ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 767 ล้วนพึ่งพาเมียจ๋าค้ำจุน
ตอนที่ 767 ล้วนพึ่งพาเมียจ๋าค้ำจุน
หลิวจี้รับการคารวะอย่างงุนงง
รอจนหม่าหยางยืดตัวขึ้น ทั้งสองก็เดินหน้าต่อ
หลิวจี้อดรนทนความสงสัยไม่ไหว เหลือบมองหีบหนังสือและสายสะพายที่ปะแล้วปะอีกบนไหล่หม่าหยางแล้วถามหยั่งเชิงว่า
“พี่หม่าก็เป็นถึงจวี่เหรินแล้ว เหตุใดจึงยังขัดสนถึงเพียงนี้”
คนอื่นไม่พูดถึง เอาแค่ตัวเขาเอง ภายใต้เงื่อนไขการคัดเลือกที่ถือว่าเข้มงวดของเมียจ๋าก็ยังคัดเศรษฐีออกมาได้ตั้งสามบ้าน
หากไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งอำเภอมีนายท่านจวี่เหรินอยู่ไม่กี่คน พวกเศรษฐีคงย่ำจนหัวกระไดบ้านหม่าหยางไม่แห้งไปนานแล้ว
ดังนั้นพอเห็นหม่าหยางจนกรอบปานนี้ หลิวจี้ก็ยิ่งไม่เข้าใจ
หม่าหยางก็ไม่ได้ปิดบัง อย่างไรเสียอยู่ด้วยกันไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายก็ต้องรู้อยู่ดี
อีกทั้งสองสามีภรรยาเจ้าบ้านมีน้ำใจรับเขาไว้ เขาไม่มีเหตุผลต้องปิดบังผู้มีพระคุณ
ดังนั้นจึงเล่าเรื่องที่บรรพบุรุษไม่มีเงินเก็บ ก่อนหน้านี้เรียนหนังสือก็ติดหนี้สินไว้มากมาย ตอนนี้เพิ่งจะใช้หนี้หมดพอดีให้หลิวจี้ฟัง
หม่าหยางมองดูเรือนขนาดสามลานเรือนที่หากตั้งอยู่ที่อำเภอของตนคงเรียกว่าหรูหราอลังการหลังนี้แล้วถอนหายใจด้วยความอิจฉาพลางพูดว่า
“บัณฑิตลูกหลานชาวนาที่ฐานะดีอย่างนายท่านหลิว หาได้ยากยิ่งนัก”
หลิวจี้เลิกคิ้ว “หายากหรือ”
หม่าหยางส่ายหน้าจากใจจริง “ไม่ใช่แค่หายาก ในหมู่บัณฑิตที่มาจากชาวนาเรียกได้ว่าแทบไม่พบเจอเลยทีเดียว”
แต่ที่ว่าหายากก็เพราะลูกหลานชาวนาน้อยคนนักที่จะเดินมาถึงขั้นเมืองหลวงนี้ได้
ฐานะยากจน ไร้เส้นสาย ต่อให้มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิดก็มีโอกาสตายระหว่างเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อสอบ
หลิวจี้ “เกรงใจแล้ว ล้วนพึ่งพาเมียจ๋าค้ำจุนทั้งนั้น”
หม่าหยางอุทาน “หา” ด้วยความตกใจ ในใจคิด นึกไม่ถึงว่านายท่านหลิวจะเป็นพวกเกาะสตรีกิน
หลิวจี้ชินกับสายตาแบบนี้ไปนานแล้ว เขาไม่รู้สึกอับอาย แต่กลับภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
เขายืดอกขึ้นแล้วถามด้วยความอยากรู้ “พี่หม่าแต่งงานหรือยัง”
หม่าหยางยิ้มขมขื่น “น่าละอาย บ้านยากจนจนไม่มีปัญญาจ่ายค่าสินสอดจนป่านนี้ยังไม่ได้แต่งเมีย”
หลิวจี้กวาดตามองเขาหัวจรดเท้าพลางพยักหน้า “ก็จริง พี่หม่าไม่มีเงินแถมหน้าตาก็ธรรมดา จะหาเมียก็คงยากจริงๆ นั่นแหละ”
หม่าหยาง “…” เจ็บจี๊ดเลย!
