ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 765 ผู้เข้าสอบหม่าหยาง
ตอนที่ 765 ผู้เข้าสอบหม่าหยาง
ข้าวอบกระบอกไม้ไผ่แม้นรสชาติอร่อยล้ำ แต่กลับทำให้อิ่มท้องง่ายนัก
ด้วยเหตุนี้ ช่วงมื้อเย็น อาหารรสเลิศเต็มโต๊ะที่อาวั่งอุตส่าห์เตรียมมาอย่างยากลำบากจึงแทบจะไม่มีใครแตะตะเกียบลงไปเลย
อาวั่ง “สรุปมีแค่ข้าที่รับเคราะห์สินะ”
จะมีก็เพียงอินเยว่ที่ยุ่งอยู่ในร้านสระผมจนไม่ได้กินข้าวอบกระบอกไม้ไผ่
ส่วนคนที่เหลือต่างพากันก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ
อาวั่งกวาดสายตาถลึงมองไปรอบวงอย่างไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่คนเดียว
เขาใช้สายตาก่นด่าว่า การกินทิ้งกินขว้างช่างน่าละอายยิ่งนัก!
เคราะห์ดีที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาว อากาศเย็น กับข้าวเหลือทิ้งไว้สักคืนพรุ่งนี้เช้าเอามาอุ่นกินก็ยังรสชาติดี
“ยังจะกินกันอีกไหม” อาวั่งลุกขึ้นถาม
หากไม่กินเขาจะเก็บแล้ว
ทุกคนส่ายหน้าแล้วลงมือช่วยกันเก็บกวาดอย่างรู้หน้าที่
ทันใดนั้น ที่ด้านนอกประตูใหญ่ก็มีเสียงดังตุบแว่วเข้ามาคล้ายมีวัตถุบางอย่างกระแทกเข้ากับประตูใหญ่
“ลูกหลานบ้านไหนมาเล่นซนกระมัง” หลิวจี้ตั้งข้อสงสัย
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่เหมือน อาเยว่เจ้าไปเปิดประตูดูซิ”
อินเยว่ลุกขึ้น เลิกม่านประตู สอดมือซุกไว้ในแขนเสื้อแล้วเดินออกไป
ทุกคนในห้องหยุดมือจากการเก็บกวาด เดินมาที่ขอบประตู มองไปทางประตูใหญ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
อินเยว่แง้มประตูออกเป็นช่องเล็กๆ ก่อน ทว่ากลับได้ยินเสียงตุบอีกครั้งคล้ายมีอะไรบางอย่างไถลลงไปจากบานประตู
พอเปิดประตูออกจนกว้างก็เห็นชายรูปร่างผอมแห้งผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าบางเบา นอนหมดสติอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
ข้างประตูยังวางหีบหนังสือไว้ใบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นบัณฑิตตกยากผู้หนึ่ง
เมืองหลวงในปลายเดือนสิบเอ็ด อากาศหนาวเหน็บเข้ากระดูก
ยิ่งในยามค่ำคืนเช่นนี้ อุณหภูมิยิ่งลดต่ำลงอีกหลายส่วน
หากไม่มีใครพบเห็น ปล่อยให้นอนอยู่ที่หน้าประตูสักคืน วันรุ่งขึ้นคงต้องหนาวตายแน่นอน
อินเยว่รีบเข้าไปใช้นิ้วอังดูที่จมูกของบัณฑิตผู้นั้น
ทว่ามือเพิ่งจะยื่นออกไป ชายที่หลับตาแน่นผู้นั้นก็ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที
“หอม…หอมจัง…”
เขาพึมพำประโยคนี้ด้วยแววตาเลื่อนลอย กล่าวจบศีรษะก็พับลง สลบเหมือดไปอย่างสมบูรณ์
อินเยว่หันมารายงานในเรือน “ท่านอาจารย์ บัณฑิตผู้นี้ตามกลิ่นข้าวมา ดูเหมือนจะหิวจนเป็นลมไปเจ้าค่ะ!”
อาวั่งที่อุตส่าห์ทำมื้อเย็นอย่างยากลำบากแต่คนในบ้านกลับไม่เห็นค่า ดวงตาพลันลุกโชนวาววับ
บัณฑิตผู้นี้ต้องเป็นคนตาถึงแน่นอน!
