ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 768 ท่านลุงผู้หลงทาง
ตอนที่ 768 ท่านลุงผู้หลงทาง
ฉินเหยาผู้รู้สึกว่าตนเองได้ทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นจึงเก็บงำความดีความชอบไว้เงียบๆ
นางเดินออกจากตรอกควานเจิ้ง มุ่งหน้าสู่ถนนสายหลัก
ช่วงนี้อากาศหนาว ฉินเหยายังนึกว่าบนถนนคงจะเงียบเหงา
นึกไม่ถึงว่าพอออกจากตรอกควานเจิ้งมาถึงถนนใหญ่ ผู้คนกลับพลุกพล่านกว่าปกติเสียอีก
โดยเฉพาะในโรงเตี๊ยมและร้านน้ำชาที่ล้วนมีคนนั่งกันจนเต็ม
ทิศทางประตูเป่ยติ้ง ชาวบ้านที่เข้าเมืองต่อแถวกันเป็นทางยาวยิ่งกว่าช่วงเทศกาลปกติเสียอีก
แต่พอมองดูให้ละเอียดจะพบว่า คนที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านี้ล้วนมีสำเนียงต่างถิ่น แต่งกายด้วยชุดบัณฑิต
บัณฑิตหลายคนที่แบกหีบหนังสือหนัง ข้างกายมีเด็กรับใช้หรือบ่าวชราติดตาม เดินสวนผ่านฉินเหยาไป
หนึ่งในนั้นเดินผ่านไปแล้วก็เดินย้อนกลับมา ถามฉินเหยาที่ยืนอยู่ริมถนนเพียงลำพังว่า
“แม่นางท่านนี้ พอจะทราบหรือไม่ว่าสำนักข้าหลวงกรมศึกษาไปทางไหน”
เป็นผู้เฒ่าผมสีดอกเลา ดูแล้วอายุราวห้าสิบกว่า แบกสัมภาระเดินทางเข้าเมืองหลวงเพียงลำพัง รอบกายไร้สหายร่วมทาง
เขาพูดภาษาถิ่นออกมา พอเห็นฉินเหยาสีก็หน้าชะงักไป ถึงได้สติว่าอีกฝ่ายอาจฟังไม่รู้เรื่องจึงรีบเปลี่ยนมาพูดภาษากลางที่ติดสำเนียงท้องถิ่นเข้มข้น ถามซ้ำอีกครั้ง
ครั้งนี้ฉินเหยาฟังคำว่าสำนักข้าหลวงกรมศึกษาออกจึงยกมือชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ “เดินไปข้างหน้า เจอทางแยกแล้วเลี้ยวขวา จากนั้นท่านค่อยไปถามคนแถวนั้นอีกทีเถอะ”
ผังเมืองหลวงเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตรอกซอกซอยมากมาย แถมหน้าตายังเหมือนกันไปหมด นางกลัวว่าถ้าชี้ทางละเอียดไปคนคนนี้จะหลงทางเอาได้
ท่านลุงก็ไม่กล้าถามมากความ กล่าวขอบคุณแล้วเดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทว่าเขาเดินไปได้เพียงร้อยเมตรก็ถูกรถม้าของผู้สูงศักดิ์ที่แล่นตะบึงมาอย่างกะทันหัน ทำให้ตกใจจนล้มลงข้างทาง
คนรอบข้างเห็นเรื่องแบบนี้จนชินชาจึงไม่มีใครสนใจ
ท่านลุงผู้นั้นทั้งโกรธทั้งเจ็บ กว่าจะลุกขึ้นมาได้ รถม้าคันนั้นก็วิ่งไปไกลลิบแล้ว เขาอ้าปากพะงาบๆ สุดท้ายก็ไม่กล้าก่อเรื่องด่าทอออกมา
ฉินเหยารู้สึกเพียงว่าเรื่องของวาสนานี้ ช่างเป็นสวรรค์ลิขิตจริงๆ อธิบายไม่ถูกเลย
นางเห็นกับตาแท้ๆ ว่าท่านลุงผู้นั้นลุกขึ้นแล้วเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
แต่พอนางเดินเล่นไปรอบหนึ่งกลับมาเจอเขาอีกครั้งที่ปากตรอกอีกแห่ง
คราวนี้ข้างกายท่านลุงยังมีชายหนุ่มอายุราวสามสิบกว่าเพิ่มมาอีกสองคน ดูจากการแต่งกายล้วนดูภูมิฐาน แต่เมื่อลมพัดชายเสื้อเปิดออก เผยให้เห็นเสื้อตัวในที่ทั้งเก่าและบางซึ่งเผยออกมาโดยไม่ระวัง เปิดเผยสภาพความเป็นจริงของพวกเขา
เสื้อตัวในทำจากผ้าป่านที่ซักจนขึ้นขนเป็นขุย น่าจะใส่มาหลายปีไม่เคยเปลี่ยน
ทั้งสามคนดูเหมือนจะหลงทางกันหมด
ชายหนุ่มสองคนไม่ค่อยกล้าเสียหน้าไปถามทางเพราะตลอดทางที่ผ่านมาถูกมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามมามากจนเริ่มขยาด
อยู่ที่บ้านเกิด พวกเขาคือนายท่านจวี่เหริน
แต่พอมาถึงเมืองหลวง เดินชนใครเข้าสักคนก็อาจมีญาติเป็นขุนนาง จวี่เหรินบ้านนอกไม่กี่คนโยนลงแม่น้ำก็ไม่เกิดคลื่นน้ำสักนิด
ท่านลุงที่อาวุโสกว่า มีประสบการณ์โชกโชน หันไปหาคนเพื่อถามทางเพียงแต่รอบข้างล้วนเป็นพ่อค้าแม่ขาย เขาไม่ได้ซื้อของ พวกพ่อค้าย่อมรำคาญที่จะตอบจึงโบกมือไล่ให้เขาไปให้พ้นๆ อย่ามาเกะกะการค้าขาย
จังหวะที่หันกลับมานี้เอง ท่านลุงก็ตาลุกวาว
“แม่นาง! เจอเจ้าอีกแล้ว!”