“สรุปว่า การได้พบนายท่านหลิวและฮูหยินฉิน ได้รับการช่วยเหลือจากท่านทั้งสอง ย่อมเป็นวาสนาที่เชียนจือสั่งสมมาหลายชาติภพ”
หม่าหยางกล่าวอย่างหนักแน่น “วันหน้าหากสอบได้ตำแหน่ง จะไม่ลืมบุญคุณช่วยชีวิตและให้ที่พักพิงของนายท่านและฮูหยินแน่นอน!”
หลิวจี้หัวเราะแห้งๆ สองที ในใจคิด รอให้เจ้าหนุ่มนี่รู้ตัวตนที่แท้จริงของข้ากับศิษย์พี่แล้วยังไม่หนีไปก่อนค่อยว่ากันเถอะ
ถึงห้องพักแขกแล้ว อินเยว่จัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อย ในห้องจุดตะเกียงสว่างไสว จุดอ่างไฟไว้ ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างล้วนสะอาดสะอ้าน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ
หม่าหยางเดินทางรอนแรมมาตลอดทาง ร่างกายเหนื่อยล้าเต็มที พอเข้ามาในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นสบายเช่นนี้ ความง่วงก็เข้าครอบงำ
หลิวจี้ก็หาวออกมาวอดหนึ่ง ยึดถือคติที่ว่าหากรบกวนคนอื่นได้ก็อย่าลำบากตัวเองจึงชี้ไปที่เรือนหลังเล็กตรงข้ามแล้วบอกว่า
“ศิษย์พี่ตัวน้อยของข้ากับสือโถวพักอยู่เรือนตรงข้าม ถ้ามีธุระอะไร เจ้าก็ไปหาพวกเขาได้เลย”
พูดจบก็กำชับหม่าหยางว่าพรุ่งนี้จำไว้ว่าต้องตื่นเช้าไปช่วยอาวั่งเตรียมอาหารเช้าให้ทุกคนที่ห้องครัว จากนั้นหลิวจี้ก็จากไป
“นายท่านหลิว!” หม่าหยางเรียกเขาไว้
หลิวจี้หันกลับมาอย่างรำคาญ “อะไรอีก?”
หม่าหยางถามเรื่องที่ว่าการอำเภอที่ฉินเหยาพูดเมื่อครู่อย่างเกรงใจ
หลิวจี้อุทาน นึกว่าเรื่องอะไรพลางส่งสายตาให้หม่าหยางวางใจ
“พรุ่งนี้กินข้าวเช้าเสร็จข้าจะพาเจ้าไปหาน้องเล็กของข้า หลูเสี่ยวเฟิ่ง ผู้ว่าการเมืองหลวงเป็นลุงใหญ่แท้ๆ ของเขา ถุงเงินของเจ้าหาเจอแน่นอน!”
หม่าหยางซาบซึ้งใจยิ่งนัก “เช่นนั้นต้องรบกวนนายท่านหลิวกับน้องเล็กของท่าน นายท่านหลูแล้ว!”
“เกรงใจอะไร ต่อไปเรียกข้าว่าหลิวจี้เถอะ” คำว่า ‘นายท่านใหญ่’ เป็นคำเรียกเฉพาะของอาวั่ง ให้คนนอกมาเรียกแบบนี้ เดี๋ยวเจ้านั่นจะไม่พอใจเอา หลิวจี้คิดอย่างหลงตัวเอง
อาวั่งที่อยู่ที่โรงม้า: ขอบใจนะนายท่านใหญ่!
