ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 766 พี่หม่า ท่านมีวาสนาแล้ว
ตอนที่ 766 พี่หม่า ท่านมีวาสนาแล้ว
ฉินเหยาโบกมือ
หลิวจี้รีบถอยฉากออกไปทันที
ฉินเหยาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหม่าหยาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“อันที่จริงพวกเราก็มาจากบ้านนอกเหมือนกัน ในหมู่บ้านกว่าจะมีบัณฑิตสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ออกมาอยู่ข้างนอก ยิ่งสมควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”
“หากท่านยังไม่มีที่ไป ช่วงสั้นๆ นี้ที่บ้านข้ายังมีเรือนรับรองอันเงียบสงบอยู่หลังหนึ่ง คุณชายหม่าวางใจพักอยู่ที่นี่ได้เลย”
เมื่อเห็นหม่าหยางมีสีหน้าเกรงใจ ฉินเหยาก็กวาดสายตามองพวกต้าหลางสี่พี่น้องในโถงแล้วกล่าวเสริมว่า
“หากรู้สึกเกรงใจที่ต้องกินอยู่บ้านข้า ยามว่างท่านก็ช่วยสอนการบ้านให้เด็กสี่คนของบ้านข้าเป็นการตอบแทนก็ได้”
เรื่องน่ายินดีมาถึงกะทันหันเกินไป หม่าหยางนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ เขาข่มความตื่นเต้นแล้วถามย้ำว่า
“สิ่งที่ฮูหยินกล่าวมาเป็นความจริงหรือ”
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้า หม่าหยางผู้โดดเดี่ยวในต่างแดนก็ซาบซึ้งใจจนน้ำตาคลอเบ้า
เขาคารวะนางติดต่อกันสามครั้ง ขอบตาทั้งสองข้างแดงก่ำ
ฉินเหยาทนเห็นฉากซึ้งๆ แบบนี้ไม่ค่อยไหวจึงขมวดคิ้วยัดตะเกียบใส่มือหม่าหยาง ส่งสัญญาณให้เขารีบกินข้าว
ขืนหิวจนเป็นลมไปอีกรอบ คราวนี้ไม่แน่ว่าจะฟื้นขึ้นมาได้อีก!
อาหารเต็มโต๊ะ แม้จะเย็นชืดแล้วแต่ก็ยังส่งกลิ่นหอมฉุย หม่าหยางหิวจนท้องแทบจะติดแผ่นหลังมานานแล้ว เวลานี้จึงไม่สนใจว่าจะมีคนล้อมวงจ้องมองอยู่กี่คน รีบตักกินคำโต
เขากินไปพลางชำเลืองมองคู่สามีภรรยาฉินเหยาเป็นระยะ เมื่อเห็นพวกนางพยักหน้าบอกให้ทำตัวตามสบาย เขาถึงได้ลอบกลืนน้ำลายแล้วยื่นตะเกียบไปคีบหมูสามชั้นน้ำแดงชิ้นอวบอ้วนชิ้นนั้น
น้ำราดเนื้อซึมเข้าเนื้อหมูจนชุ่มฉ่ำ สัมผัสนุ่มละลายในปาก แทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว เพียงแค่ดูดก็ลื่นลงคอ รสชาติล้ำเลิศจนหม่าหยางเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมา
เพียงแต่อารมณ์ความรู้สึกที่ต้องจากบ้านไร้ที่พึ่งพิงถาโถมเข้ามา ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่อาจข่มลงได้เลยกินไปสะอื้นไป
ต้าหลางและน้องๆ รวมทั้งฉีเซียนกวน ทั้งห้าคนยืนมองอยู่ข้างๆ พร้อมใจกันส่งสายตาตำหนิไปทางหลิวจี้ ‘ท่านไม่ใช่คนจริงๆ!’
คนเขาตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว ท่านยังคิดจะเก็บดอกเบี้ยโหดตั้งสามส่วน
หลิวจี้ลูบปลายจมูกแก้เก้อ รีบหาข้ออ้างไล่พวกเขาไป
ฉีเซียนกวนกล่าวลาหม่าหยางคำหนึ่งแล้วพาสือโถวจากไปก่อน
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็พาฝาแฝดไปที่ห้องครัวล้างหน้าบ้วนปากเสร็จก็กลับห้องพักผ่อน
อินเยว่คิดว่าหม่าหยางคงต้องพักอยู่ที่บ้านนี้ชั่วคราวจึงแยกไปจัดเตรียมห้องพักแขกให้เขา
ฤดูหนาวอากาศเย็น กลางคืนต้องจุดเตาถ่าน ผ้าห่มก็ต้องเปลี่ยนเป็นแบบหนา เห็นมือของหม่าหยางที่แตกเพราะความหนาวเย็น ที่บ้านยังมียาขี้ผึ้งจึงเตรียมไว้ให้เขาสักหน่อย
มือของบัณฑิตสำคัญนัก หากจับพู่กันไม่ได้ เกรงว่าจะกระทบต่อการสอบขุนนาง
จริงสิ ยังต้องต้มน้ำหม้อใหญ่ ให้เขาขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อย อย่าให้ผ้าปูที่นอนผ้าห่มที่นางปูไว้อย่างยากลำบากต้องสกปรกเชียว
คิดได้ดังนั้น อินเยว่จึงไปห้องครัวต้มน้ำก่อน เติมฟืนเข้าเตาแล้วค่อยไปจัดห้องพักแขก
ตอนที่หยิบกล่องใส่เงินสำหรับใช้จ่ายประจำวันที่วางอยู่บนโต๊ะกลางในห้องครัว นางก็ใส่เงินยี่สิบตำลึงลงไปด้วยความภาคภูมิใจ
อากาศหนาว ร้านสระผมรายได้กลับดียิ่งขึ้น นางกับหลิวเฝยต่างได้รับส่วนแบ่งเป็นเงินไม่น้อย
ตอนนี้ นางเองก็สามารถหาเงินเข้าบ้านได้แล้ว
พรุ่งนี้เช้าตอนอาวั่งมาหยิบเงินแล้วเห็นเข้าจะต้องตกใจจนตาโตแน่ๆ
“ฮ่าฮ่า~” อินเยว่เพียงแค่คิดถึงภาพนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
น่าเสียดาย พรุ่งนี้นางต้องรีบไปที่ร้านตั้งแต่เช้าตรู่จึงไม่มีโอกาสได้เห็นอาวั่งตกใจจนตาโตเสียแล้ว
ทุกคนในบ้านต่างแยกย้ายกันไปทำธุระของตน
ในห้องโถงหลักเหลือเพียงสามีภรรยาฉินเหยา อาวั่งและหม่าหยาง
กับข้าวเต็มโต๊ะหม่าหยางคนเดียวย่อมกินไม่หมด พอรู้ว่าอาวั่งจะเก็บไปไว้ที่ห้องครัวเพื่อทำบะหมี่ให้ทุกคนกินพรุ่งนี้ เขาถึงได้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
อาหารการกินของบ้านนี้ดีเยี่ยม หม่าหยางปักใจเชื่อไปแล้วว่านี่คือตระกูลมหาเศรษฐี
เขาเคยได้ยินคนพูดว่า คนรวยในเมืองหลวงกินคำหนึ่ง อีกคำก็เอาไปทิ้งให้สุนัขกิน
ตอนนี้ดูแล้ว ข้าวสารอาหารแห้งได้มาไม่ง่าย คนที่พูดแบบนั้นช่างไร้ความรับผิดชอบจริงๆ
