ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 763 ศึกที่มั่นใจในชัยชนะ
ตอนที่ 763 ศึกที่มั่นใจในชัยชนะ
อากาศค่อยๆ หนาวเย็นลงทุกวัน
ทว่าพิธีเซ่นไหว้บรรพชนของตระกูลไป๋หลี่กลับมิได้รับผลกระทบจากการตายของอ๋องเฟิงแต่อย่างใด
พิธีเซ่นไหว้บรรพชนอันยิ่งใหญ่ถูกจัดขึ้นตามกำหนดการเดิม
เพียงแต่เมื่อถึงวันพิธี ฮ่องเต้กลับมิอาจฝืนพระวรกายลุกขึ้นมาเป็นประธานในพิธีได้
ฮองเฮาทรงหารือกับกรมพิธีการแล้วตั้งพระทัยที่จะกระทำการแหวกขนบธรรมเนียมเดิมสักคราโดยให้รัชทายาทเซ่นไหว้ฟ้า ฮองเฮาเซ่นไหว้ดิน
ฟ้าคือหยาง ดินคือหยิน สตรีเดิมทีก็เป็นธาตุหยิน ฮองเฮายังทรงเป็นมารดาของแผ่นดินเป็นผู้นำของสตรีทั่วหล้า กาลก่อนฟ้าดินล้วนเซ่นไหว้โดยบุรุษ แท้จริงแล้วมิได้สอดคล้องกับหลักธรรมแห่งหยินหยางของฟ้าดินเลย
เหล่าขุนนางกรมพิธีการถูกเกลี้ยกล่อมจนคล้อยตาม อีกทั้งราชครูยังเสี่ยงทายและได้รับการตอบรับจากพระแม่ธรณี
เมื่อพิธีเซ่นไหว้บรรพชนดำเนินมาถึงขั้นตอนการเซ่นไหว้ผืนดินจึงได้เปลี่ยนแปลงธรรมเนียมเดิม โดยให้ฮองเฮาทรงนำเหล่าเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในและฮูหยินตราตั้งรวมถึงเหล่าแม่ทัพหญิงที่มีผลงานการศึกโดดเด่นในกองทัพ รับหน้าที่เซ่นไหว้พระแม่ธรณี
การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี้ ดูประหนึ่งเป็นทางเลือกที่จำใจต้องทำเพราะฮ่องเต้ประชวรหนักจนมิอาจเสด็จมาได้ แต่ทว่ากลับทำลายกฎเกณฑ์ที่ห้ามสตรีเข้ากราบไหว้ในศาลบรรพชนไปโดยปริยาย
อย่างน้อย ในยามนี้หากสตรีมิอาจเข้าไปกราบไหว้บรรพบุรุษในศาลบรรพชน เหล่าสตรีก็สามารถยกการกระทำที่ฮองเฮาทรงเซ่นไหว้พระแม่ธรณีมาตอกกลับพวกหัวโบราณคร่ำครึเหล่านั้นได้อย่างเจ็บแสบ
หรือว่าพวกเขายังจะกล้างัดข้อกับราชวงศ์อีกหรือ
ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปย่อมมิกล้าเป็นแน่
การธำรงซึ่งความรุ่งโรจน์ของตระกูล สตรีเองก็มีความดีความชอบ เหตุใดจึงเข้าไปในศาลบรรพชนมิได้เล่า!
ชาวบ้านราษฎรทั่วไปอาจจะมิได้รู้สึกอันใดกับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้ เพราะชาวนาแค่ห่วงเรื่องปากท้องให้อิ่มก็ยากแล้ว ใครยังจะมาสนใจเรื่องสตรีหรือบุรุษเข้าศาลบรรพชน
แต่ในหมู่ตระกูลขุนนางเก่าแก่ในเมืองหลวงกลับเกิดพายุลูกใหญ่ที่ต่อต้านการที่วังหลังก้าวก่ายราชกิจอย่างรุนแรง
ยามเห็นตาเฒ่าทั้งโขยงที่คุกเข่าอยู่หน้าตำหนักหมิงเตี้ยนเพื่อเตรียมถวายฎีกาถอดถอนตนเองต่อฮ่องเต้ สวีเหวินชิงก็อยากจะหยิบกรรไกรมาตัดลิ้นของพวกเขาออกมาให้หมดเสียจริง
พูดมากนัก มิสู้ไปเป็นชายใบ้กันเสียให้หมด
กาลก่อนก็เป็นคนกลุ่มนี้นี่แหละที่แย่งชิงตำแหน่งอ๋องที่นางกำลังจะได้รับไปแล้วผลักดันไป๋หลี่ชางชายหนุ่มใจเสาะผู้นั้นขึ้นตั้งตนเป็นอ๋องแทน
วันนี้ก็ยังเป็นพวกเขาอีกที่คิดจะเอาชีวิตนาง!