……
ตั้งแต่จำความได้ หม่าหยางไม่เคยนอนหลับเกินสามชั่วยามมาก่อน
เพื่อให้มีเวลาอ่านหนังสือมากที่สุด ทุกวันเขาจะนอนเพียงสองชั่วยามครึ่ง
งานการในบ้านไม่ต้องทำ เขาแค่ต้องเรียนหนังสืออย่างเดียว
เพื่อไม่ให้ความทุ่มเทของคนในครอบครัวสูญเปล่า เขาจึงทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการอ่านหนังสือ
สองชั่วยามครึ่ง คือเส้นตายที่เขากำหนดให้ตัวเอง
นึกไม่ถึงว่า วันนี้พอลืมตาขึ้นมา ขอบฟ้าก็สว่างโร่แล้ว
หม่าหยางสะดุ้งตกใจลุกพรวดขึ้นจากเตียง ผ้าห่มที่อบอุ่นสะอาดไหลลงจากตัว กระแสลมที่ไม่ได้หนาวจัดปะทะหน้าอก เขาถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่า ตอนนี้ตนเองอยู่ที่เมืองหลวงแล้วและกำลังพักอยู่ในห้องพักแขกที่ผู้มีพระคุณจัดเตรียมให้
กระถางไฟในห้องยังมีความร้อนหลงเหลือ ถ่านไฟที่กลบด้วยขี้เถ้ายังคงให้ความอบอุ่นได้ตลอดทั้งคืน
บนผนังมีช่องลมระบายอากาศ อากาศในห้องระบายออกไปได้ แต่ลมหนาวข้างนอกพัดเข้ามาไม่ได้
ดังนั้นจุดถ่านในห้องตอนกลางคืนจึงไม่ต้องกลัวว่าจะขาดอากาศหายใจ
หม่าหยางจ้องมองช่องลมนั้นอยู่ครู่หนึ่ง หารู้ไม่ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของเจ้าบ้านฝ่ายหญิงยังเข้าใจว่าเป็นของดีที่มีเฉพาะในเมืองหลวง
เรือนตรงข้ามมีเสียงกวาดพื้นดังมาแล้ว หม่าหยางรีบสวมเสื้อผ้าลงจากเตียง
พอผลักประตูออกไปก็เห็นสือโถวผู้คุ้มกันร่างกำยำของคุณชายน้อยฉีกำลังกวาดลานบ้าน
บ้านฉินเหยาไม่มีคนรับใช้คอยปรนนิบัติ ดังนั้นงานในเรือนใครเรือนมันต้องรับผิดชอบเอง
สือโถวในตอนนี้ ทั้งกวาดพื้น ซักผ้า เย็บปักถักร้อย สามารถทำได้ทุกอย่าง!
หม่าหยางพยักหน้าทักทายสือโถวแล้วเดินไปที่ห้องครัว
ได้พักในห้องที่ดีขนาดนี้ แค่ช่วยทำกับข้าวเขายังรู้สึกละอายใจเลย
ได้ยินว่านายน้อยและคุณหนูสี่คนของบ้านฮูหยินฉินพรุ่งนี้จะเริ่มหยุดเรียน หม่าหยางตั้งใจว่าคืนนี้ก่อนนอนจะเตรียมหนังสือสำหรับเด็กให้พร้อม เช้าวันมะรืนจะได้เริ่มสอนหนังสือเพิ่มให้พวกเขา
ในห้องครัว อาวั่งก่อไฟเสร็จนานแล้ว กำลังนวดแป้งอยู่
หม่าหยางเข้ามาช่วย แต่เขาไม่ถนัดงานบ้านพวกนี้ สุดท้ายเลยถูกอาวั่งไล่ไปให้อาหารม้าที่โรงม้าในสวนหลังบ้าน
โชคดีที่แม้จะไม่เคยขี่ม้า แต่การให้อาหารม้า แค่หยิบหญ้าแห้งที่มีอยู่แล้วโยนใส่รางม้าก็พอ
หม่าหยางทำได้ดีมาก แถมยังช่วยเก็บกวาดขี้ม้าจนสะอาด ถึงได้ล้างมือกลับไปกินข้าวเช้าพร้อมทุกคนที่ห้องโถงหลัก