ครอบครัวฮูหยินฉินและนายท่านหลิวช่างเป็นเศรษฐีที่รู้จักมัธยัสถ์
หลิวจี้ไม่รู้ว่าหม่าหยางกำลังคิดอะไรอยู่ หากรู้ละก็ เขาคงต้องพาหม่าหยางไปเปิดหูเปิดตาที่เรือนหลังจวนราชครูที่งดงามราวกับสถานที่ท่องเที่ยวระดับห้าดาวเสียหน่อย
บุรุษคุยกันสะดวกกว่า ฉินเหยากำชับหม่าหยางว่าต่อไปอาหารสามมื้อให้มากินพร้อมกับคนในบ้าน จากนั้นจึงลุกขึ้น เตรียมกลับห้อง
ก่อนไป ยังไม่ลืมกำชับหลิวจี้ ให้เขาไปไหว้วานสหายรักอย่างหลูเสี่ยวเฟิ่งให้ช่วยไปถามที่ว่าการอำเภอ ไม่แน่อาจจะได้เงินที่หม่าหยางทำหายคืนมา
หลังจากส่งฉินเหยาออกไป หม่าหยางก็รีบหันมาถามหลิวจี้ด้วยความตื่นเต้นทันที
“นายท่านหลิวรู้จักคนในที่ว่าการอำเภอด้วยหรือขอรับ”
หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างลำพองใจ “คนในที่ว่าการอำเภอนับเป็นอะไรได้ แม้แต่ฝ่าบาทกับฮองเฮาข้าก็ล้วนเคยพบมาแล้ว”
พอเริ่มโม้ก็ลืมไปว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน
อีกทั้งนานๆ ทีจะเจอคนที่ไม่รู้ไส้รู้พุงตัวเอง หลิวจี้จึงตบไหล่หม่าหยางแล้วกล่าวว่า
“ไม่ต้องตกใจไป วันข้างหน้า นายท่านผู้นี้จะเป็นเส้นสายให้พี่หม่าในเมืองหลวงเอง ปัดเศษขึ้นสักหน่อย คนทื่ข้ารู้จักก็คือคนที่เจ้ารู้จัก เจ้าว่าถูกต้องหรือไม่”
อาวั่งลอบส่ายหน้า นายท่านใหญ่เตรียมจะหลอกต้มลูกน้องใหม่อีกแล้ว
หม่าหยางรู้สึกเป็นเกียรติจนทำตัวไม่ถูก รีบบอกว่ามิกล้า แต่ก็รู้สึกว่าหลิวจี้ผู้นี้ดูลึกลับยิ่งขึ้นไปอีก
อาวั่งตะโกนเรียก ให้นายท่านใหญ่มาช่วยเก็บชามและตะเกียบ
ท่าทางที่ไม่เกรงใจนั้นทำเอาหม่าหยางมองจนตะลึงงัน
เมื่อครู่ฮูหยินฉินแนะนำทุกคนในบ้านให้เขารู้จักรอบหนึ่งแล้ว เขารู้ว่านอกจากคุณชายฉีและบ่าวที่เป็นแขกมาพักชั่วคราว ที่เหลือล้วนเป็นคนในครอบครัวฮูหยินฉิน
นายท่านหลิวไม่จำเป็นต้องพูดถึง นายน้อยคุณหนูสี่คน ยังมีแม่นางอินเยว่ที่เป็นลูกศิษย์ของฮูหยินฉิน
มีเพียงอาวั่ง ที่ฮูหยินฉินแนะนำว่าเป็นพ่อบ้าน เรื่องราวใหญ่เล็กในบ้านล้วนให้อาวั่งรับผิดชอบ
ในความเข้าใจของหม่าหยาง พ่อบ้านก็คือบ่าวรับใช้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมาชี้นิ้วสั่งเจ้านาย
แต่ที่ทำให้หม่าหยางตกใจยิ่งกว่าคือ นายท่านหลิวกลับถลกแขนเสื้อเดินไปช่วยเก็บชามและตะเกียบจริงๆ