ฉินเหยายิ้มเจื่อนๆ อย่างไม่เสียมารยาท “ไปเถอะ ข้าจะพาไปเอง”
พอดีนางจะไปจวนผู้ว่าการเมืองหลวงอยู่แล้ว ไปดูเสียหน่อยว่าหลิวจี้จัดการธุระเรียบร้อยหรือยัง
เมื่อเห็นท่านลุงพาฉินเหยาเดินมา ชายหนุ่มสองคนก็ทั้งประหลาดใจระคนยินดีและละอายใจ
ทั้งสองกล่าวอย่างเกรงใจ “รบกวนแม่นางแล้ว”
ฉินเหยาพยักหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไรมาก เดินนำหน้าไป
ทั้งสามแบกสัมภาระเดินตามหลังนางไป
เดินไปได้สักพัก ข้างหูฉินเหยาก็ได้ยินเสียงท้องร้อง “จ๊อก”
เสียงนี้ราวกับติดต่อกันได้ พอเสียงหนึ่งดังจบ อีกเสียงก็ดังขึ้นตาม
ฉินเหยาหันกลับไปมอง ท่านลุงและชายหนุ่มสองคนหน้าแดงด้วยความอับอาย
ฉินเหยาเงยหน้ามองฟ้า เที่ยงวันพอดี
“ไม่ได้กินข้าวเช้ามาหรือ” นางถาม
ทั้งสามพยักหน้าพร้อมกัน ท่านลุงอธิบายว่า “เพิ่งมาถึง ทางสำนักข้าหลวงกรมศึกษายังลงทะเบียนไม่เรียบร้อยเลยไม่กล้าผ่อนคลาย คิดแต่จะไปยืนยันตัวตนผู้เข้าสอบให้เรียบร้อยก่อนค่อยหาที่พักหาข้าวกิน นึกไม่ถึงว่าเมืองหลวงจะใหญ่โตเพียงนี้ เดินมาทั้งเช้ายังเดินไม่พ้นถนนเส้นนี้เลย”
“ท่านลุงเตรียมเสบียงมาด้วยหรือ” ฉินเหยาสงสัยนิดหน่อย
นางไม่เคยเห็นผู้เข้าสอบที่เดินทางเข้าเมืองหลวงในยุคโบราณ ยังนึกว่าทุกคนเตรียมตัวมาพร้อมสรรพแล้วค่อยมา
พอเห็นสามคนนี้ ถึงนึกขึ้นได้ว่า ที่นี่ไม่มีทั้งระบบนำทาง ไม่มีชาวเน็ตมาแชร์คู่มือการเดินทาง
ยุคสมัยที่ผู้มีความรู้ต่างคนต่างอยู่ หากไม่ใช่ศิษย์อาจารย์กัน คนธรรมดาแค่จากบ้านมาเมืองหลวงก็ยากลำบากแสนเข็ญแล้ว
ผู้ที่เดินทางมาถึงเมืองหลวงได้สำเร็จ ยิ่งต้องเป็นผู้โดดเด่นทั้งด้านทุนทรัพย์ พละกำลังและสติปัญญา
เป็นดังคาด ท่านลุงชี้ไปที่สัมภาระบนหลังตนเองแล้วกล่าวว่า “ผู้น้อยเตรียมธัญพืชจากที่บ้านมาบ้าง เพิ่งมาถึง ต่างถิ่นต่างที่อาจไม่คุ้นชินอาหารการกิน แต่ถ้ามีธัญพืชจากบ้านเกิดก็ไม่ต้องกลัวแล้ว อีกอย่าง ทำอาหารกินเองก็ประหยัดเงินได้โข”
ท่านลุงพูดจาเปิดเผยจริงใจ ฉินเหยาฟังแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจยิ่งนัก
ส่วนอีกสองคนเห็นได้ชัดว่ายังรักศักดิ์ศรี ไม่ยอมบอกว่าตัดใจจ่ายค่าบะหมี่น้ำแกงชามละสิบกว่าเหวินข้างทางไม่ไหว บอกแค่ว่ายุ่งจนลืมกิน
“ไม่รีบๆ จัดการธุระให้เสร็จก่อนค่อยว่ากัน” ทั้งสองพูดกลบเกลื่อนพลางหัวเราะแหะๆ
