ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 762 เคลื่อนศพ
ตอนที่ 762 เคลื่อนศพ
กงเหลียงเหลียวไร้บุตรธิดา
ชั่วชีวิตรับศิษย์สายตรงไว้สามคนทว่าในยามนี้เหลือเพียงหลิวจี้ผู้เดียว
เขาถือป้ายวิญญาณเดินนำเปิดทาง บุตรหลานและคนในครอบครัวช่วยกันหามโลงศพตามหลัง
เพื่อนบ้านเดินตามมาส่งจนพ้นย่านที่พักอาศัยแล้วหยุดฝีเท้าลง
ขบวนส่งศพพลันเงียบเหงาลงทันตาเหลือเพียงครอบครัวของฉินเหยาและคนแบกโลงที่ว่าจ้างมา
ยังมีหลูเสี่ยวเฟิ่งที่แต่งตัวเป็นบ่าวชาย ร้องไห้เสียงดังกว่าหลิวจี้อีกคนหนึ่ง
บนธงวิญญาณเขียนชื่อผู้ตายและรายชื่อลูกหลานผู้ส่งศพไว้
คนอื่นมองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้ตายเป็นใคร
ขบวนแบกโลงเดินมาถึงถนนสายหลัก ท้องถนนที่เคยอึกทึกครึกโครมในวันวานวันนี้กลับเงียบกริบไร้สรรพสำเนียง
ดวงตาหลายคู่จับจ้องไปยังคณะส่งศพของฉินเหยา
บ้างก็แอบเช็ดน้ำตา บ้างก็ทอดถอนใจด้วยความเศร้าโศก บ้างก็ปรายตามองแวบหนึ่งแล้วหันหน้าหนี
สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าก้าวออกมาส่ง
เดิมทีหลิวจี้กำลังร้องไห้อยู่ แต่ยามนี้หัวใจกลับค่อยๆ เย็นเยียบลง ร้องไม่ออกอีกต่อไป ในอกเต็มไปด้วยความโศกเศร้าปนคับแค้น
ดวงตาที่ร้องไห้จนแดงก่ำอยู่แล้ว ยามนี้กลับเบิกโพลงดุจไก่ชน ถลึงตามองเหล่าบัณฑิตที่อยากจะมองแต่ไม่กล้าก้าวเข้ามาเหล่านั้นด้วยความโกรธเกรี้ยว
แต่การใฝ่หาโชคลาภหลีกหนีเภทภัยคือสัญชาตญาณของมนุษย์ ทุกคนล้วนมีความลำบากใจของตนเอง
ถลึงตามองไปสักพัก หลิวจี้ก็ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ไม่มองพวกเขาอีกต่อไป
เขาจะเดินไปตามทางของเขาเอง!
ทันใดนั้น เส้นทางข้างหน้าก็ถูกรถม้าคันหนึ่งที่ประดับด้วยดอกไม้สีขาวจนเต็มคันรถขวางเอาไว้
ประตูรถเปิดออก เผยให้เห็นฉีเซียนกวนในชุดไว้ทุกข์
เขาลงมาจากรถม้า สบตากับหลิวจี้ที่กำลังตกตะลึงแวบหนึ่งโดยไม่เอ่ยคำใดแล้วเดินตรงไปหาต้าหลาง ขอธงขาวในมือต้าหลางไปถือไว้
“ไปกันเถอะ” ฉีเซียนกวนเอ่ยเสียงเบา
ไม่ได้เจอกันนาน หลิวจี้รู้สึกว่าฉีเซียนกวนดูเหมือนจะแปลกตาไปจนไม่คุ้นเคย
“ท่านหนีไปที่บ้านสวนแล้วไม่ใช่หรือ” หลิวจี้ถามด้วยน้ำเสียงเจือความขุ่นเคือง
สองศิษย์พี่ศิษย์น้องเริ่มสนทนากันเสียงเบาขณะเดินไปข้างหน้าโดยไม่วอกแวก
ฉีเซียนกวนเอ่ย “การจัดการของท่านปู่ทวด ข้าไม่อาจขัดขืนได้ แต่ตอนนี้ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สนใจพวกเขาอีก”
“ท่านอาจารย์บอกว่า หวังว่าข้าจะใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีมากขึ้น เช่นนั้นก็ให้สมดังปรารถนาของท่าน นับจากวันนี้ไป ข้าจะเป็นเพียงคนที่ทำตามใจตนเอง”
