ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 764 ข้าวอบกระบอกไม้ไผ่
ตอนที่ 764 ข้าวอบกระบอกไม้ไผ่
กลิ่นหอมหวานนุ่มลอยออกมาจากใต้ผ้าห่ม
ซื่อเหนียงเหมือนเพิ่งจะสังเกตเห็นจึงเลิกผ้าห่มออก บนเตาถ่านมีกระบอกไม้ไผ่ยาวสี่กระบอกย่างอยู่
“เป็นข้าวอบกระบอกไม้ไผ่หรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงถามด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
ฉินเหยาพยักหน้า “สองคนต่อหนึ่งกระบอก รอพวกพี่ชายเจ้ากลับมาแล้วพวกเจ้าค่อยแบ่งกันเอง”
ซื่อเหนียงร้องดีใจ “เจ้าค่ะ!”
เวลาเลิกเรียนของสำนักศึกษาแต่ละที่นั้นก็พอๆ กัน แต่ท่านอาจารย์ตระกูลฟ่านกฎระเบียบจัด ชอบกักตัวลูกศิษย์ไว้
ทว่าสองแม่ลูกรออยู่ในโถงไม่นานก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวของพวกต้าหลางสามพี่น้องที่กลับมาถึงบ้าน
ซื่อเหนียงอดรนทนไม่ไหว วิ่งออกไปรับที่นอกโถง พลางพาคนเดินเข้ามาแบ่งข้าวอบกระบอกไม้ไผ่ พลางเล่าเรื่องที่ตนเองมีสหายร่วมชั้นเรียนเป็นชาวหูเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
สี่พี่น้องพูดคุยหัวเราะร่าเริงเดินเข้ามาในโถง เจ้าหนูทั้งสามทำความเคารพและเรียกท่านแม่อย่างพร้อมเพรียงกัน
ฉินเหยามองดูสามพี่น้องที่ยืนตัวตรงแหน็วอยู่ตรงหน้า ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่สามพี่น้องจู่ๆ ก็มีระเบียบวินัยขึ้นมา
แม้แต่ซานหลางก็ลดความซุกซนลง ยามนี้กลับมีเพียงซื่อเหนียงที่ยังร่าเริงสดใส
“เรียนหนักหรือไม่”
ฉินเหยาถามพลางคีบข้าวอบกระบอกไม้ไผ่ร้อนๆ สองกระบอกมาวางบนโต๊ะ ส่งสัญญาณให้พี่น้องไปหยิบถ้วยในตู้เตี้ยด้านข้างมาแบ่งกันกิน
ต้าหลางสั่งเอ้อร์หลาง เอ้อร์หลางก็กล่อมซานหลาง ซานหลางตัวติดกับน้องสาว สุดท้ายฝาแฝดก็ไปหยิบจานชามและตะเกียบมาอย่างเบิกบานใจ
รูปแบบการกระทำของสี่พี่น้องนี้ยังคงเหมือนกับเมื่อก่อน
ต้าหลางกล่าวว่า “ตอนนี้พวกเราเริ่มปรับตัวได้แล้ว ท่านอาจารย์ฟ่านก็อารมณ์เสียน้อยลงแล้วขอรับ”
แต่เอ้อร์หลางกลับไม่คิดเช่นนั้น “ท่านอาจารย์ฟ่านวิพากษ์วิจารณ์ราชกิจลับหลัง คำพูดที่กล่าวนั้นล้วนเป็นการคาดเดาเอาเอง มีอคติยิ่งนักขอรับ”
ซื่อเหนียงกับซานหลางรีบร้อนจะกินข้าวอบกระบอกไม้ไผ่จนลวกนิ้วมือ ต้องเป่าลมฟู่ๆ
เอ้อร์หลางโบกมือไล่ให้ทั้งสองหลบไปแล้วลงมือเทข้าวสวยในกระบอกไม้ไผ่ออกมาแบ่งเป็นสี่จาน ข้าวสวยที่อยู่ข้างในมองดูด้วยตาเปล่าก็ดูไม่ออกว่ามีความแตกต่างอันใด
ต้าหลางชูนิ้วโป้งให้เขาแสดงความนับถือ หยิบช้อนวางลงในจานแล้วดันไปที่ขอบโต๊ะให้ฝาแฝดนั่งกินดีๆ
เอ้อร์หลางกล่าวต่อ “เหล่านักเรียนเดิมทีก็อายุน้อย ด้อยประสบการณ์ พอถูกชักจูงด้วยคำพูดที่เอนเอียงเช่นนี้ก็ง่ายที่จะหลงเดินไปในทางที่สุดโต่ง”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจเอ้อร์หลางก็มีความคิดที่อยากจะเปลี่ยนท่านอาจารย์แล้ว
แต่เขาคิดว่ายังรอดูท่าทีไปก่อนได้จึงยังมิได้เอ่ยปากบอกฉินเหยา
การแสดงออกของซานหลางนั้นตรงไปตรงมากว่ามาก ข้าวอบกระบอกไม้ไผ่หน้าเนื้อตุ๋นซีอิ๊วหอมฉุยถูกตักเข้าปากคำโต แต่กลับพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
“ไม่ชอบ!”
