ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 761 พี่ใหญ่ น้องเล็กมาช้าไปแล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 761 พี่ใหญ่ น้องเล็กมาช้าไปแล้ว
ตอนที่ 761 พี่ใหญ่ น้องเล็กมาช้าไปแล้ว
กงเหลียงเหลียว มหาบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคถึงแก่กรรมในยามหลับใหล
สิริอายุหกสิบหกปี
ทว่ากระทั่งเริ่มจัดงานศพของชายชราแล้ว ฉินเหยาและครอบครัวทั้งแปดชีวิตยังคงตกอยู่ในภาพลวงตาชนิดหนึ่งที่ว่าคนยังคงมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ร่างกายเข้าไปอยู่ในโลงศพแล้วเท่านั้น
โศกเศร้าหรือกลับโศกเศร้าไม่ออกเลยสักนิดแต่กลับยุ่งเสียจนหัวหมุน
อาวั่งรีบนำเงินไปหานายหน้า ซื้อโลงศพสำเร็จรูปที่ดีที่สุดแล้วมุ่งหน้าไปยังชานเมืองเพื่อเสาะหาทำเลฝังศพ
หลิวจี้ยุ่งอยู่กับการเปลี่ยนชุดอายุยืนให้ท่านอาจารย์ เขียนคำไว้อาลัย แกะสลักถ้อยคำบนป้ายหินและบันทึกชีวประวัติของเขา
ฉินเหยาไปที่บ้านของหวังจิ่น สอบถามเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพิธีศพจากฮูหยินผู้เฒ่า จดบันทึกไว้อย่างละเอียดเพื่อใช้สำหรับอ้างอิง
อินเยว่และหลิวเฝยกว้านซื้อผ้าดิบในร้านผ้าจนเกลี้ยง นำเด็กๆ ทั้งสี่คนในบ้านเร่งตัดเย็บชุดไว้ทุกข์อย่างเร่งด่วน
เพราะคนทั้งครอบครัวต่างรู้สึกว่า กงเหลียงเหลียวมีลูกศิษย์มากมายชั่วชีวิต มีผู้เลื่อมใสศรัทธามากเพียงนั้น หลังจากจัดงานศพแล้วจะต้องมีผู้คนมากมายมาแสดงความเสียใจเป็นแน่
ดังนั้นพิธีศพนี้จะต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ
อาหารการกินสำหรับงานเลี้ยง ชุดไว้ทุกข์ ธูปเทียนกระดาษเงินกระดาษทองล้วนต้องเตรียมการให้พร้อมสรรพ
ทว่า หลังจากตั้งห้องโถงเซ่นไหว้เรียบร้อยแล้ว กลับไม่เห็นศิษย์แม้แต่คนเดียวมาเยือนถึงประตูกลับเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียง แม้จะเพิ่งตกตะลึงเมื่อได้รับรู้ว่า หลิวจี้ที่แท้เป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว แต่พวกเขาก็ยังกระตือรือร้นเข้ามาช่วยเหลือ
พวกเขารู้เพียงว่าครอบครัวนี้กำลังจัดงานศพส่งท่านอาจารย์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยความกตัญญู หาได้สนใจการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในราชสำนักไม่
นายท่านติงพาคนทั้งครอบครัวมาแสดงความเสียใจ เมื่อเห็นหลิวจี้ที่สวมชุดกระสอบไว้ทุกข์ คุกเข่ากอดป้ายหินสลักอักษรอยู่หน้าป้ายวิญญาณก็ตบไหล่เขาอย่างเห็นอกเห็นใจ “หักห้ามใจด้วย”
การลอบสังหารในสนามแข่งขันบวกกับการตายของอ๋องเฟิงที่นอกเมือง เรื่องราวเหล่านี้ที่เกิดขึ้นทำให้ราษฎรในเมืองหลวงมองเจตนาของฮ่องเต้และฮองเฮาอย่างทะลุปรุโปร่งมานานแล้ว
ในเวลานี้ก็มีเพียงขุนนางขั้นแปดตัวเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญอันใดเช่นเขาเท่านั้น ถึงจะกล้าเสี่ยงอันตรายมาแสดงความเสียใจ
หลิวจี้จดจ่ออยู่กับการแกะสลักป้ายหินจึงเอ่ยโดยไม่เงยหน้าว่า “นายท่านติง ท่านไปกินเลี้ยงเถิด รสชาติดีทีเดียว ข้าจัดการทางนี้เสร็จแล้วจะตามไป”
นายท่านติง “…ได้”
“อ้อ จริงด้วย” จู่ๆ หลิวจี้ก็เงยหน้าขึ้นบอกเขา “กินเสร็จแล้วอย่าเพิ่งไปนะ ตอนกลางคืนยังมีคณะงิ้วมาร้องงิ้วด้วย”
นายท่านติงทำสีหน้าพิกล “ยังจ้างคณะงิ้วมาด้วยหรือ”
งานศพเขาจัดกันแบบนี้หรือ
เช่นนี้จะทำให้คนโศกเศร้าขึ้นมาได้อย่างไรกันเล่า!