ในขณะนั้น ฉินเหยามองเห็นซือคงเจี้ยนในชุดเรียบง่ายยืนอยู่ที่หน้าประตูเมืองเป็นคนแรกจึงเอ่ยเตือนศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองเบาๆ
“มีคนที่ผู้เฒ่าไม่อยากเจอมาด้วย”
ฉีเซียนกวนไม่พูดพร่ำทำเพลง โบกมือส่งสัญญาณให้พวกสือโถวที่บังคับรถม้าตามมาข้างๆ กันไม่ให้คนนอกเข้ามาใกล้ รบกวนดวงวิญญาณของท่านอาจารย์
สือโถวกับพรรคพวกรับคำสั่ง เพียงแต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะขยับตัว ทางฝั่งซือคงเจี้ยนกลับคุกเข่าลงก่อนแล้ว โขกศีรษะให้โลงศพสามครั้งเสียงดังสนั่น
จากนั้น เขาก็ลุกขึ้นแล้วจากไป
วาสนาศิษย์อาจารย์ สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
เขาไม่แม้แต่จะมองฉีเซียนกวนและหลิวจี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่อยากจะมองหรือว่ากลัวที่จะมองกันแน่
“หากคนเราไม่อาจใช้ชีวิตตามใจปรารถนา มัวแต่พะว้าพะวงก็จะไม่มีวันได้รู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร”
ฉีเซียนกวนหันหน้ากลับไปกล่าวกับต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงที่อยู่ด้านหลัง
สี่พี่น้องพยักหน้าอย่างหนักแน่น พวกเขาจะจดจำไว้เป็นเครื่องเตือนใจ
ทุกคนออกจากเมือง เดินทางมาหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มาถึงฮวงจุ้ยทำเลทองที่เหล่านักพรตคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน
เมื่อวานอาวั่งได้พาคนมาขุดหลุมศพเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ภายใต้การชี้แนะของเหล่านักพรต ทุกคนช่วยกันฝังร่างกงเหลียงเหลียวไว้ ณ ที่แห่งนี้
เมื่อมองไปด้านหลัง คือทิวเขาเขียวขจีทอดยาวต่อเนื่อง
มองไปด้านหน้า คือด่านหนานโหลวที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดจื่อจิง ผู้คนสัญจรไปมาล้วนต้องผ่านทางนี้ รับรองว่าจะไม่เงียบเหงาเดียวดายแม้แต่น้อย
พิธีฝังศพเสร็จสิ้น ทุกคนเดินทางกลับเมืองหลวงก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
เหล่านักพรตแยกย้ายกันไป เหลือเพียงครอบครัวของฉินเหยาและหลูเสี่ยวเฟิ่งรวมถึงฉีเซียนกวนที่มีสีหน้าจนปัญญา
เขามองหลิวจี้แล้วกล่าวว่า “ข้ากลับเมืองหลวงครานี้ไม่ได้บอกทางบ้าน ป่านนี้ข่าวคงส่งไปถึงท่านปู่ทวดแล้ว ข้าไม่อยากถูกลงโทษ คงทำได้เพียงหลบภัยที่บ้านพวกเจ้าชั่วคราว”
“ถ้าพ่อแม่ท่านมาทวงคนจะทำอย่างไรเล่า” หลิวจี้ถามด้วยความกังวล