ซื่อเหนียงมองดูพี่ชายทั้งสามแล้วหันไปมองท่านแม่ที่ยิ้มอย่างจนใจ คิดดูแล้วก็ไม่พูดเรื่องที่ตนเองมีความสุขในสำนักศึกษาสตรีมากเพียงใดจะดีกว่าเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจพี่ชายทั้งสามคน
แต่ถึงกระนั้นนางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างมีความสุขว่า “ข้าชอบท่านอาจารย์หญิงเจ้าค่ะ~”
ท่านอาจารย์หญิงเป็นคนที่ดีที่สุดในใต้หล้า!
ไม่สิ ท่านแม่ต่างหากที่เป็นคนที่ดีที่สุดในใต้หล้า ท่านอาจารย์หญิงเป็นที่สองไปก็แล้วกัน
เพราะท่านอาจารย์สอนขี่ม้ายิงธนูดุมาก เทียบเคียงได้กับท่านอาจารย์ฟ่านทำให้อันดับความประทับใจโดยรวมลดลง
ฉินเหยามองดูพวกเขากิน ตนเองก็นึกอยากกินขึ้นมาบ้างจึงหยิบกระบอกไม้ไผ่สองกระบอกที่เหลือเดินมายังห้องหนังสือสวนหลังบ้าน
นับจากกงเหลียงเหลียวจากพวกนางไปก็เป็นเวลาเดือนครึ่งแล้ว แต่ทุกคนยังคงรู้สึกได้เป็นครั้งคราวว่าตาเฒ่ายังคงนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ในห้องหนังสือ
เพียงแต่เมื่อผลักประตูห้องเข้าไป คนที่อ่านหนังสืออยู่ด้านในมิใช่กงเหลียงเหลียวอีกแล้ว
ในเวลานี้ ถึงจะเกิดความรู้สึกตระหนักรู้ฉับพลันว่า กงเหลียงเหลียวได้จากโลกใบนี้ไปแล้วจริงๆ
ทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็ง
ความรู้สึกโศกเศร้าอาลัยนี้ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะค่อยๆ จางหายไปเอง
ในห้องหนังสือมีเสียงอ่านหนังสือดังแว่วมา ฉีเซียนกวนอ่านประโยคหนึ่ง หลิวจี้ก็อ่านตามประโยคหนึ่ง
หรือนี่จะเป็นการกดข่มตามลำดับศักดิ์ในสำนักของท่านอาจารย์?
