี้เถ้าตื้นๆ ดับเปลวไฟแล้วปิดฝา สองเท้าก็สามารถเหยียบลงบนฝาที่มีรูระบายเพื่อรับความอบอุ่นได้
บนตักยังคลุมด้วยผ้านวมผืนบาง ไม่นานทั้งร่างกายก็อบอุ่นขึ้นมา
ฉินเหยาหยิบจดหมายของหูเหอถีเซียงออกมาเปิดอ่าน
กระดาษห้าแผ่น บนนั้นเขียนด้วยอักษรแคว้นเซิ่งอย่างบรรจงกว่าสองพันตัวอักษร
หูเหอถีเซียงบอกในจดหมายว่า ฉินเหยาเป็นพี่สาวคนแรกที่นางอยากจะรู้จักจริงๆ หลังจากมาถึงเมืองหลวงแคว้นเซิ่ง แต่เพราะตอนที่ได้เจอกันก็สายมากแล้ว ใกล้ถึงเวลาที่นางต้องกลับทุ่งหญ้า ดังนั้นจึงรู้สึกเสียดายมาก
ช่วงที่อยู่เมืองหลวง นางอยากจะมาหาฉินเหยาเพื่ออธิบายเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลิวจี้หลายครั้ง แต่เพราะภารกิจเจริญสัมพันธไมตรียุ่งเหยิงจึงไม่สามารถทำตามความคิดนี้ได้จึงแสดงความเสียดายอีกครั้ง
เรื่องราวของคณะทูตทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับนางควบคุมเพียงคนเดียว เสียดายที่ตนเองไม่อาจทำความรู้จักกับฉินเหยาให้มากกว่านี้ก็ต้องจากไปแล้ว
ดังนั้นจึงทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้ให้ราชครูส่งต่อ หวังว่าจะช่วยคลี่คลายความเข้าใจผิด
สุดท้ายเชิญชวนฉินเหยาไปยังทุ่งหญ้าแคว้นม่อเป่ยด้วยความจริงใจ
ถึงเวลานั้นนางจะพาฉินเหยาไปตามหาม้าที่พยศที่สุด ฝึกอินทรีที่ดุร้ายที่สุดสักตัว
หูเหอถีเซียงยังบอกอีกว่า นางมีอินทรีเป็นของตัวเอง ถึงตอนนั้นจะพาฉินเหยาไปดู
นางรู้สึกว่า ต่อให้วัฒนธรรมต่างกัน ภาษาต่างกัน แต่พวกนางจะต้องกลายเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดได้อย่างแน่นอน
[ถีเซียงมั่นใจ ท่านพี่จะต้องมายังทุ่งหญ้าแคว้นม่อเป่ยแน่ โลกใบเล็กๆ ในเมืองหลวงแห่งนั้น ย่อมไม่อาจเติมเต็มท่านได้ ถีเซียงอยู่แค่สองเดือนครึ่งก็รู้สึกอึดอัดไม่เป็นอิสระ เฝ้ารอที่จะได้กลับไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่ของทุ่งหญ้าทุกเมื่อเชื่อวัน]
สุดท้ายลงชื่อผู้เขียน ฮูเหยียนหูเหอถีเซียง
พออ่านจดหมายจบ ฉินเหยาก็เหม่อลอยไปครู่ใหญ่
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคืออาชาสวรรค์และรถม้าบุปผายามคณะทูตเป่ยหมานเข้าเมืองหลวงเมื่อปลายเดือนเจ็ดรวมถึงหน้าประตูบ้านหลังผ่านพ้นฤดูใบไม้ร่วง หญิงสาวแสนสวยที่สวมชุดประจำเผ่าสีสันสดใสซึ่งได้พบหน้ากันเพียงชั่วครู่
พูดตามตรง ฉินเหยาไม่ได้มีความประทับใจต่อหูเหอถีเซียงลึกซึ้งนัก
ถึงขั้นมีภาพจำฝังใจอยู่บ้าง…ทั้งหมดต้องโทษข่าวซุบซิบของเพื่อนบ้านที่ทำให้ปักใจเชื่อไปก่อนแล้ว
นางนึกว่าองค์หญิงก็คือสาวงามที่หยิ่งทะนง
แต่นึกไม่ถึงว่า จากจดหมายฉบับนี้จึงได้เห็นเสี้ยวหนึ่งของหูเหอถีเซียง
นางพูดภาษาแคว้นเซิ่งได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ลายมือกลับงดงาม เห็นได้ว่าปกติขยันหมั่นเพียรศึกษาเพียงใด
กระทั่งนางยังรู้ภาษาและตัวอักษรของแคว้นเพื่อนบ้านโดยรอบอีกหลายแห่ง ไม่ได้เป็นเพียงสาวน้อยไร้เดียงสาบนทุ่งหญ้า