ฉีเซียนกวนตอบอย่างมั่นใจ “เรื่องนี้ไม่มีทาง ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ล้วนรักใคร่เอ็นดูข้า หากรู้ว่าท่านปู่ทวดจะลงโทษข้า มีแต่จะช่วยปกปิดให้ ส่งคนมาแจ้งข่าวให้ข้ารีบหนี ไม่มาตามหาข้าหรอก”
ทุกคนฟังแล้วก็หัวเราะออกมา
ฉินเหยาเอ่ยเชิญด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร พักที่บ้านข้าเถอะ วางใจได้”
“ต้องจ่ายค่าเช่าค่าอาหารด้วยนะ บ้านเราไม่เลี้ยงคนว่างงาน!” หลิวจี้สวนขึ้นมา
ฉีเซียนกวนพูดไม่ออก
แต่พอลองคิดดู ท่านอาจารย์ไม่อยู่แล้ว ศิษย์น้องเล็กผู้นี้ยังต้องพึ่งพาเขาอบรมสั่งสอนจึงเกิดความเมตตาเอ็นดูต่อหลิวจี้ขึ้นมาเป็นพิเศษ
เขาคร้านจะถือสาหาความกับหลิวจี้จึงส่งสัญญาณให้สือโถวมอบเงินให้หลิวจี้
พอได้เงิน หลิวจี้ก็เบิกบานใจสุดขีด ความโศกเศร้าที่ท่านอาจารย์เสียชีวิตแทบจะจางหายไปจนหมด
แต่เงินอุ่นๆ ในมือยังไม่ทันหายร้อน เขาก็รีบส่งมอบให้เมียจ๋าอย่างรู้งานทันที
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ มอบก้อนเงินก้อนเล็กๆ ให้เขาหนึ่งก้อนอย่างใจป้ำทั้งกำชับว่า “เจ้าก็ประหยัดๆ หน่อย”
หลิวจี้ดีใจจนออกนอกหน้า “ได้เลย!” พร้อมทั้งส่งสายตาให้พี่น้องที่ดีอย่างหลูเสี่ยวเฟิ่ง หันกลับไปบอกว่า เดี๋ยวพี่ใหญ่เลี้ยงเหล้าเจ้าเอง!
ทำเอาหลูเสี่ยวเฟิ่งตื่นเต้นจนหน้าแดง
แต่ว่าอดหลับอดนอนมาหนึ่งวันหนึ่งคืน เขาก็เริ่มจะเพลียแล้วเหมือนกันจึงคารวะพวกเขาและเด็กอัจฉริยะชื่อดังแห่งเมืองหลวง ศิษย์มหาบัณฑิต แก้วตาดวงใจของอัครเสนาบดีเฒ่า ศิษย์พี่ตัวน้อยของพี่ใหญ่…ฉีเซียนกวนอย่างเป็นทางการแล้วขอตัวลา!
ฉีเซียนกวนมองแผ่นหลังของหลูเสี่ยวเฟิ่งที่เดินจากไปแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คนผู้นี้คือใครหรือ นับว่าเป็นคนมีน้ำใจคนหนึ่ง”
หลิวจี้อธิบาย “พี่น้องที่ดีของข้า หลูเสี่ยวเฟิ่ง ผู้ว่าการเมืองหลวงคือลุงของเขา”
ความจำของฉีเซียนกวนเป็นเลิศ พอหวนนึกดูก็รู้ว่าเป็นใครก็คือลูกเศรษฐีจอมเสเพลที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง ทั้งครอบครัวเกาะพ่อแม่เกาะพี่น้องกิน!
แต่เมื่อครู่เขาดูคนผู้นั้นก็ไม่เหมือนคนเหลวไหลเลยนี่นา
อีกทั้งเขายังมาร่วมงานศพท่านอาจารย์ ได้ยินต้าหลางบอกว่าเมื่อคืนยังช่วยเฝ้าศพอยู่ทั้งคืนอีกด้วย
ดูท่าแล้ว ลูกหลานเสเพลเหล่านี้ก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด
“ภูมิความรู้ของเขาเป็นอย่างไรบ้าง” ฉีเซียนกวนถาม
หลิวจี้จุ๊ปากพลางส่ายหน้า “ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ แม้แต่ถงเซิงก็ยังไม่ได้เป็น” เทียบกับเขายังห่างไกลกันลิบลับ
ไม่อย่างนั้นตนจะเป็นพี่ใหญ่ได้อย่างไรเล่า!