หลังจากกงเหลียงเหลียวไม่อยู่ เจ้าคนเหลวไหลอย่างหลิวจี้ก็ยังเชื่อฟังถ้อยคำของศิษย์พี่ตัวน้อยอยู่บ้างและฉีเซียนกวนเองก็แบกรับหน้าที่ของศิษย์พี่
นับตั้งแต่มาพักอาศัยที่บ้านฉินเหยา ไม่เพียงแต่ตนเองจะขยันหมั่นเพียรศึกษาหาความรู้ ยังหิ้วหลิวจี้ติดสอยห้อยตามไว้ข้างกาย
เขาไม่นอน หลิวจี้ก็อย่าหวังจะได้นอน
เขาตื่นนอน หลิวจี้ก็อย่าหวังจะได้นอนตื่นสายอีก
เสียงอ่านหนังสือในเรือนดังต่อเนื่องตั้งแต่เช้ามืดไปจนดึกดื่นถึงจะหยุด
ในสภาวะการเรียนที่เข้มข้นเช่นนี้ หลิวจี้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก
จะมีก็เพียงบางครั้งที่เกิดความเกียจคร้านจนฉีเซียนกวนโกรธจนต้องตะโกนเรียกสือโถวมาจับกุมตัวเขา
สำหรับเรื่องการเรียนนี้ ฉินเหยาเข้าข้างฉีเซียนกวนเต็มร้อย ดังนั้นหลิวจี้ที่ไร้ซึ่งที่พึ่งพิง พอเจอสือโถวก็ทำได้เพียงร้องขอชีวิตเท่านั้น
ทว่าเจ้านั่นจมูกคงไวราวกับสุนัข ฉินเหยาเพิ่งจะมาถึงหน้าประตูห้องหนังสือ เสียงอ่านหนังสือภายในห้องก็หยุดลง
“หอมจังเลย ศิษย์พี่ตัวน้อยได้กลิ่นหรือไม่” หลิวจี้ขยับปลายจมูกฟุดฟิดพลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
ฉีเซียนกวนถูกเขาขัดจังหวะจึงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง กำลังคิดจะเอ่ยว่าอย่ามาเล่นลูกไม้แอบอู้กลิ่นหอมเข้มข้นของซีอี๊วผสมผสานกับกลิ่นหอมของข้าวก็ลอยมาเตะจมูก เด็กหนุ่มไม่อาจหักห้ามใจจึงสูดดมเข้าไปเฮือกใหญ่ ดวงตาพลันลุกวาวขึ้น
“ใช่ไหมเล่า ใช่ไหมเล่า ศิษย์พี่ตัวน้อยก็ได้กลิ่นเหมือนกันใช่ไหม” หลิวจี้รีบใช้ศอกกระทุ้งฉีเซียนกวนทีหนึ่งทันที
เด็กหนุ่มที่ไม่ได้มีร่างกายกำยำล่ำสันเท่าเขาถูกชนจนเซถลา เกือบจะล้มลงจากเบาะรองนั่งกว่าจะทรงตัวได้มั่น ฉีเซียนกวนก็รีบตำหนิทันทีว่า
“วิญญูชนยามนั่งนอนล้วนต้องสำรวมกิริยา เจ้าเสียกิริยาเช่นนี้หากไปสอบหน้าพระที่นั่งแล้วฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเห็นเข้า คงจะตัดสินโทษเจ้าข้อหาเสียกิริยาหน้าพระที่นั่งเป็นแน่!”
หลิวจี้ที่เพิ่งจะเรียนรู้ข้อควรระวังต่างๆ ในการสอบชุนเว่ยตามศิษย์พี่ตัวน้อยมาหมาดๆ พอได้ยินข้อหาเสียกิริยาหน้าพระที่นั่งก็ตัวสั่นงันงกทันที
สองมือโบกปฏิเสธพัลวัน “ไม่ได้การไม่ได้การ เรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!”
เสียกิริยาหน้าพระที่นั่ง โบยห้าสิบไม้ ถอดถอนชื่อเสียงเรียงนามทั้งหมด ปลดลงเป็นสามัญชนทันที
นี่ขนาดว่ามีความดีความชอบช่วยลดหย่อนโทษนะ หากเป็นชาวบ้านร้านตลาดที่ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ก็คงถูกประหารชีวิตทันที
ฉีเซียนกวนเห็นเขารู้จักหวาดกลัว ถึงได้ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูให้ฉินเหยา
คนฉลาดนั้นแตกต่างจริงๆ นางกำลังจะยกมือขึ้น ประตูห้องก็เปิดออกเองเสียก่อน
ฉีเซียนกวนกับหลิวจี้ต่างก็นับลำดับศักดิ์แยกกันมาโดยตลอด
พอเห็นฉินเหยา ฉีเซียนกวนก็ทักทายด้วยความยินดี “ฮูหยินฉิน!”