“ฮูหยิน?” อาวั่งหันไปมองฉินเหยา แววตาเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
ฉินเหยาพยักหน้า “อย่าปล่อยให้เขาหนาวตายอยู่ที่หน้าประตู หามเข้ามาผิงไฟข้างในก่อน”
สิ้นเสียงนั้นอาวั่งที่อยู่ข้างกายก็หายวับไปโผล่ที่หน้าประตูใหญ่แล้ว
ฉินเหยา “…”
อาวั่งแบกบัณฑิตผู้นั้นเข้ามาวางลงบนพรมขนแกะอันอ่อนนุ่มในโถงแล้วยกเตาถ่านมาวางอังข้างๆ ให้เขาผิงไฟ
อินเยว่หิ้วหีบหนังสือที่มีสายสะพายปะชุนใบนั้นเดินตามเข้ามา
ฉีเซียนกวนและพวกต้าหลางสี่พี่น้องรีบเข้ามามุงดูรอบหีบหนังสือทันที
ฉีเซียนกวนคาดเดา “น่าจะเป็นผู้เข้าสอบที่เดินทางมาเมืองหลวงเพื่อรอสอบ ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดจึงไม่รู้ว่าเมืองหลวงเข้าสู่เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บแล้ว ถึงได้สวมเสื้อผ้าบางเบาเช่นนี้”
อาวั่งวิ่งไปเอาเสื้อนวมตัวหนาของตนเองมาคลุมร่างให้บัณฑิตผู้นั้น
หลิวจี้ยกน้ำอุ่นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทั้งสองคนช่วยกันพยุง ช่วยกันป้อนน้ำ ผ่านไปครู่หนึ่ง บัณฑิตผู้นั้นถึงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น
เขากลอกตาไปรอบๆ ท่าทางดูงุนงงอยู่บ้าง
หลิวจี้เรียก “นี่” อยู่สองคำ สายตาอันเชื่องช้าของบัณฑิตผู้นั้นถึงได้มาตกอยู่ที่ตัวเขา
หลิวจี้ถาม “เจ้าชื่ออะไร เหตุใดถึงมาเป็นลมอยู่หน้าบ้านข้าได้”
ภายในห้องอันอบอุ่น ร่างกายถูกคลุมด้วยเสื้อนวมตัวหนานุ่ม ทั้งยังได้ดื่มน้ำไปถ้วยหนึ่ง บัณฑิตผู้นั้นจึงค่อยๆ ฟื้นคืนสติและตระหนักได้ว่าตนเองถูกผู้ใจบุญช่วยชีวิตเอาไว้แล้ว
เขาเอ่ยเสียงเบาหวิวว่า “ผู้น้อยหม่าหยาง มีนามรองว่าเชียนจือขอรับ เป็นชาวหมู่บ้านต้าเอ๋า อำเภอเซี่ยหลี่ มณฑลไห่หนาน…”
หม่าหยางปีนี้อายุสามสิบสอง เป็นบัณฑิตเพียงคนเดียวในหมู่บ้านของพวกเขา
ทางบ้านยากจนข้นแค้นมาแต่เล็ก มีชื่อเสียงในท้องถิ่นเรื่องความขยันหมั่นเพียร
เพื่อจะเข้าร่วมการสอบชุนเหวย เมื่อต้นเดือนเก้าจึงนำค่าเดินทางที่คนในหมู่บ้านทั้งแก่และหนุ่มช่วยกันรวบรวมมาให้ โดยสารเรือพาณิชย์ล่องมาทางเหนือเพื่อเข้าเมืองหลวง
มณฑลไห่หนานไม่มีสี่ฤดู ตลอดทั้งปีล้วนเป็นฤดูร้อน
อีกทั้งคราก่อนที่เดินทางไปสอบที่อิงเทียนฝู่ก็เป็นช่วงฤดูร้อนต่อฤดูใบไม้ร่วง หม่าหยางจึงนึกภาพไม่ออกเลยว่าฤดูหนาวของเมืองหลวงนั้นหนาวเย็นเพียงใด
จนกระทั่งลงจากเรือ ถูกลมหนาวบาดผิวพัดมาปะทะ เขาถึงได้รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของเหมันต์ในเมืองหลวง
แน่นอนว่า เหตุผลที่สวมเสื้อผ้าบางเบาก็มิใช่เพราะเขาคาดคะเนความหนาวเย็นผิดพลาดเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นเพราะเงินในถุงร่อยหรอจึงตัดใจเอาเงินที่คนทั้งหมู่บ้านรวบรวมมาให้ไปซื้อเสื้อนวมราคาแพงไม่ลง
เพราะนี่เพิ่งจะมาถึงเมืองหลวง ภายหน้ายังมีเวลาอีกหลายเดือนที่ต้องกินต้องใช้และต้องสร้างสายสัมพันธ์
เงินที่มีเพียงหยิบมือเท่านี้ ต่อให้หนึ่งเหวินฉีกใช้เป็นสองเหวินก็ยังไม่พอเลย
เขาต้องรีบหาที่พักแล้วหาหนทางหาเงินเพิ่ม
แต่คนจะซวย ดื่มน้ำเย็นก็ยังติดฟัน
เพิ่งเข้าเมืองมาได้ไม่นาน ถุงเงินของหม่าหยางก็อันตรธานหายไป
วินาทีนั้น หม่าหยางรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มดินทลาย แทบจะยืนไม่อยู่
ในใจนึกเสียใจอย่างถึงที่สุด หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ สู้ไม่ประหยัดเงินพวกนั้นแล้วซื้อเสื้อนวมหนาๆ มากันหนาวสักตัวก็ยังดี!