หลังแบกความสงสัยไว้เต็มอก ครอบครัวนายท่านติงแขกผู้มาเยือนเพียงกลุ่มเดียวนอกเหนือจากเพื่อนบ้านก็ได้เริ่มต้นวันแห่งการกินดื่มเที่ยวเล่นในงานศพของกงเหลียงเหลียว
กลางดึก นักแสดงงิ้วร้องจนเหนื่อยแล้ว ลานเรือนที่อึกทึกครึกโครมถึงได้เงียบสงบลงเล็กน้อย
จู่ๆ ก็มีเสียงดั่งฟ้าผ่าฟาดเปรี้ยงลงมา หลูเสี่ยวเฟิ่งไม่รู้มุดมาจากที่ใดเข้ามาในห้องโถงเซ่นไหว้ ทิ้งตัวคุกเข่าลงบนเบาะรองนั่งข้างกายพี่ใหญ่ดังตุบ “พี่ใหญ่ น้องเล็กมาช้าไปแล้ว!”
หลิวจี้หันขวับกลับมาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “น้องเฟิ่ง เจ้ามาได้อย่างไร”
ไม่รอให้หลูเสี่ยวเฟิ่งตอบก็ยัดป้ายหินในมือใส่อ้อมอกเขา “เจ้าช่วยพี่ใหญ่กอดไว้สักครู่!”
สิ้นเสียง คนก็วิ่งแน่บไปยังห้องน้ำที่สวนหลังบ้านทันที
เขาแทบจะปวดฉี่ตายอยู่แล้ว!
หลูเสี่ยวเฟิ่งที่ยังถูกทิ้งไว้ในโถงได้แต่อ้าปากค้าง กะ…ก็ไม่ต้องไม่เกรงใจกันถึงขนาดนี้ก็ได้กระมัง
แขกเหรื่อแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว ตกลงกันว่าจะผลัดเวรกันเฝ้ายาม ดังนั้นทุกคนในบ้านจึงกลับห้องไปพักผ่อนกันหมด
ห้องโถงเซ่นไหว้แขวนธงขาวเต็มไปหมด โลงไม้จินซือหนานขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง ฝาโลงยังไม่ได้ปิด กงเหลียงเหลียวสวมชุดอายุยืนสีแดงเข้มกำลังนอนอย่างสงบอยู่ภายในนั้น
หลูเสี่ยวเฟิ่งเพียงเอนตัวเล็กน้อยก็สามารถมองเห็นชายเสื้อได้นิดหน่อย
เบื้องหน้าโลงศพรายล้อมด้วยดอกไม้กระดาษสีขาว ยังมีตุ๊กตากระดาษเด็กชายหญิงสวมชุดสีสันสดใสอีกหนึ่งคู่ ภูเขาทองภูเขาเงินอีกหลายกอง
ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ แสงสว่างรอบด้านที่สลัวราง สายลมหนาวที่พัดมาแผ่วเบาล้วนทำให้หลูเสี่ยวเฟิ่งตกใจจนเหงื่อกาฬไหลพราก
แต่ทว่าป้ายหินในอ้อมกอดกลับหนักอึ้งจนเขาลุกไม่ขึ้น จำต้องคุกเข่าอยู่หน้าห้องโถงเซ่นไหว้ อธิษฐานในใจเงียบๆ ท่านอาจารย์กงเหลียง ท่านกับข้าชั่วชีวิตไร้ความแค้นเคืองต่อกัน ท่านได้โปรดอย่ามาหาเรื่องข้าเลยนะขอรับ!
ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็ทาบทับลงมาจากเหนือศีรษะ
หลูเสี่ยวเฟิ่งเบิกตากว้าง ค่อยๆ หันหน้ากลับไปก็เห็นสตรีสวมชุดขาว ผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังกำลังโน้มตัวลงมาพิจารณาเขาด้วยความสงสัย
ดวงตาขาวดำตัดกันชัดเจนคู่นั้นยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ทำให้เขาตกใจจนกรีดร้องเสียงหลง
ฉินเหยา “…”
รอจนกระทั่งหนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้าหยุดกรีดร้อง ฉินเหยาก็กอดอกซักไซ้
“เจ้าเป็นใคร? เจ้าเข้ามาในบ้านข้าได้อย่างไร? แล้วหลิวจี้เล่า?”
หลูเสี่ยวเฟิ่งกะพริบตาปริบๆ พูดภาษาคนได้ด้วยแฮะ!
“พี่ใหญ่ของข้าไปเข้าห้องน้ำ ข้าเลยรับหน้าที่แทนชั่วคราว ข้าคือน้องเล็กของพี่ใหญ่ หลูเสี่ยวเฟิ่ง เดี๋ยวสิ หรือว่าท่านก็คือ…พี่สะใภ้ใหญ่?” ดวงตาของหลูเสี่ยวเฟิ่งเป็นประกายวูบเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
ฉินเหยามองดูคนหนุ่มที่แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความโง่เขลาอันแสนบริสุทธิ์ผู้นี้ก็จุ๊ปากพลางพยักหน้า “สมกับเป็นพี่น้องของหลิวจี้จริงๆ หลูเสี่ยวเฟิ่งสินะ ข้ารู้จักเจ้า”
ฉินเหยายื่นมือออกไป กุมมือเขาแล้วเขย่าขึ้นลง “ยินดีที่ได้รู้จัก ยินดีที่ได้รู้จัก”
หลูเสี่ยวเฟิ่งอยู่ในอาการตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก พี่สะใภ้ใหญ่จับมือเขาด้วยแน่ะ!
ฉินเหยาหยิบเชิงเทียนหน้าป้ายวิญญาณขึ้นมา เปลี่ยนโคมดอกบัวรอบโลงศพที่ใกล้จะมอดดับจนหมด
ปากก็เอ่ยถามหลูเสี่ยวเฟิ่งไปพลางขณะที่มือกำลังยุ่งง่วนอยู่ “เข้าสู่ยามห้ามออกจากเคหสถานแล้ว เจ้าเข้ามาได้อย่างไร”
หลูเสี่ยวเฟิ่งหัวเราะแหะๆ เอ่ยอย่างเก้อเขิน “เอ่อ คือว่า…ข้ามุดช่องสุนัขลอดเข้ามาขอรับ”
เพราะกลัวฉินเหยานึกภาพไม่ออก หลูเสี่ยวเฟิ่งจึงจงใจเน้นย้ำ “ก็คือกำแพงฝั่งทิศตะวันออกของซุ้มประตูตรอกควานเจิ้งของพวกท่าน ใต้กำแพงมีรถเข็นล้อเดียวจอดอยู่คันหนึ่ง พอเลื่อนรถออก ด้านล่างก็จะมีช่องสุนัขลอด ปีนเข้ามาก็สามารถเข้าตรอกควานเจิ้งได้โดยตรงเลย!”