เด็กๆ ออกไปสำนักศึกษากันแล้ว
พวกเขากินข้าวที่บ้านจนเบื่อแล้วจึงชอบไปซื้ออาหารเช้าที่ร้านข้างนอกกินกัน
ฉินเหยาปล่อยตามใจพวกเขา อีกทั้งยังช่วยลดงานให้อาวั่งได้ด้วย
บ้านฉินเหยาไม่มีพิธีรีตองแบ่งแยกชนชั้น แม้แต่ฉีเซียนกวนและบ่าวที่เป็นแขกก็ทำตัวตามสบาย ตอนนี้สือโถวจึงมานั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับทุกคน
มื้อเช้าอันแสนผ่อนคลายผ่านพ้นไป ทุกคนต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่
ฉีเซียนกวนและสือโถวไปฝึกกระบี่ที่ลานฝึกยุทธ์ เช้านี้ไม่อ่านหนังสือแล้วเพราะหลิวจี้ต้องพาหม่าหยางไปหาถุงเงินที่ที่ว่าการอำเภอ
พอไม่มีนักเรียนให้สอนก็น่าเบื่อเหมือนกัน
เมื่อวานฉินเหยาบอกว่าต้องมีความตึงหย่อนผ่อนปรน ฉีเซียนกวนจึงเก็บคำพูดนี้ไปคิด
ช่วงนี้เขาบีบคั้นหลิวจี้มากเกินไปจริงๆ ถือโอกาสไม่กี่วันนี้ให้เขาได้ผ่อนคลายบ้าง
ส่วนตัวฉีเซียนกวนเอง เขามีความจำล้ำเลิศ อ่านผ่านตาไม่ลืมเลือน
หนังสือในบ้านไม่มีเล่มไหนที่เขายังไม่ได้อ่าน มีคลังความรู้มหาศาล การสอบชุนเหวยไม่ต้องกังวลเลยสักนิด
ก่อนหน้านี้เพราะไม่อยากนึกถึงเรื่องที่ท่านอาจารย์เสียชีวิต เด็กหนุ่มจึงใช้วิธีเคี่ยวเข็ญการเรียนของศิษย์น้องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
ตอนนี้ท่านอาจารย์จากไปได้เดือนกว่าแล้ว เขาต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริง
ฉินเหยามองดวงตาที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยของเด็กหนุ่มแล้วถอนหายใจเบาๆ
ตอนผู้เฒ่ายังมีชีวิตอยู่ มักหวังให้ศิษย์คนนี้รู้จักเรียนรู้ ‘ปล่อยวางตนเองแล้วไปสร้างความลำบากให้ผู้อื่น’ ของหลิวจี้บ้าง
อาจเป็นเพราะมองทะลุปรุโปร่งมานานแล้วว่า ยิ่งเป็นคนฉลาดก็ยิ่งคิดมากและยิ่งเจ็บปวด
ฉินเหยาสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวที่พี่ชายส่งมา เดินผ่านลานฝึกยุทธ์หน้าประตู ยกมือช่วยจับแขนที่สั่นเทาของฉีเซียนกวนให้ยกขึ้น ยิ้มให้กำลังใจแล้วเดินออกจากบ้านไปอย่างสง่างาม
ฉีเซียนกวนอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา กระบี่ในมือหนักราวกับเหล็กพันจิน
เขาแอบอู้นิดหน่อย ลดมือลงต่ำเล็กน้อย สือโถวยังไม่ทันสังเกตเห็นเลยแท้ๆ
ตอนนี้ดีเลย พอฉินเหยามาจับยกขึ้น สายตาอันแหลมคมของสือโถวก็ตวัดมองมาทันที อย่าหวังว่าจะได้อู้อีก!