สตรีขึ้นเป็นอ๋อง พวกเขาหวาดกลัวกันถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
ย่อมต้องหวาดกลัวอยู่แล้ว เพราะคนเหล่านี้ไม่เคยมีความปรานีต่อสตรีเท่าใดนัก
เมื่อเอาใจเขามาใส่ใจเรา ย่อมคิดไปเองว่าสตรีก็คงจะไม่ปรานีต่อพวกเขาเช่นเดียวกัน
สวีเหวินชิงเฝ้าประตูตำหนักหมิงเตี้ยน อาศัยเหตุผลเรื่องรบกวนการพักฟื้นของฝ่าบาท สั่งให้นางกำนัลแจกผ้าขี้ริ้วให้พวกเขาคนละผืนแล้วสั่งให้พวกเขาอุดปากตนเองไว้
หากผู้ใดขัดขืน ไม่สนว่าเจ้าจะเป็นกั๋วกง ท่านโหว หรือท่านป๋อล้วนลากตัวออกไปโบยคนละสิบไม้!
เขตพระราชฐานอันศักดิ์สิทธิ์ จะยอมให้พวกเขากระทำการกำเริบเสิบสานได้อย่างไร
ชั่วพริบตานั้น ภายในพระราชวังจื่อเวยก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงก่นด่าดังระงมไม่ขาดสาย
ราษฎรที่อาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ทุกวันล้วนได้เห็นคนเดินตัวตรงเข้าวัง แต่กลับถูกหามออกมาในสภาพนอนราบ
แน่นอนว่า ยังมีผู้ที่รู้จักดูทิศทางลมอีกมากที่รีบถอยกลับไปทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางกายนี้ ทว่าพวกเขากลับอวดฉลาด ในเมื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ไม่ได้ เช่นนั้นพวกเขาก็ไปหารัชทายาทแทน
องค์รัชทายาททรงมีเหตุผล ต้องทรงคืนความยุติธรรมให้พวกเขาได้แน่
แต่ว่าเพียงวันแรกที่ไปถึงก็ต้องกลับมาด้วยความผิดหวัง
รัชทายาททรงให้เข้าเฝ้าเฉพาะขุนนางที่มีราชกิจกราบทูลเท่านั้น ส่วนคนว่างงานที่เหลือ พระองค์ไม่ทรงให้เข้าเฝ้าทั้งสิ้น
มีคนตบตาผ่านเข้าไปได้จนได้เข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ทว่าก็ได้กลับมาเพียงประโยคที่หนักแน่นว่า “ข้าไม่ถนัดเรื่องราชกิจ เสด็จแม่ทรงยินดีช่วยชี้แนะอยู่ข้างกาย นับเป็นโชคดีของข้าแล้ว”
“หากพวกเจ้ายังบังอาจวิพากษ์วิจารณ์มารดาของแผ่นดินอีกก็อย่าได้โทษว่าข้าไม่เห็นแก่ไมตรีจิตที่มีต่อกันในวันวาน!”
ตรัสจบ รัชทายาทก็นำรายงานสถานการณ์การศึกที่ส่งมาจากแคว้นซีอวี้ออกมาส่งให้พวกเขาดู
ให้พวกเขาเอาเวลาว่างที่มาถอดถอนฮองเฮานี้ไปเสาะหาขุนพลหนุ่มมากความสามารถสักหลายนาย เดินทางไปปราบกบฏที่แคว้นซีอวี้จะดีกว่า
เหล่าตาเฒ่าทั้งหลายพลันเงียบเสียงลงทันใด
ลูกหลานในบ้านล้วนเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ใครเล่าจะตัดใจส่งไปตายในสนามรบได้?