แต่ท้องไส้กลับไม่รักดี ส่งเสียงร้องโครกครากประท้วง
ฉินเหยายักไหล่ ยื่นขนมกินเล่นที่ถือในมือให้ท่านลุง
อย่างไรสองคนนั้นก็ไม่รีบนี่นา
ท่านลุงรีบปฏิเสธ “จะดีหรือแม่นาง”
ฉินเหยา “ไม่เป็นไร ลองชิมดู รสชาติน่าจะไม่เลว”
พอเห็นนางวางถุงขนมลงแล้วก้าวนำไปข้างหน้า ท่านลุงก็ยิ้มออกมากล่าวขอบคุณแล้วรีบตามไป
กลิ่นขนมหอมยั่วน้ำลาย ท่านลุงที่ท้องกำลังหิวโซจึงยิ่งอยากอาหาร หยิบขนมขึ้นมากินทันที
ขนมข้างในก็รสชาติดีอย่างที่ฉินเหยาว่าจริงๆ
อีกสองคนที่ได้แต่ดมกลิ่นจึงเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาที่มัวแต่ห่วงหน้าตา
ท่านลุงกินไปสองสามชิ้น พอความหิวคลายลงก็ห่อส่วนที่เหลือเก็บเข้าสัมภาระเอาไว้กินมื้อหน้า
เพราะมีฉินเหยานำทาง ในที่สุดทั้งสามก็มาถึงหน้าสำนักข้าหลวงกรมศึกษา
ที่นี่มีคนต่อแถวยาวเหยียดอยู่สองแถวล้วนเป็นบัณฑิตที่มาลงชื่อสอบ
นี่แค่กลุ่มแรกที่มาถึงก็มีตั้งสี่ห้าร้อยคนแล้ว
ต่อไปยังมีกลุ่มสอง กลุ่มสาม กลุ่มสี่จนถึงกลางเดือนสองที่การปิดชื่อบนกระดาษคำตอบเสร็จสิ้น
ฉินเหยาประเมินดูคร่าวๆ การสอบชุนเหวยปีหน้า ผู้เข้าสอบน่าจะมีถึงสามสี่พันคนทีเดียว!
นี่น่าจะเป็นปีที่มีผู้เข้าสอบชุนเหวยมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นเซิ่งมาเลยกระมัง
การแข่งขันดุเดือดน่าดู ฉินเหยาลอบถอนหายใจ
ส่งท่านลุงทั้งสามถึงที่หมายแล้ว ฉินเหยาก็จากไป
ระหว่างทางไปที่ที่ว่าการอำเภอก็เห็นรถม้าของจวนราชครูแล่นมุ่งหน้าไปทางสำนักข้าหลวงกรมศึกษา
รถม้าแล่นผ่านข้างกายฉินเหยาไป ซุนเจียงที่บังคับรถเอ่ยเตือนคนในรถเบาๆ ประโยคหนึ่ง
ม่านรถเปิดออก ซือคงเจี้ยนกลับเห็นเพียงแผ่นหลังสีขาวของฉินเหยา
การสอบชุนเหวยครั้งนี้ถูกมอบให้เสนาบดีกรมพิธีการและราชครูร่วมกันดูแล โดยมีฮองเฮารับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้คุมสอบ
ตอนที่ข่าวนี้แพร่ออกมา ชาวบ้านในเมืองหลวงต่างพากันเสพข่าวซุบซิบนี้อย่างอิ่มหนำ
แต่ต่างจากตอนพิธีบูชาพระแม่ธรณี ครั้งนี้กลับไม่มีเสียงคัดค้านใดๆ เลย
มีคนบอกว่า ฮองเฮาเสด็จไปเยือนตระกูลฉีในยามวิกาล ใช้ทั้งเหตุและผลเกลี้ยกล่อมจนโน้มน้าวอัครเสนาบดีเฒ่าสำเร็จทำให้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลขุนนางใหม่ส่วนใหญ่
ดังนั้นครั้งนี้จึงไม่มีใครกระโดดออกมาคัดค้านเสียงดังอีก