เขาไปแจ้งความกับทางการทันที แต่ทหารหญิงลาดตระเวนทำได้เพียงให้เขาไปลงบันทึกประจำวันที่ว่าการอำเภอก่อน หากมีข่าวคราวทางที่ว่าการอำเภอจะแจ้งให้เขาทราบภายหลัง
หม่าหยางที่ทั้งหิวทั้งหนาว ไร้ญาติขาดมิตรในเมืองหลวง ภายใต้ความสิ้นหวัง เขาจึงเดินหลงเข้ามาในตรอกควานเจิ้งโดยไม่รู้ตัว
ครั้นได้กลิ่นหอมของข้าวจึงเดินตามกลิ่นมาเรื่อยๆ ภายใต้การถูกโจมตีทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในที่สุดก็เป็นลมล้มพับไปที่หน้าประตูใหญ่บ้านฉินเหยา
“นับว่าเจ้าโชคดี”
หลิวจี้พูดหยอกเย้า “ดันมาเป็นลมที่หน้าบ้านนายท่านใหญ่หลิวผู้รูปงามและจิตใจดีอย่างข้าพอดี”
“เจ้าลุกขึ้นมากินอะไรก่อนเถิด พวกเราก็นับว่าเป็นผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกัน ในเมื่อมีวาสนาได้พบพานย่อมเป็นการจัดสรรของสวรรค์เบื้องบน”
หลิวจี้เชื้อเชิญหม่าหยางขึ้นนั่งกินกับข้าวเหลือพลางกล่าวว่า “เจ้ากับข้ามีวาสนาต่อกัน ตอนนี้พี่หม่าประสบความยากลำบาก ข้าเองก็ยินดีที่จะควักกระเป๋า ให้เจ้ายืมเงินสักก้อนเพื่อช่วยให้เจ้าผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้”
พวกฉินเหยาฟังแล้วก็เลิกคิ้วขึ้น เขาใจดีปานนี้เชียว?
เป็นไปตามคาด หลิวจี้ไม่เคยทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง เพราะประโยคถัดมาก็ดังต่อทันทีว่า
“รอให้พี่หม่าได้ดิบได้ดีแล้ว จ่ายดอกเบี้ยข้าเพียงสามส่วน แถมติดหนี้น้ำใจข้าอีกสักครั้งก็พอ”
กับข้าวที่หม่าหยางเพิ่งจะคีบเข้าปากร่วง “แปะ” ลงมา
เขาตกใจสะดุ้ง แต่แววตาที่แปรเปลี่ยนไปมาหลายตลบกลับกลายเป็นแน่วแน่ในเวลาอันรวดเร็ว
เขาพยุงกายลุกขึ้น ประสานมือคารวะหลิวจี้อย่างหนักแน่น “ความหวังดีของนายท่านหลิว เชียนจือขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้!”
“วันหน้าเมื่อได้ดิบได้ดี จะต้องทำตามสัญญาแน่นอน”
ก่อนออกเดินทาง ท่านพ่อท่านแม่กำชับเขาไว้
ยามเดินทางไกล ไปต่างถิ่นต่างที่ต้องระมัดระวังการกระทำให้รอบคอบที่สุด
ฟ้าไม่มีทางโปรยขนมเปี๊ยะลงมาให้เปล่าๆ จงอยู่ให้ห่างจากคนที่ทำดีด้วยโดยไร้เหตุผล
ดังนั้นพอได้ยินว่าหลิวจี้ยินดีให้ยืมเงินเพื่อผ่านพ้นวิกฤต แต่กลับคิดดอกเบี้ยโหด หม่าหยางนอกจากจะตกใจในแวบแรกแล้วก็ตระหนักได้ทันทีว่า นี่สิคือธาตุแท้ของมนุษย์
การที่นายท่านหลิวทำเช่นนี้กลับทำให้เขาโล่งใจ
อีกทั้งสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ ยังมีคนยินดีให้ยืมเงินก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้วจึงมิกล้าขอมากไปกว่านี้
แต่ว่าการที่หม่าหยางตอบตกลงอย่างง่ายดายปานนี้ เล่นเอาหลิวจี้ที่เตรียมตัวจะต่อรองราคาถึงกับงุนงงไปเลย
ฉินเหยามุมปากกระตุก เดินเข้าไปกล่าวว่า
“คุณชายหม่า สามีข้าล้อเจ้าเล่นน่ะ”
นางยิ้มพลางตบไหล่หลิวจี้ไปหนึ่งฉาด เล่นเอาคนแทบทรุดลงไปใต้โต๊ะ
แฝงนัยตักเตือนไว้เต็มเปี่ยม
หลิวจี้ที่เมื่อครู่ทำตัวไม่น่ารักรีบกุมไหล่ สูดปากเบาๆ ด้วยความเจ็บ
เขารีบกลับคำส่งยิ้มแห้งๆ ให้หม่าหยาง “เมื่อครู่ข้าแค่ลองหยั่งเชิงดู รู้ว่าพี่หม่าเป็นคนจริงใจ ข้าก็วางใจแล้ว!”
หม่าหยางที่เตรียมใจจะแบกรับหนี้ดอกเบี้ยโหดก้อนนี้ถึงกับตะลึง หา?