อย่าเพิ่งพูดถึงความสัมพันธ์ประหลาดในบ้านนี้เลย ในเมื่อเจ้าบ้านยังเก็บกวาด หม่าหยางจะนิ่งดูดายไม่ทำงานได้อย่างไรจึงรีบเข้าไปช่วยทันที
บุรุษสามคนช่วยกัน ไม่นานก็เก็บโต๊ะอาหารจนสะอาด ยกชามกะละมังไปที่ห้องครัว
เรื่องล้างจาน หลิวจี้ไม่มีทางล้างเองแน่ แต่ไม่เป็นอุปสรรคที่เขาจะสอนหม่าหยางล้าง
หม่าหยางแม้จะเป็นบัณฑิตจากหมู่บ้านบ้านอกเหมือนกัน แต่เพราะเขาต้องเรียนหนังสือ อยู่ที่บ้านจึงไม่ต้องทำงานอะไร
ล้างจานก็ล้างไม่คล่องแคล่วจนได้รับสายตารังเกียจจากนายท่านหลิวไปหนึ่งที
“ไปๆๆ!” หลิวจี้โบกมือไล่ให้เขายืนดูอยู่ข้างๆ ถลกแขนเสื้อหยิบผ้าขี้ริ้วขึ้นมาล้างจานอย่างคล่องแคล่วว่องไว ปากก็พูดว่า
“ดูไว้นะ ฝีมือล้างจานของนายท่านใหญ่อย่างข้าถือเป็นหนึ่งในใต้หล้า คนอื่นอยากเรียนข้ายังไม่สอน วันนี้ถือว่าพี่หม่าท่านมีวาสนาแล้ว ข้าจะสอนแค่รอบเดียว ถ้าเรียนไม่เป็นเจ้าก็ไปทำกับข้าวกับอาวั่งนู่น!”
อาวั่งตวัดสายตามองมา ทำไม ทำกับข้าวมันง่ายกว่าล้างจานตรงไหนหรือ
หลิวจี้ส่งเสียงชิทีหนึ่ง เถียงไม่ออก
เอาเถอะ หม่าหยางก็หัวไวใช้ได้ เขาเรียนรู้วิธีล้างชามให้สะอาดเงาวับแถมยังประหยัดน้ำได้สำเร็จ
น้ำในหม้อใหญ่เดือดพอดี หลิวจี้จึงพาหม่าหยาง ‘เจ้าบ้านนอก’ ผู้นี้ไปอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำของบ้าน
ขัดสีฉวีวรรณคราบไคลที่หมักหมมบนเรือมาหลายเดือนจนสะอาด มอบเสื้อผ้าเก่าเนื้อหนาของอาวั่งให้ชุดหนึ่งแล้วพาหม่าหยางที่ในที่สุดก็ดูเหมือนจวี่เหรินขึ้นมาหน่อยไปที่เรือนรับรอง
ทั้งสองเดินไปคุยไป
หม่าหยางถาม “บ้านนายท่านหลิวใหญ่โตเพียงนี้ เหตุใดถึงมีคนอยู่แค่นี้ ไม่จ้างคนรับใช้มาปรนนิบัติบ้างหรือขอรับ”
หลิวจี้ค้อนใส่เขา “พวกเรามีมือเท้าดีๆ เรื่องแค่นี้ทำไมจะทำเองไม่ได้ก็ไม่ได้พิการเสียหน่อย!”
หม่าหยางคิดตาม ก็จริงแฮะ มีมือมีเท้า จะต้องการคนรับใช้ไปทำไมล้วนเป็นแค่ความหรูหราไว้โอ้อวดคนอื่นเท่านั้น
วิญญูชนที่แท้จริงไยต้องใส่ใจชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านี้
หม่าหยางบรรลุแล้ว เขาคารวะอย่างซาบซึ้ง “คำพูดของนายท่านหลิวในวันนี้ ทำให้เชียนจือตาสว่างดั่งรดด้วยน้ำทิพย์ ได้รับการชี้แนะแล้ว!”
หลิวจี้ “…”