นางก็รักสวยรักงาม หวังให้ตนเองงดงามและชอบผู้คนกับสิ่งของที่งดงามทั้งหมด
เรื่องของหลิวจี้นั้น เดิมทีก็เป็นการจัดการด้วยเจตนาร้ายของซือคงเจี้ยน ฉินเหยาไม่เคยรู้สึกว่าหูเหอถีเซียงจำเป็นต้องมาอธิบายให้นางฟัง
แต่องค์หญิงผู้นี้กลับเขียนในจดหมายว่า สามีสหายไม่อาจหมายปองเพราะผิดคุณธรรม
นางยอมรับอย่างเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ตนเองมีใจปฏิพัทธ์จริงๆ และภายหลังก็กล่าวขออภัยต่อความคิดอันไม่ชอบธรรมของตนในครานั้น
คนอื่นล้วนมีเหตุจึงมีผล หูเหอถีเซียงกลับตรงกันข้าม ระหว่างบรรทัดล้วนเผยให้เห็นว่า เพราะมีฉินเหยาที่เป็นผลลัพธ์นี้จึงมีเหตุในตอนเริ่มต้น นางรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ฉินเหยาส่ายหน้า นึกอยากจะหัวเราะอยู่บ้าง
นี่น่าจะเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมกระมัง ถึงได้ตีความเหตุและผลได้แปลกใหม่เช่นนี้
ฉินเหยาจินตนาการดู อินทรีของหูเหอถีเซียงจะเปล่งประกายเจิดจรัสเหมือนกับเจ้าของของมันหรือไม่
ฝึกอินทรีหรือ นางเริ่มจะคาดหวังนิดๆ แล้วสิ
……
ค่ำคืนในฤดูหนาวอันยาวนาน
หลังหลับยาวรวดเดียวจากฟ้ามืดยันฟ้ามืดอีกวัน
เมื่อลืมตาตื่น หลิวจี้ยังรู้สึกงุนงงทว่ามองไปทางบานหน้าต่าง นอกเรือนเผยแสงสลัวยามเช้าตรู่ออกมาเล็กน้อยแล้ว
เวลานี้ย่อมเป็นยามเช้าอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาขยี้ตา ลุกขึ้นนั่งจากตั่งนุ่มเพื่อบิดขี้เกียจ สูดอากาศเย็นสดชื่นเข้าลึกๆ รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันตา
อ่างไฟในห้องดับไปแล้ว แต่ภายในห้องยังรักษาความร้อนได้พอใช้จึงไม่รู้สึกหนาว
หลิวจี้รีบสวมเสื้อผ้าลงจากตั่งพลางหยิบคีมเหล็กข้างโต๊ะขึ้นมาเตรียมตรวจสอบดูว่าในอ่างไฟยังพอมีไฟเหลือหรือไม่แล้วเอ่ยถามไปทางเตียงนอนด้านในเหมือนเช่นปกติ
“ท่านอาจารย์ เช้านี้อยากกินอะไรขอรับ”
สองศิษย์อาจารย์พักอยู่ห้องเดียวกัน เตียงนอนกว้างใหญ่นุ่มสบายถูกผู้เฒ่ายึดครอง หลิวจี้จึงทำได้เพียงขดตัวนอนบนตั่งตัวเล็กสำหรับนอนกลางวันริมหน้าต่าง
ที่ทางคับแคบ ตัวเขาหรือก็ใหญ่โต ทุกครั้งที่ตื่นมาจะต้องปีนขึ้นไปบนเตียงใหญ่เพื่อแสดงความอาลัยอาวรณ์ต่อเตียงใหญ่ของเขาเสียหน่อย
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากบนเตียง หลิวจี้ก็ยักไหล่ คิดเพียงว่าผู้เฒ่าคงคร้านจะสนใจตนเอง
ในกระถางไฟยังมีก้อนถ่านเล็กๆ อีกสองก้อน หลิวจี้รีบเติมถ่านไม้เข้าไป เป่าลมอีกหน่อย พอเห็นไฟเริ่มลุกโชนก็โยนเหล็กเขี่ยไฟทิ้ง ยิ้มร่ากระโจนเข้าหาเตียงใหญ่
ทว่า เมื่อมาถึงข้างเตียงกลับเห็นผู้เฒ่าที่ปกติจะตื่นแต่เช้าตรู่ ยามนี้กลับหลับตาแน่น นอนอยู่ใต้ผ้าห่ม สีหน้าดูซีดขาวอยู่บ้าง
ไอเย็นสายหนึ่งจู่โจมเข้าใส่หลิวจี้โดยไร้สาเหตุ ห้องที่จุดกระถางไฟขึ้นใหม่แล้วกลับหนาวเสียจนเขาตัวสั่นเทิ้ม
“ท่านอาจารย์?”