อีกทั้งเหลือเวลาอีกเพียงสองสามเดือนก็จะถึงปีใหม่ หากต้องไปแคว้นซีอวี้ในยามนี้ วันส่งท้ายปีเก่าคงมิอาจได้อยู่พร้อมหน้ากันเป็นแน่
เมื่อเทียบกันแล้ว จวนองค์หญิงใหญ่กลับให้ราชบุตรเขยรับตำแหน่ง “แม่ทัพใหญ่ปราบประจิม” และออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แคว้นซีอวี้ในทันที
ความแตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้นชัดเจนในคราเดียว แผ่นดินนี้ผู้ใดเป็นคนรวมมาผู้นั้นย่อมรักและหวงแหน
……
ชายแดนเกิดศึกสงครามขึ้นอีกครา ทว่าก็เป็นก็ศึกที่มั่นใจได้ว่ามีชัยอย่างแน่นอน
ราษฎรในแคว้นยังมิทันได้ปรับตัวกับข่าวการเปิดศึก การสู้รบก็จบลงเสียแล้ว
ครั้งนี้เป็นเพราะภายในราชวงศ์เผ่าเชียงแห่งแคว้นซีอวี้เกิดการแตกแยก องค์ชายใหญ่สนับสนุนให้คงความสัมพันธ์ในฐานะรัฐบรรณาการกับแคว้นเซิ่งต่อไป
แต่องค์ชายรองกลับสนับสนุนการเป็นเอกราช โดยอ้างเหตุผลเพื่อแก้แค้นให้ท่านปู่ ร่วมมือกับแคว้นเล็กๆ ในตอนกลาง บุกโจมตีจวนข้าหลวงที่แคว้นเซิ่งตั้งไว้ในแคว้นซีอวี้ โดยมีเจตนาจะรุกคืบสู่ตะวันออก
องค์ชายใหญ่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบลอบส่งคนมาแจ้งข่าวเรื่องที่องค์ชายรองก่อกบฏต่อราชสำนักแคว้นเซิ่งเพื่อขอให้แคว้นเซิ่งส่งกองทัพไปช่วยปราบปราม
คำขอร้องของพันธมิตรที่ดีเช่นนี้ แคว้นเซิ่งย่อมต้องตอบรับเป็นธรรมดา
สวีเหวินชิงมิเพียงส่งราชบุตรเขยขององค์หญิงใหญ่ไปนำทัพเท่านั้น ยังได้เขียนจดหมายถึงอ๋องฉ่านแห่งเป่ยหมานที่เพิ่งเดินทางออกจากแคว้นเซิ่งไปได้ไม่นานเพื่อเชิญญาติผู้นี้มาช่วยอีกแรง
อ๋องหมานและต้าเยียนซื่อเพิ่งจะให้กำเนิดพระโอรส แคว้นเซิ่งกับเป่ยหมานในยามนี้กำลังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอย่างยิ่งย่อมไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว
ไม่ถึงครึ่งเดือน ศีรษะขององค์ชายรองเผ่าเชียงก็หลุดจากบ่า
สำหรับแคว้นเซิ่งในยามนี้ แคว้นรอบด้านเหล่านี้ หากคิดอยากจะสั่งสอนใครก็ย่อมทำได้
องค์ชายใหญ่เผ่าเชียงรีบนำศีรษะขององค์ชายรองเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อรับปูนบำเหน็จด้วยตนเองโดยพลัน
แคว้นเซิ่งแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นอ๋อง อีกทั้งยังแต่งตั้งบุตรชายคนโตของเขาเป็นซื่อจื่อและบุตรสาวคนเล็กเป็นท่านหญิง
อ๋องเชียงเองก็รู้ความนัก อ้างเหตุผลเรื่องการศึกษา ฝากซื่อจื่อและท่านหญิงน้อยไว้ในเมืองหลวงแล้วตนเองก็ขนรางวัลอันล้ำค่ากลับไปอย่างเบิกบานใจ
ยามที่อ๋องเชียงเดินทางจากไปก็ตรงกับช่วงฤดูหนาว เดือนสิบสองใกล้เข้ามาแล้ว
วันหยุดยาวที่เหล่าเด็กๆ เฝ้ารอคอยมาตลอดทั้งปี ในที่สุดก็จวนจะมาถึง
ยามเย็นเมื่อเลิกเรียน ซื่อเหนียงในชุดเสื้อนวมหนาเตอะก็ลากหีบหนังสือ วิ่งกระโดดโลดเต้นเข้ามาในประตู
อากาศหนาวเย็น กรอบประตูห้องโถงหลักได้จึงแขวนม่านผ้าหนาๆ เอาไว้
ซื่อเหนียงตะโกนอย่างตื่นเต้นผ่านผ้าม่านเข้ามาว่า “ท่านแม่! มะรืนนี้วันที่หนึ่งเดือนสิบสองก็ไม่ต้องไปสำนักศึกษาสตรีแล้วเจ้าค่ะ!”