หากมีคนนอกที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอยู่ที่นี่ ใครจะไปนึกว่าคนในห้องกับคนนอกห้อง สองคนนี้คือสามีภรรยากัน
“ข้าให้อาวั่งปรุงข้าวอบกระบอกไม้ไผ่มาหลายกระบอก ย่างจนสุกแล้ว คุณชายน้อยอ่านหนังสือเหนื่อยๆ ข้าเลยตั้งใจนำมาแบ่งพวกท่าน”
“การเรียนแม้จะหนักหนา แต่ก็ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พักผ่อนสักครู่เถิด ประเดี๋ยวก็ได้เวลากินข้าวเย็นแล้ว”
ฉินเหยาถือกระบอกไม้ไผ่เดินเข้าประตูมา สือโถวที่นั่งผิงไฟอยู่มุมห้องเพียงลำพัง ช่างมีตารู้จักดูทิศทางลม รีบไปยกชามและตะเกียบเข้ามา
หลิวจี้เห็นฉินเหยาก็ดีใจจนทิ้งหนังสือกระโดดตัวลอย
เขารู้อยู่แล้ว เมียจ๋าสงสารที่เขาเรียนหนังสือเหนื่อยยาก!
“อาวั่งมีฝีมือไม่เบานะเนี่ย ข้าวอบกระบอกไม้ไผ่นี่ปรุงรสได้หอมน่ากินจริงๆ!”
หลิวจี้ยืนอยู่หน้าโต๊ะ ถูไม้ถูมือ แทบรอจะกินไม่ไหว
ฉินเหยาแบ่งกระบอกไม้ไผ่สองกระบอกเป็นสี่ส่วน คนในห้องสี่คนได้คนละส่วน
ไม่ต้องรอนางเชื้อเชิญ สือโถวที่เห็นที่นี่เป็นดั่งบ้านของตนเองไปนานแล้วก็ยกชามและตะเกียบขึ้นกินทันที
หลิวจี้ตามมาติดๆ กำลังจะใช้มือหยิบเนื้อชิ้นหนึ่งโยนเข้าปากก็ได้ยินฉีเซียนกวนกระแอมไอหนักๆ สองที
หลิวจี้ถอนหายใจ ยอมชักมือกลับอย่างจ๋อยๆ หยิบตะเกียบขึ้นมาค่อยๆ กินอย่างสุภาพเรียบร้อย
เช่นนี้ สายตาของฉีเซียนกวนถึงได้ละไปจากร่างของเขา รอให้ฉินเหยาที่เป็นเจ้าบ้านกินก่อน เขาที่เป็นแขกถึงจะขยับตะเกียบอย่างสง่างาม
หากเป็นเมื่อก่อนตอนอยู่ในหมู่บ้านก็ไม่ได้พิถีพิถันเรื่องกินไม่พูดนอนไม่คุยอันใด
แต่ยามนี้การสอบชุนเหวยเหลือเวลาอีกไม่มาก เพื่อฝึกฝนปฏิกิริยาและแก้ไขสัญชาตญาณเดิมของหลิวจี้ ทั้งสี่คนจึงกินกันอย่างเงียบเชียบ
ภายในสนามสอบ กฎเกณฑ์นั้นมากมายก่ายกอง
หากไม่ดัดนิสัยให้ดีเสียแต่ตอนนี้ รอจนถึงสนามสอบค่อยมาตามแก้ก็คงไม่ทันการแล้ว
ในเมื่อท่านอาจารย์ไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ฉีเซียนกวนรู้สึกว่าตนเองที่เป็นศิษย์พี่ต้องแบกรับหน้าที่ในการสั่งสอนศิษย์น้อง
จะไม่มีวันทำให้คำสั่งสอนของท่านอาจารย์ในวันวานต้องสูญเปล่าเด็ดขาด!