ฉีเซียนกวนเห็นท่าทางลำพองใจของหลิวจี้ก็รู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าหนทางแห่งการอบรมสั่งสอนของตนนั้นยังอีกยาวไกลนัก
ฉีเซียนกวนให้เหล่าผู้คุ้มกันกลับไปที่บ้านสวน เหลือไว้เพียงสือโถวแล้วตามครอบครัวฉินเหยากลับไปยังตรอกควานเจิ้ง
ข้าวของในงานศพยังวางทิ้งไว้ในลานบ้าน ยังไม่ได้เก็บกวาด เห็นสิ่งของก็พาลให้นึกถึงเรื่องราวอารมณ์ของทุกคนจึงหดหู่ลงอีกครั้ง
แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป
ฉินเหยาถลกแขนเสื้อ ตะโกนลั่นว่า “รื้อ!”
ทุกคนก็ขานรับ ช่วยกันเก็บกวาดการตกแต่งทั้งหมดในบ้าน ลานบ้านจึงกลับคืนสู่สภาพปกติ
เพียงแต่เมื่อมาถึงห้องหนังสือของหลิวจี้ เห็นรถเข็นไม้คันนั้นจอดอยู่อย่างโดดเดี่ยวริมผนัง ฉีเซียนกวนก็รู้สึกปวดใจจนแทบหายใจไม่ออก
เด็กหนุ่มยืนนิ่งงันเนิ่นนานอยู่ในสถานที่ที่ท่านอาจารย์ใช้ชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย
หลิวจี้ตบหน้าผาก “เกือบลืมเตรียมรถเข็นกระดาษไปเลย ทีนี้จะทำอย่างไร เกิดท่านอาจารย์อยู่ข้างล่างไม่มีใช้จะทำอย่างไรเล่า”
ฉีเซียนกวนที่กำลังจมดิ่งอยู่ในความเศร้าโศกถอนตัวไม่ขึ้น จู่ๆ ก็ถูกคนกระชากอารมณ์ออกมาจึงหันไปมองด้วยความขุ่นเคือง ตวาดลั่นอย่างการอบรมสั่งสอนที่ดีงามก็รั้งไว้ไม่อยู่แล้ว
“สือโถว! ลากตัวเขาออกไปให้ข้าที!”
สือโถว “มาแล้วขอรับ!”
หลิวจี้รีบขอความเมตตา “แค่ล้อเล่นเอง ศิษย์พี่ตัวน้อยจะจริงจังทำไม”
แต่ฉีเซียนกวนไม่อยากสนใจเขา ประตูห้องจึงปิดดังปัง ยึดครองห้องหนังสือของหลิวจี้ไปอย่างเปิดเผย
หลิวจี้ยังคิดจะไปผลักประตู แต่ถูกฉินเหยาเรียกไว้
“เจ้าเลิกวุ่นวายสักพักเถอะ มากินข้าวได้แล้ว”
ฉินเหยาลากตัวหลิวจี้ออกมา เจ้าคนตาถั่วคนนี้ ไม่เห็นหรือว่าฉีเซียนกวนใกล้จะร้องไห้ออกมาอยู่แล้วน่ะ?
คนทุกคนย่อมมีด้านที่อ่อนแอที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็น ฉินเหยาเคารพและเข้าใจ
หลิวจี้เกาหัว นั่นสินะ เขาร้องไห้จนพอแล้ว แต่ศิษย์พี่ตัวน้อยยังไม่ได้ปลดปล่อยเลยนี่นา
“แล้วมื้อเย็นเล่า” หลิวจี้ถามด้วยความกังวล
ศิษย์พี่ตัวน้อยกำลังโต เด็กจะปล่อยให้หิวไม่ได้นะ
ฉินเหยา “พวกเรากินก่อน กินเสร็จค่อยให้ต้าหลางเอาไปส่งให้เขา”
คนวัยเดียวกัน น่าจะคุยกันง่ายกว่า
หลิวจี้จึงวางใจแล้ว
เขาได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาแล้ว
เป็นกับข้าวเหลือจากงานศพ หอมจะตายอยู่แล้ว
เขารีบพุ่งเข้าไปในห้องอาหารอย่างอดใจไม่ไหว ตะโกนลั่น “กินข้าว กินข้าว!”
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างจนปัญญา มีคนผู้นี้อยู่ นางก็เศร้าได้ยากจริงๆ