“ยังมีอีกนะเจ้าคะ วันนี้ที่สำนักศึกษามีคนมาใหม่ ท่านอาจารย์ใหญ่จัดให้นางมาอยู่ห้องเรียนเดียวกับเรา บอกว่าให้นางมาทำความคุ้นเคยก่อน หลังปีใหม่จะได้มาเรียนที่สำนักศึกษาสตรีด้วยกัน”
ซื่อเหนียงเลิกผ้าม่านเอ่ยเจื้อยแจ้วเดินเข้ามา
ไออุ่นภายในห้องพัดปะทะใบหน้า ความเย็นและความร้อนมาบรรจบกันทำให้ใบหน้าของซื่อเหนียงแดงระเรื่อ
ฉินเหยาที่ห่อตัวด้วยผ้าห่มนั่งผิงไฟอ่านหนังสืออยู่ในห้องโถงวางหนังสือลงแล้วกวักมือเรียก เด็กหญิงตัวน้อยก็ทิ้งหีบหนังสือทันทีแล้วกางแขนโถมตัวเข้าหานาง
“หนาวหรือไม่” ฉินเหยาลูบมือและใบหน้าของลูกพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
ซื่อเหนียงส่ายหน้า “ไม่หนาวเลยสักนิดเจ้าค่ะ ข้าวิ่งกลับมาตลอดทาง ยังร้อนอยู่เลย”
ฉินเหยาสัมผัสได้ถึงมือน้อยๆ ที่อุ่นจนร้อนก็เชื่อตามนั้นจึงถามด้วยความอยากรู้ว่า
“สำนักศึกษาสตรีรับเด็กใหม่ในเวลานี้น่ะหรือ”
ซื่อเหนียงพยักหน้าหงึกหงัก ผละออกจากอ้อมกอดของท่านแม่ ไปยกตั่งมาตัวหนึ่งแล้วทำท่าเลียนแบบฉินเหยา โดยเอาผ้าห่มมาคลุมเข่า สอดมือและเท้าเข้าไปเพื่อรับไออุ่นจากถ่านไฟ
“นางมีสองชื่อเจ้าค่ะ ชื่อหนึ่งพูดจารัวเร็วฟังไม่ได้ศัพท์ข้าเรียกไม่เป็น ส่วนอีกชื่อเรียกว่าเซี่ยเหอ นางบอกว่าเป็นชื่อแคว้นเซิ่งของนาง”
พูดมาถึงตรงนี้ ซื่อเหนียงก็ก้มหน้าแอบหัวเราะคิกคัก “ท่านแม่ นางพูดภาษากลางได้ตลกมากเจ้าค่ะ คำว่าหนังสือ นางออกเสียงเป็น ‘หนู’ ส่วนคำว่าข้าว นางออกเสียงเป็น ‘รำคาญ’ ตอนมื้อเที่ยงที่ทุกคนบอกว่ากินข้าวๆ นางเอาแต่พูดว่า รำคาญ รำคาญ รำคาญ!”
ซื่อเหนียงรู้ดีว่าการหัวเราะเยาะผู้อื่นนั้นไม่ดี แต่ก็ยากที่จะกลั้นขำได้จริงๆ
ดังนั้นจึงได้แต่ซุกหน้าลงกับผ้าห่ม ตัวสั่นเทิ้มอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเงยหน้าที่มีน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาแล้วพยายามปั้นหน้านิ่ง
ฉินเหยาเห็นแล้วก็ขบขัน ในเมืองหลวงมีชาวต่างแคว้นอยู่ไม่น้อย สำเนียงก็มีหลากหลาย บางครั้งนางได้ยินแล้วยังนึกอยากจะหัวเราะเลย
แต่นางขอสาบานว่ามิได้มีเจตนาร้ายแอบแฝงแน่นอน