เขาเก่งใช่ไหมล่ะ~
ช่องสุนัขลอดในเมืองหลวงไม่มีที่ไหนที่เขาไม่รู้จัก!
ฉินเหยาพูดไม่ออก
ตอนที่เปลี่ยนโคมดอกบัวจนเสร็จ หลิวจี้ก็กลับมาในที่สุด
“เมียจ๋า ทำไมเจ้าไม่นอนต่ออีกหน่อยเล่า” หลิวจี้เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
ฉินเหยาวางเชิงเทียนในมือลงแล้วตอบว่า “นอนไม่หลับ พรุ่งนี้เช้าก็จะเคลื่อนศพแล้ว อยู่เป็นเพื่อนผู้เฒ่าให้นานอีกหน่อย”
ความเหนื่อยยากของฉินเหยาตลอดหลายวันมานี้หลิวจี้ล้วนมองเห็นอยู่ในสายตา เขากลัวนางจะเหนื่อยเกินไปจึงเอ่ยเตือนว่า
“ตรงนี้มีข้ากับน้องเฟิ่งอยู่ ไม่เป็นไรหรอก เมียจ๋าเจ้าไปพักผ่อนเถิด ตอนเช้าข้าจะปลุกเจ้าเอง”
ฉินเหยาโบกมือ หาเบาะรองนั่งให้ตนเองแล้วคุกเข่าลงหน้าห้องโถงเซ่นไหว้พร้อมกับทั้งสองคน หยิบกระดาษเงินกระดาษทองออกมา คลี่ออกทีละแผ่นแล้วใส่ลงไปเผาในอ่าง
หลูเสี่ยวเฟิ่งเอ่ยอย่างกระตือรือร้น “ข้าทำด้วย ข้าทำด้วย!”
ทั้งสามคนต่างรู้กันอยู่ภายในใจ ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องที่ว่าพรุ่งนี้ตอนเคลื่อนศพจะมีคนมาร่วมส่งหรือไม่เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่มี
เดิมทีหลูเสี่ยวเฟิ่งก็วางแผนไว้ว่าคืนนี้จะอยู่เฝ้าเป็นเพื่อนพี่ใหญ่เป็นคืนสุดท้ายแล้วก็จะไป
แต่ตอนนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะปลอมตัวเป็นบ่าวรับใช้ชายของบ้านพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ ร่วมขบวนเคลื่อนศพให้กงเหลียงเหลียวไปด้วยกัน
ท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้น
เหล่านักพรตที่ฉินเหยาเชิญมาเดินมาจากเรือนรับรองเริ่มต้นพิธีปิดโลงศพครั้งสุดท้าย
หลิวจี้ที่ประคองสติได้ดีมาโดยตลอด ในวินาทีที่ฝาโลงกำลังจะปิดลง ทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่าต่อไปจะไม่ได้เห็นหน้าท่านอาจารย์อีกแล้วจึงปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น
หลูเสี่ยวเฟิ่งเห็นพี่ใหญ่ร้องไห้ เขาก็อดร้องไห้ตามไม่ได้ ทั้งสองคนโผเข้าใส่โลงศพ ไม่ยอมให้ปิดโลง
เหล่านักพรตทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งดึงตัว ภาพเหตุการณ์นั้น ใครได้ยินเป็นต้องหลั่งน้ำตา ใครได้เห็นเป็นต้องโศกเศร้าจริงๆ
พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่เดิมทีก็ยังปกติดีอยู่ก็เริ่มส่งเสียงสะอื้นร้องไห้ตามจนถึงท้ายที่สุด ภายในลานเรือนล้วนเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ระงม ผู้คนที่เดินผ่านไปมาพอได้ยินก็รู้ว่ามีคนตาย ต่างพากันหยุดยืนมอง ทอดถอนใจว่าลูกหลานบ้านนี้นับเป็นผู้บริสุทธิ์จริงใจและเปี่ยมด้วยความกตัญญูยิ่ง
เสียงร้องไห้ดังระงมไม่ขาดสายจวบจนกระทั่งปิดโลงและหามออกไป