หลิวจี้ยื่นมือออกไปจิ้มๆ ไหล่ผู้เฒ่า แข็งโป๊ก
หลิวจี้ตกใจจนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ รีบชักมือกลับ
ชะงักไปครู่หนึ่ง ก้มตัวลงตะโกนข้างหูผู้เฒ่าเสียงดังอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ตื่นได้แล้ว!” ทว่า ผู้เฒ่าไม่มีทางกระโดดขึ้นมาเขกหัวเขาอย่างกะทันหันอีกแล้ว
หลิวจี้เหม่อลอยไปชั่วขณะ
มองชายชราที่ใบหน้ายามหลับใหลดูสงบนิ่งบนเตียงแล้วมองกาเหล้าใบเล็กบนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงที่ดูเหมือนยังมีความอุ่นหลงเหลืออยู่แล้วพึมพำอย่างตื่นตะลึง “ตายแล้ว?”
นั่นก็นับว่าจากไปโดยไร้ความเจ็บปวดใดๆ
นอกห้องมีเสียงเคาะประตูแว่วมา
ฉินเหยาที่ถูกเสียงตะโกนของหลิวจี้ปลุกจนตื่นคลุมเสื้อนวมมายืนหน้าประตูแล้วเอ่ยถามหลิวจี้ว่าเป็นบ้าอะไร
ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว หลิวจี้ยื่นมือออกไปดึงนางเข้ามาแล้วพาไปที่ข้างเตียง
เขาชี้ไปยังชายชราบนเตียงแล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ตายแล้ว”
น้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าเป็นปกติราวกับกำลังบอกนางว่าคนอื่นตายไปกระนั้น
ฉินเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้สติว่าหลิวจี้พูดเรื่องอะไร รีบเข้าไปตรวจลมหายใจและชีพจรของคนบนเตียง
ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ
“เขาไปแล้ว”
ฉินเหยาขมวดคิ้ว ไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง
ทางฝั่งสองสามีภรรยาเงียบเชียบเกินไป ทุกคนในบ้านคล้ายจะมีลางสังหรณ์จึงรีบรุดมากันหมด
ครอบครัวทั้งแปดชีวิตยืนเรียงรายอยู่หน้าเตียงจ้องมองชายชราที่สีหน้าสงบนิ่งบนเตียงพลางมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ไม่มีใครร้องไห้ฟูมฟาย
เพียงแต่ความโศกเศร้าจางๆ กลับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เกาะกุมจิตใจอย่างแน่นหนาทำให้คนรู้สึกอึดอัดในอก
สุดท้ายเป็นอินเยว่ที่ได้สติก่อนใครเพื่อน เอ่ยว่า “ข้าจะไปบอกหลิวเฝย หลายวันนี้ไม่เปิดร้านแล้ว”
อาวั่งรีบถามต่อทันที “ต้องซื้อโลงศพกับชุดไว้ทุกข์ใช่ไหมขอรับ ข้าเห็นคนเขาทำกันแบบนี้”
ฉินเหยากับหลิวจี้สบตากันเอ่ยขึ้นพร้อมเพรียง “เจ้าจัดงานศพเป็นหรือไม่”
จากนั้นสองสามีภรรยาก็ส่ายหน้าพร้อมกัน
ไม่มีประสบการณ์เลย!